ปี่พาทย์อยุธยา 9

วิถีวัฒนธรรมปี่พาทย์อยุธยา ๙ : สกุลพระราชทานทางดนตรีในอยุธยา

                                                                                      กนก   คล้ายมุข

              ------------------------------------------------------------------------------------------

            ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราโชบาย ให้ใช้นามสกุลต่อท้ายชื่อของบุคคลทั่วไป  พระองค์ได้พระราชทานนามสกุลให้บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนที่ขอพระราชทานขึ้นไปจำนวนมาก นอกจากนี้นักดนตรีไทย ที่ได้รับการชุบเลี้ยงจากเจ้านายพระองค์อื่น ๆ  ต่างได้รับพระราชทานนามสกุลทางดนตรีมากมาย อาทิ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณพันธ์วงษ์วรเดช  ทรงพระราชทานนามสกุลศิลปบรรเลงให้แก่นายศร  นักดนตรีในวังบูรพาภิรมย์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงพระราทานนามสกุลพาทยโกศลให้แก่ จางวางทั่ว นักดนตรีในวังบางขุนพรหม เป็นต้น ในส่วนของนักดนตรีไทยในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นชุมชนดนตรีที่มีความสำคัญ ได้รับพระทานนามสกุลทางดนตรีด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


            กรมพระนครสวรรค์วรพินิต                              กรมพระยาภาณพันธ์วงษ์วรเดช

 

             ราว พ.. ๒๔๖๔  พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว  เสด็จประพาสกรุงเก่า  และเสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระราชวังบางปะอิน โดยมีเจ้าเมืองกรุงเก่า ในสมัยนั้นมีหน้าที่ถวายการต้อนรับ  ทราบว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดปี่พาทย์ จึงให้จัดหาวงปี่พาทย์ฝีมือดี เพื่อบรรเลงถวายในขณะเสวยพระกระยาหาร  ในคราวนั้นได้วงปี่พาทย์ฝีมือดีจาก   บ้านเกาะเริ่ง ตำบลพุทเลา อำเภอนครใน (อำเภอ บางปะหัน ปัจจุบัน) เป็นวงบรรเลงถวาย โต้โผชื่อ นายสุวรรณ ญาณคุณ การแสดงผลงานบรรเลงปี่พาทย์ถวาย ของคณะนายสุวรรณ ญาณคุณ เป็นที่พอพระราชหฤทัยในพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นอย่างยิ่ง ทรงพระราชทานนามสกุลให้กับโต้โผวงปี่พาทย์ นายสุวรรณ ญาณคุณ เสียใหม่ เพื่อเป็นเกียรติแก่วงตระกูลนักดนตรีว่าพิณพาทย์เพราะจึงเป็นจุดเริ่มต้นของสกุลนักดนตรีไทย สกุลสำคัญ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในลำดับต่อมา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


     พระที่นั่งไอยศวรรย์ทิพยอาสน์   พระราชวังบางปะอิน

 

             นายสุวรรณ พิณพาทย์เพราะ เดิมเป็นนักดนตรีปี่พาทย์ รับราชการอยู่ใน กรมมหรสพหลวง สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นนักดนตรีไทยอยู่ในช่วงสมัยที่ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) เป็นปลัดกรมมหรสพอยู่ก็เป็นได้ (คำนวณอายุแล้วน่าจะเกิดประมาณ พ.. ๒๔๒๕ ในรัชกาลที่ ๕)  เมื่อแต่งงานกับนางเชื้อภรรยา จึงลาออกจากราชการมาอาศัยอยู่กับภรรยา แถบบ้านพุทเลา วัดนนทรีย์ อำเภอนครใน (อำเภอบางปะหันปัจจุบัน) ต่อมามีบุตรกับนางเชื้อ ๖ คน เป็นชาย ๓ คน คือ นายโป๊ะ นายสังเวียน และนายนายไสว เป็นหญิง ๓ คน คือ นางถวิล นางเอื้อม และนาง สวง บุตรชายทั้ง ๓ คน ต่างรับช่วงเป็นผู้สืบสกุล พิณพาทย์เพราะ ของนายสุวรรณ โดยดูแล สืบสานวงปี่พาทย์ตลอดมา ทั้งยังเป็นครูดนตรีไทยที่มีความสำคัญ ต่อวงการดนตรีไทยใน                     จังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย

             นายโป๊ะ พิณพาทย์เพราะ มีบุตรสาวเพียงคนเดียวชื่อถนอม จึงไม่มีผู้สืบสกุลพิณพาทย์เพราะนายโป๊ะ นอกจากจะสอนดนตรีให้กับนักดนตรีในคณะแล้ว ยังได้สอนดนตรีไทยให้กับนักดนตรีวงนายวัน คล้ายทิม วงปี่พาทย์ในอำเภอบางบาลด้วย   มีลูกศิษย์คนสำคัญ ได้แก่ นายปุ่น พูลพร นักระนาดฝีมือดี ประจำวงนายวัน คล้ายทิม

   นายสังเวียน พิณพาทย์เพราะ บุตรชายคนที่ ๒ ของนายสุวรรณ พิณพาทย์เพราะ สมรสกับนาง บุญนาค มีบุตรชาย ๑ คน  ชื่อ นายทวี บุตรสาว ๒ คน ชื่อนางมณี และนางสว่าง จึงมีผู้สืบสกุล พิณพาทย์เพราะ เพียงคนเดียวเท่านั้น  คือนายทวี พิณพาทย์เพราะ

   นายไสว  พิณพาทย์เพราะ บุตรชายคนที่ ๓ ของนายสุวรรณ ไม่มีผู้สืบสกุล

             นายสังเวียน  พิณพาทย์เพราะ จึงเป็นผู้รับสืบทอดมรดกทางดนตรีจากพี่ชาย และน้องชาย เพียงผู้เดียว  และส่งต่อให้กับบุตรชายเพียงคนเดียวคือนายทวี  พิณพาทย์เพราะ  และเป็นประทีปแห่งสกุลเพียงผู้เดียวที่จะสืบสานสกุลพิณพาทย์เพราะให้คงอยู่ต่อไป และนับได้ว่า เป็นคนสำคัญแห่งวงการดนตรีไทยอยุธยาคนหนึ่ง มีประวัติพอสังเขป ดังนี้

             นายทวี พิณพาทย์เพราะ เกิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.. ๒๔๖๕ เริ่มเรียนดนตรีกับบิดา เมื่ออายุ ๗ ปี และฝึกระนาดเอกกับอาชื่อ ไสว จนอายุ ๑๙ ปีจึงไปเรียนดนตรีกับครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) โดยอาชื่อประเสริฐ(เป็นลิเก) เป็นเพื่อนกับ ครูประเทียบ (เป็นนักดนตรีฝรั่ง) และครูประเทียบเป็นเพื่อนกับ ครูเผือด นักระนาด นำไปฝากเรียนอีกต่อหนึ่ง โดยไปพักอาศัยอยู่ที่บ้านครูขำ กลีบชื่น (บิดา ครูโองการ กลีบชื่น) เรียนดนตรีอยู่บ้านบาตรจนครูวาระสุดท้ายที่ครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ถึงแก่มรณกรรม และเป็นศิษย์คนหนึ่งที่มีชื่อเสียงในรุ่นเดียวกันได้แก่ ครูประสิทธิ์ ถาวร ครูแสวง คล้ายทิม ครูวิเชียร สารเดช เป็นต้น

            การได้ศึกษาดนตรีไทยกับครูหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร  ศิลปบรรเลง) ทำให้ครูทวี ได้มีโอกาสพัฒนาฝีมือ ลูกล่อลูกชนทางดนตรี วิธีการต่าง ๆ  ตลอดทั้งเพลงเรื่อง เพลงพิธีกรรม เพลงเดี่ยว  เพลงเถา มากมาย  ชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในแถบวงการดนตรีภูธร ไม่น้อย และได้ถ่ายทอดวิทยาการด้านดนตรีไทยให้กับบุคลที่สนใจทั่วไป  จึงมีลูกศิษย์กระจายอยู่ทั่วไป ทั้งในบริเวณพื้นที่บ่อโพงและใกล้เคียง อาทิ เช่น บางไทร บางปะหัน บางปะอิน วังน้อย เป็นต้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


ครูทวี   พิณพาทย์เพราะ

 

            ครูทวี พิณพาทย์เพราะ สมรสกับนางบุญนาค  จึงย้ายสำนักดนตรีมาอยู่ที่บ้านบ่อโพง เลขที่ ๔๑ หมู่ ๓ ตำบลบ่อโพง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีบุตร ๑๑ คน เป็นชาย ๔ คน หญิง ๗ คน แต่บุตรชาย ๒ คนแรกเสียชีวิต ตั้งแต่อายุน้อย เมื่อมีบุตรชายคนต่อมาจึงมอบให้ญาติข้างภรรยาเป็นบุตรบุญธรรม โดยใช้นามสกุลอื่น และไม่ได้เรียนดนตรีไทยเลย ปัจจุบันคงมีแต่บุตรชายคนเล็กแต่เพียงผู้เดียวที่สืบสกุล พิณพาทย์เพราะ

   ช่วงชีวิตของครูดนตรีท่านนี้ นับได้ว่าได้มอบสิ่งดี ๆ ให้กับสังคมดนตรีไว้มากมาย  หลายชีวิตทางดนตรีไทย ได้สืบทอดมรดกด้านดนตรีไทยใช้ประกอบเป็นอาชีพ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ทางดนตรีในหมู่มิตรสหาย มิวายจรรโลงเอกลักษณ์ดนตรีสายฝั่งพระนคร ให้คงอยู่ในเนื้อหาสาระ แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ผู้สืบทอดดนตรีไทยในสกุลของท่านมีเพียงบุตรชายคนสุดท้อง อาจารย์อุทิศ พิณพาทย์เพราะ ปัจจุบันรับราชการครู  จึงไม่สามารถทุ่มเทเวลาให้กับดนตรีไทยได้มากนัก มีเพียงอาจารย์ทวินศรี เมฆดี บุตรสาวซึ่งรับราชการครู เท่านั้นที่ดูแลเครื่องดนตรีคงไว้ในยามที่ท่านจากไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 


อาจารย์ทวินศรี  เมฆดี

   นับได้ว่าตระกูล พิณพาทย์เพราะ เป็นตระกูลนักดนตรีที่สืบทอดเชื้อสายด้านดนตรี มาตั้งแต่บรรพบุรุษ และเป็นชื่อสกุล ที่ได้รับพระราชทานจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เช่นเดียวกับสกุลดนตรีอื่น ๆ เช่น พาทยโกศล ดุริยางกูร ศิลปบรรเลง ฯลฯ ด้วย แต่ด้วยสกุล พิณพาทย์เพราะ มีผู้สืบทอดเป็นหญิงเสียเป็นส่วนมาก และมักไม่นิยมเล่นดนตรีไทยด้วย คงมีเพียงบุตรชายคนเดียวที่จะสืบทอดสกุล และความเป็นดนตรีเฉกเช่นบรรพบุรุษ  เพื่อคงความภูมิใจของวงตระกูลในมรดกตกทอดด้านดนตรีไทยต่อไป