มองมุมใหม่ด้วยใจรัก:ลุกขึ้นมาเถิด...มันเกิดที่บ้านเรา
หยุด…นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเมืองคอน
โดย ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 5 มีนาคม 2552 13:32 น.
http://www.measwatch.org/autopage/show_page.php?t=27&s_id=3169&d_id=3166
แม้นจะอยู่แดนไกลในเมืองหลวง แต่ยังคงเฝ้าฟังเสียงญาติมิตรเพื่อนฝูงรวมทั้งผู้ใหญ่หลายท่านที่ยังคงห่วงหาถามสุขทุกข์กันเนืองนิตย์ บอกเล่าเรื่องราวความเป็นอยู่ของสังคมบ้านเรา
มีโอกาสได้กลับบ้านเมื่อช่วงปีใหม่ที่ผ่านมา ผู้คนบอกกล่าวเล่าขานกันว่า อุตสาหกรรมขนาดใหญ่กำลังรุกล้ำผืนดินเดียวที่เราผูกสัมพันธ์กันมาชั่วชีวิตคน !!
“นิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี”เป็นโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคใต้ หรือที่เรียกว่าเซาท์เทอร์นซีบอร์ดและโครงการสะพานเศรษฐกิจ หรือโครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีการวางแผนและเตรียมการกันมาหลายรัฐบาล โดยมีเป้าหมายพื้นที่ชายทะเล 2 แห่ง ที่ตำบลกลาย อำเภอท่าศาลา 12,600 ไร่ ตำบลทุ่งปรัง ตำบลสิชล อำเภอสิชล ซึ่งอาจรวมพื้นที่ 11,000ไร่ วงเงินการลงทุนกว่า 100,000 ล้านบาท มุ่งในการรองรับการขยายตัวด้านพลังงาน ปิโตรเคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรในพื้นที่ อาทิ น้ำมันปาล์ม-ไบโอดีเซล ผลิตภัณฑ์ยางแปรรูป ซีเมนต์และยิปซัม
นิคมอุตสาหกรรมอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศไทย !!
แต่หลายครั้ง นิคมอุตสาหกรรมหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้เป็นส่วนในการสร้างความเสียหาย ก่อเกิดความเดือดร้อนของประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตก่อสร้าง ผลประโยชน์ที่ยื่นมาให้ชุมชนเพียงเศษเนื้อเล็กๆ เมื่อเทียบมูลค่าการลงทุนกับปัญหาความแตกแยกของชุมชน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสุขภาพ ปัญหาที่ทำกิน ฯลฯ ที่จะตามมา
หากติดตามการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมของประเทศไทยในหลายพื้นที่ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้า มีทั้งด้านที่ประสบความสำเร็จ สร้างรายได้ให้ประเทศมหาศาล และเช่นเดียวกัน หลายโครงการสร้างผลกระทบต่อชีวิตและชุมชนเกินกว่าจะประเมินค่าเป็นตัวเงินได้ นิคมอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตและชุมชนพี่น้องประชาชนผู้เป็นเจ้าของ
ผืนดินและผู้ที่ถูกกระทำมักเป็นกลุ่มหลังสุดที่จะรับทราบข้อมูลข่าวสารการเข้ามาของ
มหันตภัยดังกล่าว !!
วาทะกรรมที่รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยวาดฝันกับชุมชน คือ การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านการรับฟังความคิดเห็นหรือ “พิธีกรรมประชาพิจารณ์”ซึ่งเป็นเพียงมายาภาพ
หลายครั้งการทำประชาพิจารณ์สะท้อนให้เห็นถึงธาตุแท้ของผู้มีอำนาจ ที่ไม่ได้รับฟังอย่างจริงใจ แม้ปีปัจจุบันรัฐธรรมนูญ 2550 “มาตรา 67 บัญญัติการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วยเสียก่อน...”ก็เป็นเพียงกระดาษที่ไร้ผลบังคับ การที่พี่น้องประชาชนในตำบลต่างๆ ได้ผนึกกำลังรวมตัวกัน เพื่อแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าบ้านเราไม่เห็นด้วยกับการเข้ามาของมหันตภัย
การขับเคลื่อนของประชาชนเป็นการแสดงจุดยืนตามสิทธิในระบอบประชาธิปไตย และน่าจะเป็นนิมิตรหมายที่ดีภายหลังจากประชาชนได้รับทราบว่าจะเกิดนิคมอุตสาหกรรม
พี่น้องประชาชนได้รวมตัวและพัฒนาเป็นเครือข่ายอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มศึกษาการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เครือข่ายประมงพื้นบ้านอ่าวท่าศาลา เครือข่ายสิ่งแวดล้อมจังหวัดนครศรีธรรมราช กลุ่มรักษ์ทุ่งปรัง (คุณทวีผล พรหมคีรี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 ได้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงนำการขับเคลื่อน)
กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลกับชาวบ้าน เพื่อให้เกิดการรับรู้ข้อมูลร่วมกันอย่างกว้างขวางมากขึ้น ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดต่อกระบวนการตัดสินใจของชุมชน
“บ้านเรา” วิถีชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น อาชีพเลี้ยงครอบครัว มันคือรากเหง้าประวัติศาสตร์ที่ปู่ย่าตายายได้ร่วมสร้างมาด้วยความยากลำบาก
สิ่งเหล่านี้คนในชุมชนย่อมเข้าใจและตระหนักดีว่า ควรจะมีการพัฒนาในรูปแบบใดจึงจะเหมาะสมกับคนและชุมชนของเรา
ลุกขึ้นมาเถิด...มันเกิดนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่บ้านเรา !!
</span></span>