...บางสิ่งที่ดูไร้ค่าที่สุด
อาจเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ที่เราอาจจะคาดไม่ถึงเลยทีเดียว
เช่นเดียวกับการใช้หนอนแมลงวันในการรักษาแผลเนื้อตาย
ไม่ว่าจะเป็นเนื้อตายของแผลเบาหวานหรือแผลที่เกิดจากการประสบอุบัติเหตุ
หรือแม้กระทั่งแผลที่ติดเชื้อที่ดื้อยาปฏิชีวนะ (MRSA)
ซึ่งแพทย์ไม่สามารถสอดเครื่องมื่อเข้าไปตัดเนื้อตายได้
การใช้หนอนรักษาแผลมีมานานกว่า 1000 ปีแล้ว
โดยมีบันทึกว่าชาวอินเดียนแดงเผ่ายามา นำหนอนมาทำความสะอาดแผล
และถ่ายทอดมาสู่ลูกหลาน
พบว่าการใช้หนอนรักษามีประสิทธิภาพตั้งแต่สมัยนโปเลียน
แต่มีการนำมาใช้อย่างจริงจัง เมื่อประมาณ 70 ปี โดยนายแพทย์วิลเลี่ยม
เบเออร์ (William Baer) ศัลยแพทย์ชาวอเมริกัน
โดยการใช้หนอนแมลงวันรักษาแผล ภาษาอังกฤษเรียกว่า แมกกัท
(maggot) ซึ่งหนอนแมลงวันมีประมาณ 1.2 แสนชนิด
แต่ชนิดที่นำมาใช้ ชื่อว่า ลูซิเลีย เซริคาต้า (Lucilia
sericata) หรือแมลงวันก้นเขียว จะมีวงจรชีวิต 3-4 วัน
ก่อนกลายเป็นดักแด้
หนอนเหล่านี้จะต้องผ่านการเพาะพันธุ์ที่ปราศจากเชื้อโรคและบรรจุในถุงไนลอนมีรูพรุนขนาดเล็ก
บรรจุถุงละ 200 ตัว เราจะใช้ในช่วงที่เป็นตัวหนอนในการรักษา
นำแผ่นไนลอนไปวางบริเวณแผลให้หนอนชอนไชประมาณ 3 วัน
ถ้าไม่หายก็เปลี่ยนแผ่นใหม่
โดยหนอนจะปล่อยเอนไซม์หรือน้ำย่อยออกมาย่อยเนื้อตายแล้วดูดเอาเนื้อตายที่ถูกย่อยกลับเข้าไปในตัวหนอน
แต่การใช้หนอนในการรักษาเหมาะกับแผลบางชนิดเท่านั้น
เนื่องจากมีการทดลองกับแผลสดแล้วให้ผลไม่แตกต่างจากการทำแผล
ข้อดีของการใช้หนอนรักษาแผล ก็คือ ทำได้ตลอดเวลา ไม่ต้องดมยาสลบ
หรือทำในห้องผ่าตัด ขั้นตอนการรักษาไม่ยุ่งยาก ส่วนข้อจำกัดก็คือ
ยังเป็นการรักษาที่ใหม่ ราคาค่อนข้างสูง ทัศนคติของคนไทยที่ยังกลัว
ไม่มั่นใจประสิทธิภาพในการรักษา
และมีข้อจำกัดในคนที่แพ้โปรตีน


...การเตรียมผู้ป่วยในการรักษาแผลด้วยหนอน คือ
ต้องมีการประเมินแผลก่อนว่าถ้าใช้วิธีไหนจะเหมาะสม
ต้องได้รับความยินยอมจากผู้ป่วยก่อน มีการเตรียมค่าใช้จ่าย
และเตรียมใจ
...แต่หากใครมีญาติหรือคนรู้จักที่มีแผลเรื้อรัง
ก็นับว่าวิธีนี้น่าสนใจเลยทีเดียว
เพราะในปัจจุบันที่ทราบมาในเมืองไทยก็มีโรงพยาบาลที่นำมาใช้แล้ว
และได้ผลดีเท่าที่ควร ถ้าสนใจจริงๆ ควรมีการศึกษาเพิ่มเติมให้ละเอียด
หรือมีการสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ 
...ภาพนี้เป็นแผลที่เกิดจากการติดเชื้อสแตฟฟิลโลคอคคัส ออเรียส
ซึ่งหนอนช่วยกัดกินเนื้อตายจนสะอาด
ทำให้ผู้ป่วยสามารถผ่าตัดได้เร็วขึ้น
หากสนใจสามารถค้นคว้าเพิ่มได้ที่
http://www.vcharkarn.com/vnews/152166
http://www.thairath.co.th/news.php?section=technology&content=129925
http://www.doctor.or.th/node/5775
http://www.dtam.moph.go.th/alternative/viewstory.php?id=102
มาชม
มีอย่างนี้ด้วยหรือครับ...ดีจังที่ได้มาชมบันทึกนี้
แปลกดี ไม่เคยรู้มาก่อน
ความรู้ใหม่ ไม่เคยรู่มาก่อน น่าสนใจมากค่ะ แล้วก็น่ากลัวด้วย
จริงหรอเนี้ย