GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

ทฤษฎีการวิวัฒนาการ ความเท็จที่ถูกเชื่อถือ(1)

การล้มสลายของลัทธิการวิวัฒนาการของชาลสดาร์วิน และ ความเป็นจริงแห่งการสร้างและการดลบันดาล

จุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิต

      ถ้าใครคนใดคนหนึ่งได้สำรวจตรวจสอบจักรวาลที่เขาได้อาศัยอยู่นี้ดูก็จะพบว่าจักรวาลนี้มีกาแล็คซี่ถึง 250,000 ล้านกาแล็คซี่ซึ่งในแต่กาแล็คนี้จะประกอบไปด้วยดาวอีกจำนวนมากมายถึง 300,000 ล้านดวง และสิ่งทั้งหมดที่กล่าวมาไม่ว่าจะเป็นกาแล็คซี่หรือดวงดาวอันกว้างใหญ่ไพศาลทั้งหมดนี้นั้นหมุนเวียนและล่องลอยไปตามกฎเกณแบบแผนที่แน่นอนและตายตัว

      ถ้ามองดูแล้วเราก็จะพบว่าในทุกๆส่วนของจักรวาลนี้ จะมีระเบียบแบบแผนตลอดจนความสมดุลอยู่อย่างสมบูรณ์โดยไม่มีข้อบกพร่องอยู่เลย

      โลกนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เล็กกระจิ๋วหลิวเมื่อเทียบกับจักรวาลทั้งหมดแล้วแต่กระนั้นโลกที่เราอาศัยอยู่นี้ ถูกสร้างและออกแบบมาอย่างยอดเยี่ยมพร้อมเพียงไปด้วยระบบการทำงานที่เต็มไปด้วยความสมดุลที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนเป็นอย่างมากโลกเรานี้ไม่เหมือนดวงดาวดวงอื่นๆเพราะโลกเรานี้มีสภาพชั้นบรรยากาศและพื้นผิวที่เอื้ออำนวยต่อสิ่งมีชีวิตที่จะสามารถอยู่อาศัยได้ น้ำซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของพื้นผิวโลกนี้ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยขั้นพื้นฐานที่สำคัญต่อชีวิต ระดับอุณหภูมิ อัตราการโคจรตลอดจนพื้นผิวของโลกทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าโลกใบนี้ได้ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้เหมาะแก่การดำรงชีวิตอยู่ของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกใบนี้

      ลักษณะที่ไม่เหมือนใครของโลกเรานี้ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตอันมากมายที่มีระบบการทำงานที่ซับซ้อนต่างกันไป ตามแต่ละชนิดประเภทของมันซึ่งบางครั้งมนุษย์เราก็ยังคาดไม่ถึง   พืชพันธุ์และสัตว์หลายล้านชนิดสามารถอยู่อาศัยบนโลกนี้ได้อย่างกลมกลืนและสมดุลกัน สิ่งนี้เป็นระบบความเป็นอยู่ที่สมบูรณ์เป็นอย่างมากจนกระทั่งว่า ระบบความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตเหล่านี้สามารถที่จะคงอยู่ต่อไปได้อย่างไม่ถูกกระทบกระเทือนหรือเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใดนอกจากมันจะถูกรบกวนหรือก่อกวนจากมนุษย์

      แต่ทว่าคำถามก็คือแล้วระบบความเป็นอยู่และสิ่งมีชีวิตต่างๆเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรกัน

      เมื่อได้มีการสำรวจตรวจดูสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนเลยว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ถูกออกแบบมาอย่างมีระบบในการดำรงชีวิตและการอยู่อาศัย สิ่งมีชีวิตทั้งหมดเหล่านี้จะมีระบบการทำงานที่เต็มไปด้วยความซับซ้อนเป็นอย่างมากจนทำให้มันสามารถแสดงบทบาทของมันได้เป็นอย่างดีที่สุดตามความสามารถที่มีอยู่ในตัวมันในสภาพแวดล้อมที่มันอาศัยอยู่

      เนื่องจากสิ่งมีชีวิตทั้งหลายเหล่านี้ได้ถูกวางกฎเกณฑ์และออกแบบจัดระบบความเป็นอยู่มาเป็นอย่างดี แน่นอนที่สุดก็จะต้องมีผู้ที่สร้างมันขึ้นมา   และผู้ทรงสร้างผู้นั้นก็ได้บอกมนุษย์ให้รับรู้ถึงการมีอยู่จริงของพระองค์ตั้งแต่ก่อนการมีมาของโลกใบนี้ และพระองค์ผู้นั้นคืออัลลอฮฺพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้น พระผู้ทรงสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและโลกมาจากความว่างเปล่านั้นคือจากความไม่มีอะไรเลยในตอนแรก และพระผู้ทรงจัดวางระเบียบกฎเกณฑ์มาในทุกๆสิ่งที่พระองค์ได้ทรงสร้างมา

      ทฤษฎีแห่งการวิวัฒนาการที่มีขึ้นในศควรรษที่ 19 ได้ปฎิเสธการสร้างของพระผู้เป็นเจ้าที่มีอยู่ให้เห็นอย่างชัดเจน ตามความเชื่อของทฤษฎีการวิวัฒนาการนี้แล้ว สิ่งมีชีวิตต่างๆบนโลกนี้มิได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยพระผู้เป็นเจ้าหากแต่ก่อกำเนิดขึ้นมาด้วยความบังเอิญ

      ผู้ที่ตั้งทฤษฎีนี้ขึ้นมารู้จักกันในนามว่า  ชาร์ลส์ ดาร์วิน (Charles Darwin) ผู้ซึ่งเป็นนักธรรมชาติวิทยาสมัครเล่น  ดาร์วินได้เปิดเผยทฤษฎีนี้ของเขาไว้ในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า  "the Origin of Species" แหล่งกำเนิดและที่มาของสิ่งมีชีวิต ซึ่งหนังสือเล่มนี้ถูกพิมพ์ขึ้นมาในปี1859

      หนังสือเล่มนี้ของดาร์วินได้เป็นที่นิยมโดยทันทีหลังจากออกพิมพ์ แต่การได้รับการยอมรับและเป็นที่รู้จักกันของหนังสือเล่มนี้ มิใช่เพราะว่าดาร์วินเขียนมันขึ้นมาโดยอาศัยจากข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แต่ที่หนังสือเขาได้รับการยอมรับก็เพราะ มันเป็นเพียงการยอมรับกันในทางแนวความคิดเสียมากกว่า แนวความคิดของดาร์วินนี้ช่วยในการสนับสนุนและเป็นข้ออ้างอิงของ พวกยึดถือปรัชญาวัตถุนิยมที่ปฎิเสธการมีอยู่จริงของพระผู้เป็นเจ้าและคารล์มารซ์ (Karlmarx) ผู้ตั้งลัทธิวัตถุนิยมวิภาษได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่งที่ชื่อ DasKapital ขึ้นมา เพื่ออุทิศให้แก่ ดาร์วิน  เขาเขียนที่ปกหนังสือเล่มนี้ไว้ว่า  ถึงชาร์ลส์ ดาร์วิน , จากผู้เลื่อมใสผู้อุทิศตัวให้”  ทฤษฎีของดาร์วินอ้างเหตุผลว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดที่เกิดขึ้นมานี้นั้นมาจากบรรพบุรุษเดียวกันโดยผ่านขบวนการและขั้นตอนแบบค่อยๆ วิวัฒนาการไปเป็นเวลาอันยาวนาน แต่ดาร์วินก็ไม่สามารถหาหลักฐานข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อถือมาสนับสนุนข้ออ้างของตนเองได้เลย จริงๆแล้ว ดาร์วินรู้ตัวเขาเองดีถึงหลักฐานข้อเท็จจริงหลายๆอย่างที่จะทำให้ทฤษฎีความเชื่อของเขาต้องเป็นโมฆะไป   ดาร์วินได้กล่าวยอมรับไว้ใน หนังสือที่เขาเขียนขึ้นในบทที่มีชื่อว่า “Difficulties on Theory” ปัญหาและความยุ่งยากที่ทฤษฎีนี้จะต้องเผชิญ  แต่ดาร์วินก็หวังว่าปัญหาต่างๆของทฤษฎีการวิวัฒนาการเหล่านี้จะหมดไปด้วยกับการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ครั้งใหม่ที่จะมีขึ้นมาในภายหลัง  แต่ในทางตรงกันข้าม ด้วยกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์  จึงทำให้ทฤษฎีที่ดาร์วินกล่าวอ้างนี้กลับถูกหักล้างลงไปทีละข้อทีละข้อ

      ดาร์วินกล่าวว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดกำเนิดมาจากบรรพบุรุษเดียวกัน โดยผ่านขบวนการและขั้นตอนแบบค่อยๆวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับ

      แต่ทว่าสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกกำเนิดมาจากไหนกันเหล่า ?    ดาร์วินไม่ได้กล่าวถึงสิ่งนี้ไว้เลยในหนังสือของเขา เขาไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าสิ่งนี้แหละที่จะเป็นตัวการสำคัญที่จะทำให้ทฤษฎีของเขาดังกล่าวต้องเป็นโมฆะไป

      เดิมทีแล้ว วิทยาศาสตร์ในสมัยของดาร์วินมีความเชื่อกันว่า สิ่งมีชีวิตนั้นมีลักษณะโครงสร้างองค์ประกอบที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อนอะไรมาก มีความเชื่อที่เชื่อกันไปตาม ทฤษฎีหนึ่งทางวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า   " Spontaneous Generation" นั้นคือ การกำเนิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ มันเป็นทฤษฎีที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในยุคกลาง  ตามทฤษฎีนี้แล้ว สิ่งมีชีวิตทั้งหลายสามารถเกิดขึ้นมาได้โดยง่ายจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต

      มีความเชื่อกันไปว่า กบเกิดขึ้นมาเองจากโคลน และแมลงก็เกิดขึ้นมาจากอาหารที่กินเหลือเอาไว้ และก็ได้มีการทดลองพิสูจน์โดยมีจุดประสงค์ที่จะมาสนับสนุนทฤษฎีหรือแนวความเชื่อเช่นนี้ โดยได้มีการนำเอาเมล็ดข้าวสาลีกำมือหนึ่งไปทิ้งไว้ในเศษผ้าโดยหวังว่าจะมีหนูเกิดขึ้นมาจากการนำของสองสิ่งนั้นมาผสมกัน และก็ได้มีการนำตัวอ่อนที่เกิดขึ้นมาจากเนื้อมาเป็นข้อกล่าวอ้างโดยกล่าวว่าสิ่งมีชีวิตสามารถกำเนิดขึ้นมาได้จากสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่ต่อมาในภายหลังก็เป็นที่รู้และเข้าใจกันแล้วว่าตัวอ่อนที่เกิดขึ้นจากเนื้อนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติตามที่เข้าใจกันแต่อย่างใด แต่มันเกิดขึ้นมาจากตัวอ่อนที่ไม่สามารถมองเห็นที่แมลงวันนำไปปล่อยไว้ที่เนื้อนั้นและในสมัยของดาร์วิน มีความเชื่อกันอย่างแพร่หลายว่าจุลินทรีย์สามารถเกิดขึ้นมาได้โดยง่ายจากวัตถุหรือสิ่งที่ไม่มีชีวิต

      แต่แล้ว 5 ปีหลังจากที่ได้มีการพิมพ์หนังสือ Origin of Species (แหล่งกำเนิดและที่มาของสิ่งมีชีวิต ) ของดาร์วินนี้ขึ้น  นักชีววิทยาผู้มีชื่อเสียงชาวฝรั่งเศษ Louis Pasteur  (หลุยส์ปาสเตอร์) ก็ได้พิสูจน์หักล้างความเชื่อเช่นนั้นที่เป็นพื้นฐานความเชื่อของทฤษฎีการวิวัฒนาการของดาร์วิน โดยหลุยส์       ปาสเตอร์ได้พิสูจน์ให้เห็นทางวิทยาศาสตร์หลังการที่เขาได้ทำการศึกษาวิจัยและทดลองมาเป็นเวลานาน โดยที่เขาก็ได้ข้อสรุปที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งเขากล่าว่า

      วัตถุสสารหรือสิ่งที่ไม่มีชีวิตจะสามารถให้ชีวิตแก่ตัวเองได้จริงหรือเป็นไปไม่ได้เลย ปัจจุบันนี้เป็นที่รู้กันแล้วว่าไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะใดๆก็แล้วแต่สิ่งมีชีวิตไม่ว่า จะเล็กกระจิดริดแค่ไหนก็ตามไม่สามารถเกิดขึ้นมาเองได้นอกจากว่าสิ่งมีชีวิตเหล่านั้นจะต้องมีลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับสิ่งมีชีวิตที่เป็นผู้ให้กำเนิดมันขึ้นมา( Louis pasteur ,Fox and Dose, Origin of Life,p.,4-5)

      นักทฤษฎีวิวัฒนาการคนแรก ที่ได้หยิบยกปัญหาเรื่องแหล่งกำเนิดและที่มาของสิ่งมีชีวิตขึ้นมากล่าว ในศตวรรษที่ 20 นี้ก็คือ นักชีววิทยาชาวรัสเซียซึ่งมีเชื่อว่า  Alexander Oparin  จุดมุ่งหมายของเขาก็เพื่อที่จะอธิบายให้รู้ว่าเซลของสิ่งมีชีวิตชนิดแรกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ซึ่งตามทฤษฎีการวิวัฒนาการนี้ได้มีการกล่าวว่าเซลล์ตัวแรกนี้แหละที่เป็นที่มาหรือบรรพบุรุษของสิ่งที่มีชีวิตทั้งหมดที่เกิดขึ้น   แต่อย่างไรก็ตามความพยายามของเขาก็ต้องจบลงด้วยกับความล้มเหลวและตัวของ Oparin เองก็ต้องกล่าวยอมรับว่า

      เป็นที่น่าเศร้าใจที่จุดกำเนิดและที่มาของเซลล์ก็ยังคงเป็นปัญหาอยู่ต่อไปซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันเป็นด้านที่มืดมนที่สุดของขบวนการและขั้นตอนทางทฤษฎีการวิวัฒนาการ(Alexander Oparin, Origin of Life, p.196)

      นักวิวัฒนาการที่มาหลังจาก Oparin ก็ได้ทำการทดลองเช่นกันทั้งนี้ก็เพื่อที่จะหาคำตอบถึงแหล่งกำเนิดและที่มาของสิ่งมีชีวิตเพื่อที่จะได้มาสนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการของพวกเขานี้

      นักเคมีชาวอเมริกาที่มีนามว่า   Stanley Miller สแตนเล่ มิลเลอร์ ได้ทำการทดลองที่เป็นที่รู้จักโด่งดังกันที่สุด ในปี 1953 โดยที่  Miller ได้นำเอาโมเลกุลจำนวนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตมา โดยทำการกระตุ้นปฎิกริยาโต้ตอบต่อแก๊สชนิดต่างๆที่เขาอ้างว่ามีอยู่ในชั้นบรรยากาศโลกในช่วงแรกเริ่ม  ในช่วงเวลาดังกล่าวนั้นการทดลองนี้ถือว่าเป็นบทพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ถึงทฤษฎีของการวิวัฒนาการ แต่กระนั้นมันก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย จากการค้นพบในตอนหลังนี้ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า แก๊สต่างๆที่ใช้ในการทดลองนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับแก๊สต่างๆที่มีอยู่ในชั้นบรรยากาศในช่วงเริ่มแรกของโลก และในที่สุดตัวของ Miller เองก็ต้องออกมายอมรับถึงความล้มเหลวและความเป็นโมฆะของการทดลองของเขาในครั้งนี้

      จากความพยายามทั้งหลายของพวกนักทฤษฎีวิวัฒนาการที่มีขึ้นมาในช่วงศตวรรษที่ 20 เพื่อที่จะมาอธิบายถึงแหล่งกำเนิดของสิ่งมีชีวิตก็ต้องจบลงด้วยความล้มเหลว

      Jeffrey Bada ศาสตราจารย์ในด้านภูมิศาสตร์เคมีและผู้สนับสนุนทฤษฎีวิวัฒนาการตัวยงก็กล่าวยอมรับถึงความจริงอันนี้ในนิตยาสาร Earth ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1998 ซึ่งเป็นหนึ่งในนิตยาสารชั้นนำทางด้านสิ่งตีพิมพ์ของพวกนักทฤษฎีวิวัฒนาการ โดยที่ Jeffrey Bada ได้กล่าว่า

      ในวันนี้ในขณะที่เราจะจากศตวรรษที่ 20 ไป เราก็ยังคงอยู่กับปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่ยังหาทางออกไม่ได้อยู่ เหมือนกับตอนที่เราเริ่มเข้ามาสู่ศตวรรษที่ 20 นั้นคือ ปัญหาที่ว่า  สิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาบนโลกนี้ได้อย่างไรกัน? ( Jeffrey bada, Earth, Feb,1998)

      ปัญหาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกปัญหาหนึ่งที่ ทฤษฎีวิวัฒนาการนี้กำลังเผชิญอยู่และก็ยังหาทางออกไม่ได้ ก็คือ ปัญหาที่เกี่ยวกับลักษณะโครงสร้างอันซับซ้อนอย่างเหลือเชื่อของเซลของสิ่งมีชีวิต สิ่งมีชีวิตบนโลกนี้ทุกชนิดจะประกอบไปด้วยเซลล์ที่มีขนาดเล็กเท่ากับหนึ่งในร้อยของมิลลิเมตร และมีสิ่งมีชีวิตบางชนิดประกอบไปด้วยเซลล์เดียวแต่กระนั้นถึงแม้จะประกอบไปด้วยเซลล์เดียวก็ตามแต่องค์ประกอบที่มีอยู่ในเซลล์นี้ก็มีลักษณะที่น่าซับซ้อนอย่างน่าทึ่งในตัวของมันเอง   มันมีระบบการปฏิบัติงานอันซับซ้อน เพื่อที่จะทำให้มันดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้และที่ยิ่งไปกว่านี้มันก็ยังมีสิ่งที่อาจเรียกว่าเป็นตัวมอเตอร์ตัวเล็กนิดเดียวที่ช่วยในการขับเคลื่อนมัน

      ในสมัยของดาร์วิน ลักษณะโครงสร้างอันซับซ้อนของเซลล์นี้ยังไม่เป็นที่รู้จักกัน ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากกล้องจุลทรรศน์ที่ยังไม่มีความเจริญเท่าที่ควรในสมัยนั้น  จึงทำให้เซลล์มองดูเหมือนไม่มีลักษณะอะไรพิเศษเฉพาะตัว แต่อย่างไรก็ตามด้วยกับกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอนที่มีกำลังสูงที่ประดิษฐ์ขึ้นมาในตอนกลางของศตวรรษที่ 20 นี้จึงทำให้เราเริ่มรู้และเข้าใจว่าจริงๆแล้วเซลล์ของสิ่งมีชีวิตนั้นมีระบบการทำงานที่น่าซับซ้อนถึงเพียงไร สิ่งนี้ได้เผยให้เห็นถึงความซับซ้อนตลอดจนการทำงานกันอย่างมีระบบของเซลล์ที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยความบังเอิญ

      เซลล์ที่มีชีวิตเพียงตัวเดียวจะประกอบไปด้วยส่วนเล็กๆ เป็นพันๆ ส่วนที่ทำงานกันอย่างสอดคล้องสามัคคีกันถ้าจะเปรียบก็เปรียบได้ว่า ภายในเซลล์ตัวเดียวนี้จะมีทั้งสถานีพลังงานไฟฟ้า โรงงานต่างๆอันทันสมัยที่ใช้ทำหน้าต่างๆ และหน่วยจัดเก็บข้อมูลที่ซับซ้อน ระบบเก็บรักษาที่มีขนาดใหญ่มาก โรงกลั่นกรองที่ทันสมัย ตลอดจนมีเยื่อหุ้มเซลล์ที่ดูเหมือนเป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สามารถรับรู้อะไรได้ ซึ่งเยื้อหุ้มเซลล์นี้จะทำหน้าที่ควบคุมสิ่งที่เข้าออกจากเซลล์

      เซลล์นี้จะสามารถมีชีวิตดำรงอยู่ต่อไปได้ก็ต่อเมื่อส่วนต่างๆที่มีอยู่ในตัวมันที่ใช้ในการปฏิบัติการ จะต้องเกิดขึ้นมาพร้อมๆกันเพียงเท่านั้นและมันก็เป็นไปไม่ได้เลยที่ระบบการทำงานของเซลล์ที่น่าซับซ้อนละเอียดอ่อนเหล่านี้ จะเกิดขึ้นมาเนื่องมาจากความบังเอิญ แม้กระทั้งในปัจจุบันนี้ห้องแลปวิทยาศาสตร์ที่ประกอบไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัยที่สุด ก็ยังไม่มีความสามารถที่จะผลิตเซลล์ที่มีชีวิตขึ้นมาจากสิ่งที่ไร้ชีวิตได้เลยแม้แต่สักตัวเดียว จริงๆแล้วมันก็เป็นที่ยอมรับกันอย่างแน่นอนว่าสิ่งนั้นเป็นไปไม่ได้และความอุตสาหะที่จะยังพยายามผลิตเซลล์ที่มีชีวิตจากสิ่งที่ไม่มีชีวิตเหล่านั้นก็ล้มเลิกไป

      แต่กระนั้นทฤษฎีการวิวัฒนาการก็ยังกล่าวอ้างว่า ระบบการทำงานของเซลล์ที่กล่าวมานี้เกิดขึ้นมาเองจากความบังเอิญ  ซึ่งความเป็นจริงแล้วระบบการทำงานของเซลล์นี้ที่แม้แต่มนุษย์ผู้พร้อมไปด้วยสติปัญญาความรู้ความสามารถและเทคโนโลยีที่ทันสมัยก็ยังไม่มีความสามารถที่จะลอกเลียนแบบได้เลย    Sir Fred Hoyle ซึ่งเป็นนักดาราศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ได้กล่าวอธิบายบอกถึงความเป็นไปไม่ได้ที่เซลล์จะกำเนิดเกิดขึ้นมาเอง โดยเขาได้ยกตัวอย่างว่า

      ความเป็นไปได้ที่สิ่งมีชีวิตในชั้นที่สูงขึ้นไปจะเกิดขึ้นมาเองด้วยความบังเอิญนั้นก็อาจจะเปรียบได้กับความเป็นไปได้ที่พายุโทนาโดจะพัดผ่านเข้ามายังกองเก็บของและวัสดุเก่าแล้วกลายไปเป็นเครื่องบินโบอิ้ง 747 จากวัสดุที่อยู่ในกองเก็บของเก่านั้นได้(Fred Hoyle, Naturer,12 พฤศจิกายน)

      ในปัจจุบันนี้วิทยาศาสตร์ด้านเคมีวิทยาของสิ่งมีชีวิตก็ได้บอกเปิดเผยให้รู้ไว้เช่นกันถึงลักษณะทางด้านโครงสร้างและการปฏิบัติงานอันซับซ้อนที่สุดจะคิดได้ของโมเลกุล DNA ระบบทางด้านโครงสร้างของโมเลกุล DNA ได้ถูกค้นพบ โดยนักวิทยาศาสตร์ 2 คน นั่นคือ James Watson และ Francic Crick ในปี 1955 จากการค้นพบของเขาทั้งสองนี้ก็บอกให้เรารู้ว่า สิ่งมีชีวิตนั้นมีระบบการทำงานที่น่าซับซ้อนเกินกว่าที่คาดไว้ในตอนแรก

      Francic Crick ผู้ซึ่งได้รับรางวัลโนเบิลไพรซจากการค้นพบครั้งนี้  ถึงแม้ตัวของเขาเองจะเป็นนักทฤษฎีวิวัฒนาการอย่างฝังหัวก็ตาม แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยอมรับว่า โครงสร้างการทำงานเหมือนอย่าง  DNA นี้ ไม่มีวันที่มันจะเกิดขึ้นมาเองได้ด้วยความบังเอิญ DNA เป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ที่มีอยู่ในนิวเครียสของเซลล์ รายละเอียดทั้งหมดของสรีระและรูปร่างของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะถูกบันทึกไว้ในส่วนที่เป็นเกลียวขดสองชั้นนี้  ข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับองค์ประกอบทางด้านร่างกายของเราตั้งแต่สีในตาไปจนถึงระบบโครงสร้างของอวัยวะภายในของเราและสัดส่วนการปฏิบัติงานของเซลล์ของเราทั้งหมดทั้งหลายเหล่านี้จะถูกวางโปรแกรมไว้ในส่วนที่เรียกว่ายีนส์ใน DNA นี้

      รหัสของ   DNA จะประกอบไปด้วยลำดับการจัดเรียงฐานต่างๆที่แตกต่างกันไป ถ้าเราจะเปรียบเทียบฐานเหล่านี้ในรูปของตัวอักษรเราก็จะสามารถเปรียบ  DNA ได้กับฐานจัดเก็บข้อมูลที่ประกอบไปด้วยอักษร4ตัว ข้อมูลของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดจะถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลนี้

      ถ้าเราจะลองเขียนข้อมูลที่มีอยู่ใน DNA ทั้งหมดนี้ลงบนกระดาษก็อาจจะต้องใช้กระดาษเป็นล้านๆหน้า และนี่ก็เท่ากับว่าต้องเขียนข้อมูลที่มีอยู่ใน DNA นี้ลงไปมากเสียกว่าสารานุกรม บริตานนิก้า(Britannica) ถึง40เท่า  ซึ่งสารานุกรมบริตานนิก้านี้ก็เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลแหล่งเดียวที่ใหญ่ที่สุดสำหรับมนุยษ์ที่มีอยู่

      แต่แหล่งข้อมูลของ DNA ที่น่าเหลือเชื่อนี้ก็ได้ถูกจัดเก็บไว้ในนิวเคลียสที่เล็กกระจิดริดของเซลล์ของเราซึ่งมีขนาดเล็กกว่าหนึ่งมิลลิเมตรถึงหนึ่งพันเท่า

      มีการคำนวณกันว่าสายของ   DNA ที่เล็กพอที่จะใส่ไว้ในช้อนชาได้นี้มีความสามารถที่จะบรรจุข้อมูลทั้งหมดของหนังสือทุกเล่มที่เขียนขึ้นมาในโลกนี้ได้

      แน่นอนที่สุดเป็นไปไม่ได้เลยที่ลักษณะโครงสร้างอันน่าอัศจรรย์ที่กล่าวมานี้ มันจะเกิดขึ้นมาจากความบังเอิญทฤษฎีการวิวัฒนาการ ซึ่งมองชีวิตว่าเป็นเพียงแค่สิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความบังเอิญที่ไร้จุดมุ่งหมาย ก็ต้องล้มเหลวหมดท่าไม่สามารถเปิดปากพูดอะไรได้เมื่อต้องเผชิญกับระบบการปฏิบัติงานที่ซับซ้อนอย่างไม่น่าเชื่อของ DNA มันเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า DNA และเซลล์ต่างๆตลอดจนสิ่งมีชีวิตทั้งหมดนี้เป็นผลที่เกิดมาจากการสร้างสรรค์อันยอดเยี่ยมและที่น่าสรรเสริญ และเมื่อมีการสร้างหรือมีสิ่งที่ถูกสร้างอยู่จริงก็แน่นอนที่สุดที่จะต้องมีผู้ที่สร้างสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาผู้ทรงพลังอำนาจอันไม่มีที่สิ้นสุดผู้ทรงรอบรู้และทรงเต็มเปี่ยมด้วยวิทยปัญญา

      เมื่อเราเฝ้ามองดูสิ่งมีชีวิตต่างๆที่มีอยู่ในธรรมชาติไม่ว่าจะสิ่งใดก็ตามเราก็จะเห็นได้เลยว่าผู้ที่สร้างมันขึ้นมานี้ช่างมีอำนาจอันยิ่งใหญ่เสียจริงๆ สิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในธรรมชาติเป็นล้านๆชนิดได้บ่งบอกถึงงานทางศิลปะและงานศิลปะทุกชนิดก็บ่งบอกให้รู้ถึงการมีอยู่ของนักศิลปะหรือจิตรกรผู้อยู่เบื้องหลังผลงานนี้ ผู้ซึ่งวาดมันขึ้นมา  และผู้อยู่เบื้องหลังงานศิลปะทั้งหลายที่มีอยู่ในธรรมชาตินี้ก็คือ อัลลอฮฺ พระผู้อภิบาลแห่งโลกนี้และชั้นฟ้าทั้งหลายตลอดจนสิ่งที่มีอยู่ในระหว่างชั้นฟ้าและแผ่นดิน

ต่อภาค 2

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): ศาสนาอิสลาม
หมายเลขบันทึก: 25306
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 8
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (8)

ใครเป็นคนสร้างพระเจ้า

 

ความว่างเปล่า จะสร้างบางสิ่งไม่ได้ และทุกสิ่งจะสร้าง ความว่างเปล่าไม่ได้ เมื่อ ทุกอย่างไม่สามารถ คงอยู่นิรันดร์ได้สำหรับวัตถุ ที่เราจับต้องได้ตามธรรมชาติ จึงต้องเป็นวัตถุที่ จับต้องไม่ได้ตามธรรมชาติ และคงอยู่ได้นิรันดร์ นั้นคือ พระเจ้าผู้ที่ดำรงค์อยู่ตั้งแต่แรกสร้างโลก พระองค์เป็น เป็นจุดเริ่มต้นและ จุดสิ้นสุด

นี้เป็นเครื่องพิสูจน์ ถึงพระเจ้าผู้ทรงดำรงค์อยู่เป็นนิตย์ พระองค์คือจุดเริ่มต้น ไมมีใครสร้างพระองค์ พระองค์คือ ปฐม และอวสาน

คำตอบจากคริสตชน
---------------------------

คำถาม:  ใครสร้างพระเจ้า? พระเจ้ามาจากไหน?

 

คำตอบ:  Bertrand Russell ผู้ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า เขียนไว้ในหนังสือของเขาชื่อ “ทำไมข้าพเจ้าจึงไม่เป็นคริสเตียน” ว่า หากทุกสิ่งต้องมีที่มาเป็นความจริง ดังนั้นพระเจ้าก็ทรงต้องมีที่มาเช่นกัน แล้วเขาก็สรุปจากคำพูดนี้ว่าหากพระเจ้าทรงต้องมีที่มา พระองค์ก็ไม่ใช่พระเจ้า (และหากพระเจ้าไม่ใช่พระเจ้าก็แน่นอนว่าไม่มีพระเจ้า) คำถามนี้เป็นคำถามที่หรูขึ้นมาหน่อยจากคำถามแบบเด็ก ๆ ว่า “ใครทำพระเจ้าขึ้นมา?” แม้แต่เด็กเล็ก ๆ ก็รู้ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาจากความไม่มีอะไร ดังนั้นหากพระเจ้าทรงเป็น “อะไร” บางอย่าง พระองค์ก็ทรงต้องมีที่มาเช่นกัน ใช่ไหม?

 

คำถามนี้มีเลศนัย เพราะมันแฝงสมติฐานที่ไม่ถูกต้องเอาไว้ว่าพระเจ้าทรงต้องมาจากที่ไหนสักแห่งหนึ่ง แล้วจึงถามว่าที่นั้นอยู่ที่ไหน คำตอบคือคำถามนี้ไร้สาระ มันเหมือนกับถามว่า “สีฟ้ามีกลิ่นแบบไหน? แต่สีฟ้าไม่ได้อยู่ในหมวดหมู่ของสิ่งที่มีกลิ่น ดังนั้นคำถามนี้โดยตัวของมันเองมีข้อผิดพลาด ในทำนองเดียวกัน พระเจ้าไม่ได้ทรงอยู่ในหมวดหมู่ของสิ่งที่ทรงสร้าง หรือเกิดขึ้นมาเอง หรือถูกทำให้เกิดขึ้น พระองค์ทรงไม่มีใครทำให้เกิดขึ้นหรือสร้างขึ้น - พระองค์เพียงแค่ทรงดำรงอยู่

 

แล้วเรารู้ได้อย่างไร? รู้สิ เรารู้ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้จากความไม่มีอะไร เพราะฉะนั้นหากจะมีช่วงเวลาสักเวลาหนึ่งที่ไม่มีอะไรดำรงอยู่เลย มันก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นมาเลย แต่สิ่งต่าง ๆ ก็ได้เกิดขึ้นมาแล้ว ดังนั้น มันจึงไม่น่าจะไม่มีอะไรมาก่อน มันน่าจะต้องมีอะไรดำรงอยู่เสมอมา และเราเรียกสิ่งที่ดำรงอยู่นิรันดร์นั้นว่าพระเจ้า

เข้ามาเป็นสมาชิก gotoknow ยังไม่เจอผู้ที่สามารถเชื่อได้ว่ามีความรู้ทางวิชาการปรัชญา จนกระทั้งมาเจอ คุณเคราดิจิตอล นี้แหละจึงน่าจะเชื่อว่ามีความรู้ทางวิชาการปรัชญาที่น่าเชื่อถือได้ที่สุด (มิใช่ว่าจะไม่มีผู้มีความรู้ทางสาขานี้ยิ่งกว่านี้ในที่นี้ เพียงแต่ว่ายังไม่เจอเท่านั้น 4+1. 6-1. 5)

คำถามที่มีผู้ถามนะ เรียกกันทางปรัชญาว่า อันตวิทยา ซึ่งเพ่งถึงสิ่งที่เป็นที่สุด หรือบางที่ก็เรียกว่าเรื่อง ปฐมเหตุ ซึ่งเพี่งถึงสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของสรรพสิ่ง

คำถามเหล่านี้ ตามที่ศึกษามาบ้างจะไปสู่คำตอบสุดท้ายที่ ความจำเป็น กับ ความบังเอิญ กล่าวคือ...

ถ้าถามว่า ใครสร้างพระเป็นเจ้า ? ตอบว่าพระเป็นเจ้าที่ถูกสร้าง มิใช่พระเป็นเจ้าที่แท้จริง เพราะพระเป็นเจ้าไม่มีผู้ใดสร้าง เป็นความจำเป็นทางตรรกะ ...นั่นคือ สิ่งนี้ มาจากสิ่งนี้ สิ่งนี้มาจากสิ่งนี้ ...สิ่งแรกคืออะไร คือพระเป็นเจ้า ...เป็นความจำเป็นทางตรรกะ ที่จะต้องมีอยู่..

ความบังเอิญ...ก็อธิบายในทำนองเดียวกันทำนองนี้แหละ...

โดยความปรารถนาดี

ขอให้ปัญญาและทางนำจึงบังเกิดแด่ท่านทุกคนครับ

พระเจ้า ในแต่ละศาสนามีหลายความหมาย

God: A Definition
God is a word that means different things to different people. To many Taoist or Buddhist the word is not part of their religion's glossary. To Hindus that word has a different meaning than it does to a Christian. Muslims have a different perspective and so do the Jews. So for the purpose of The Reluctant Messenger website, we need a common definition of God.
Quoting different sources from each religion before revealing the definition.


Taoism
Tao, the subtle reality of the universe cannot be described, That which can be described in words is mearly a conception of the mind. Although names and descriptions have been applied to it, the subtle reality is beyond the description.
Tao Teh Ching - beginning of chapter 1

The subtle essense of the universe is elusive and evasive.
...
It is the subtle origin of the whole of creation and non-creation. It existed prior to the beginning of time as the deep and subtle reality of the universe. It brings all into being.
Tao Teh Ching - portions of chapter 21


Buddhism
"There is, O monks,
an unborn, unoriginated, uncreated, unformed.


Were there not, O monks,
this unborn, unoriginated, uncreated, unformed,
there would be no escape from the world
of the born, originated, created, formed.


"Since, O monks, there is an
unborn, unoriginated, uncreated, and unformed,
therefore there is an escape
from the born, originated, created, formed."

The Gospel of Buddha
Sermon at the bamboo grove at Rajagaha


Hinduism
Neither the multitude of gods nor great sages know of my origin, for I am the source of all the gods and great sages.

A mortal who knows me as the unborn, beginningless great lord of the worlds is freed from all delusion and all evils.
The Bhagavad-Gita - The tenth teaching, verses 2 & 3

Sihkism
There is One, only One Supreme Being, Truth Eternal, Creator of all seen & unseen, Fearless, Without hatred, Timeless Being, Non-Incarnated, Self created, Realized by the Grace of Guru (Perfect Master Only.)
Guru Granth Sahib Page 1

Judaism
In the beginning God created the heavens and the earth.
Genesis 1:1

For thus saith the Eternal that created the heavens; God himself that formed the earth and made it; he hath established it, he created it not in vain, he formed it to be inhabited: I am the self existent One; and there is none else.
Isaiah 45:18


Christianity
In the beginning was the Word, and the Word was with God, and the Word was God Himself. He was present originally with God. All things were made and came into existence through Him; and without him was not one thing made that has come into being.
Gospel of John 1:1-3


Sufism
You are the Absolute Existence which causes (our) transient (existences) to appear.
Masnavi - Book 1 - Creator and Creation
Now, a definition of God.

God is the indescribable, uncreated, self existent, eternal all knowing source of all reality and being.

ที่มา:The Reluctant Messenger of Science and Religion


พระเจ้า = พระในใจเจ้า

พระในใจ กับไฟในตัวเจ้า ลุกโชนอยู่แค่ไหน

ศาสนา(อิสลาม)กับการคิดแบบปรัชญามีกระบวนการที่แตกต่างกัน

ปรัชญาเป็นการครุ่นคิด ขบคิด ใคร่ครวญโดยใช้สติปัญญาของมนุษย์เอง(หรือนักปราชญ์ที่เขาเลื่อมใส)มาคิดในเรื่องต่างๆเช่น มนุษย์มาจากไหน ตายแล้วไปไหน ใครสร้างมนุษย์ พระเจ้ามีหรือไม่ เป็นอย่างไร ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นเชิงนามธรรม พิสูจน์ไม่ได้ ใช้หลักความน่าจะเป็น(ก็โอกาสพอๆกับความน่าจะไม่เป็น)แล้วหาเหตุผลมายืนยันความคิด โดยสูตรของหลักตรรกะหรืออื่นๆ

หากมองในแง่วิทยาศาสตร์ มนุษย์มีความสามารถทางสติปัญญาสูงสุดในบรรดาสิ่งมีชีวิตในโลกนี้เพราะมีปริมาณของเนื้อสมองมากที่สุดกว่าสัตว์ใดๆโดยเทียบกับน้ำหนักตัว ตามหลักตรรกะหากสมมติว่ามีสิ่งมีชิวิตอื่นอีกที่มีปริมาณสมองต่อน้ำหนักตัวมากกว่ามนุษย์ แน่นอนสัตว์ดังกล่าวนั้นย่อมมีความเฉลียวฉลาดกว่ามนุษย์ และสัตว์นั้นก็จะสามารถใช้สมองมันตอบคำถามให้กับตนเองทำนองเดียวกับที่มนุษย์ถามได้ลึกซึ้งและล้ำหน้ากว่าความคิดทฤษฏีของนักปราชญ์ใดๆในโลกนี้ และมนุษย์ก็ต้องหันไปยึดมั่นตามความคิดของสิ่งมีชีวิตนั้นจนไม่มีใครมายึดมั่นตามแนวคิดของนักปรัชญาคนใดๆในโลกนี้แล้ว เพราะมันสมองหรือความสามารถทางสติปัญญาในการคิดหาเหตุและผลมันคนละชั้นกัน

แต่หลักการยึดมั่นในอิสลามไม่เหมือนกับหลักปรัชญาและไม่สามาถใช้หลักการคิดแบบปรัชญามาคิดเรื่องศาสนา(อิสลาม)ได้ เพราะเชื่อว่ามนุษย์ถูกสร้างมาพร้อมกับความสามาถทางสติปัญญาที่จำกัด ไม่สามารถที่จะใช้ความคิดหรือจินตนาการได้ถึงทุกเรื่อง(รวมถึงเรื่องพระเจ้า นรก สวรรค์ ฯลฯ) หลายๆเรื่องในประวัติศาสตร์เป็นสิ่งยืนยันได้อย่างดี นักปราชญ์ที่คนทั้งโลกให้การยอมรับว่ามีความคิดที่ถูกต้องในยุคสมัยหนึ่ง แต่เมื่อวิทยาการสมัยถัดมาเจริญก้าวหน้าขึ้นจนกระทั่งสามารถพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เป็นอย่างนั้น ความเชื่อดังกล่าวก็ไม่มีใครยึดถืออีกต่อไป นี่ยืนยันถึงข้อจำกัดทางความคิดและจินตนาการของมนุษย์

หลักการศรัทธาในอิสลามจะมีเหตุและผลที่ไม่ขัดแย้งกับหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ขัดแย้งในตัวเอง ไม่ถูกยกเลิก ไม่ตกยุคหรือล้าสมัย เพราะไม่ได้มาจากการใช้ความคิดของมนุษย์เอง ไม่ใช่ความคิดของศาสดาคนใดๆ แต่เป็นความรู้ กฏ ข้อบังคับ หรือธรรมนูญที่ผู้ที่สร้างมนุษย์เองนั่นแหละเขียนขึ้น โดยภาษาจะเรียกผู้สร้างนั้นว่าพระเจ้าหรืออะไรก็แล้วแต่ ผู้สร้างย่อมรู้จักสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาดีกว่าใครๆ(แน่นอน ดีกว่าสิ่งที่ถูกสร้าง(มนุษย์)รู้จักตัวเองด้วย)และผู้สร้างก็ย่อมที่จะรู้ดีอีกเช่นกันว่าสิ่งถูกสร้างนี้มีความสามารถอะไรบ้าง อย่างไรบ้าง และผู้สร้างอีกเช่นกันย่อมจะสามารถเขียนคู่มือสำหรับสิ่งที่ถูกสร้างนั้นได้เหมาะสมกว่าการที่สิ่งถูกสร้างจะเขียนคู่มือขึ้นมาเพื่อใช้กับตัวเอง(เพราะตัวเองยังไม่รู้สเป็คของตัวเอง ว่ามีสมองกี่หยัก เซลล์กี่เซลล์ ผมกี่เส้น ขนเท่าไหร่ ฯลฯ (เหมือนกับที่คอมพิวเตอร์ระดับสุดยอดก็ยังไม่รู้สเป็คของมันเองได้ละเอียดเท่ากับบริษัทที่ผลิตมันมาและบริษัทก็ผลิตคู่มือของมันมาด้วย ไม่ใช่คอมฯเขียนคู่มือให้กับตัวมันเอง

 

สลามคะ..

อ่านแล้วชอบคะ....เห็นด้วยกับ อ.อัสสะกอมีมากคะ....

"หลักการศรัทธาในอิสลามจะมีเหตุและผลที่ไม่ขัดแย้งกับหลักวิทยาศาสตร์ ไม่ขัดแย้งในตัวเอง ไม่ถูกยกเลิก ไม่ตกยุคหรือล้าสมัย เพราะไม่ได้มาจากการใช้ความคิดของมนุษย์เอง ไม่ใช่ความคิดของศาสดาคนใดๆ แต่เป็นความรู้ กฏ ข้อบังคับ หรือธรรมนูญที่ผู้ที่สร้างมนุษย์เองนั่นแหละเขียนขึ้น โดยภาษาจะเรียกผู้สร้างนั้นว่าพระเจ้าหรืออะไรก็แล้วแต่" ...นี่คือความเป็นจริงที่ปฏิเสธไม่ได้คะ...