ในเช้าที่สายลมร้อนไม่เริงแรงนัก ผมและทีมงานอีก ๔ ชีวิตเดินทางไปเยี่ยมค่ายของนิสิตที่จัดขึ้นโดยชมรมพรางเขียว ในชื่อโครงการ “นศท.ออกค่ายพัฒนาสร้างความเจริญ
สู่ชุมชน” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม ๒๕๕๒ ณ บ้านห้วยชัน ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม
การไปค่ายครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ผมไปเยี่ยมโดยไม่อิงกับระบบราชการ ไปส่วนตัวกับน้องๆ ใช้รถยนต์และน้ำมันเชื้อเพลิงของตัวเอง โดยไม่พึ่งพิงกับระบบราชการใดๆ
จะว่าไปแล้ว ชมรมพรางเขียว ถือว่าเป็นน้องใหม่ในวิถีของค่ายอาสาพัฒนา เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ทางชมรมฯ ตัดสินใจออกค่ายด้วยการ “ซ่อมแซมต่อเติมศาลากลางบ้าน” เพราะเท่าที่ผ่านมา
มักนิยมจัดกิจกรรมในลักษณะออกไปเก็บขยะ ตัดแต่งกิ่งไม้ กวาดถนน ถางหญ้าตามหมู่บ้าน
แต่ถึงกระนั้น ในทางประวัติศาสตร์นั้นชมรมพรางเขียวก็หาใช่ไร้ซึ่งรากเหง้าในทางกิจกรรมเสียเมื่อไหร่ เพราะในอดีตร่วมสิบปีนั้น ชมรมที่ว่านี้ก็เคยใช้ชื่อชมรมว่า “รักษาดินแดน” อันเป็นการรวมตัวของนักศึกษาวิชาทหารของชาว “มมส” ซึ่งครั้งก่อนโน้นถนัดนักกับงานค่ายที่เน้นการสร้างอาคารอเนกประสงค์ หรือไม่ก็สร้างลานกีฬาอเนกประสงค์
แต่ภายหลังการยุบเลิกชมรมรักษาดินแดน กลุ่ม “นศท.” ก็เงียบหายไปหลายปี ก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมๆ กับการยื่นเรื่องจดทะเบียนองค์กรใหม่ โดยใช้ชื่อว่า “ชมรมพรางเขียว”

ด้วยความที่ว่าองค์กรนี้ยังเป็นองค์กรใหม่ในวิถีค่าย ผมจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการของพวกเขามากเป็นพิเศษ ตลอดระยะเวลาการพูดคุยก่อนลงพื้นที่ในช่วงสั้นๆ นั้น เห็นได้ชัดว่า “กระบวนการทำงานค่าย” ยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าไหร่นัก แนวคิดหลายอย่างยังไม่ตกผลึก การประสานงานกับชุมชนก็ดูเหมือนจะไม่ลงตัวเสียเท่าไหร่-ดีหน่อยก็ตรงที่ว่าชุมชนนี้เป็นชุมชนที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนัก จึงพลอยให้อุ่นใจอยู่บ้าง
ค่ายครั้งนี้ เป็นค่ายที่เน้นไปในด้านการบำเพ็ญประโยชน์อย่างชัดเจน อันได้แก่การซ่อมแซมและต่อเติมศาลากลางบ้านพร้อมๆ กับการทำความสะอาดถนนหนทางของชุมชน
ด้วยความที่ว่าเป็นงานใหม่สำหรับพวกเขา ผมจึงไม่พยายามที่จะฝากประเด็นเชิงรุกในวิถีการเรียนรู้ชุมชนเหมือนองค์กรอื่นๆ เพราะเกรงว่าจะเกิดอาการพะว้าพะวง ไหนจะต้องเร่ง “ลงเสามุงหลังคา” ท่ามกลางฝนฟ้าที่ตั้งเค้าคำรามขู่อยู่เนืองๆ หากต้องใส่กระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้อย่างอื่นลงไป มีหวังหลุดลอยออกสู่ “แม่น้ำชี” เป็นแน่
- ยิ่งเป็นโครงการที่ปรับเปลี่ยนเวลาอยู่อย่างไม่นิ่ง จนหลุดผังการปฐมนิเทศค่ายร่วมกับองค์กรอื่นๆ เลยยิ่งต้องจับตาและให้กำลังใจเป็นพิเศษ สำคัญก็คือ การใจเย็นๆ สำหรับการกระตุ้นและเสริมแรงหนุนให้พวกเขาได้มองมิติของค่ายในฐานะของการพัฒนาตนเองและเรียนรู้ชุมชนไปพร้อมๆ กัน
และยิ่งบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาที่ยังไม่ก้าวเข้ามาให้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดและเต็มกำลัง ก็ยิ่งเตือนให้ผมต้องรักษาระยะห่างระหว่างผมกับองค์กรนิสิตให้พอเหมาะพอควร เพื่อให้การขยับเข้าไปของเรา ไม่กระทบต่อบทบาทและสถานะของอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมไปด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ ทั้งผมและทีมงาน จึงปล่อยให้เขาได้ลงแรงกายและแรงคิดไปกับ “เนื้องาน” ของพวกเขาอย่างเต็มที่ รวมถึงการไม่พยายามดึงความสนใจของพวกเขาออกมาจากงานสร้าง หรือ “ค่ายสร้าง” โดยหวังว่า เมื่อไปเยี่ยมก็จะอาศัยสถานการณ์ค่ายและบริบทสดๆ ของชุมชนเป็นตัวเสริมการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับพวกเขาอีกรอบ
ในเช้าวันนั้น-ทั้งผมและทีมงานไปถึงหมู่บ้านในราวๆ ๔ โมงเช้า ฟ้าเปิดโล่งไร้เมฆหม่นและเค้าฝน อากาศโชยพัดเย็นสบาย แต่กระนั้นก็ยังสัมผัสได้ว่า อากาศเริ่มจะร้อนๆ ขึ้นทีละนิดๆ
นิสิตชาวค่ายทั้งชายและหญิงขะมักเขม้นอยู่กับการซ่อมแซมและต่อเติมศาลากลางบ้านกันอย่างแข็งขัน นิสิตชายจำนวนหนึ่งปีนป่ายอยู่บนหลังคา โดยมีภาระกิจหลักคือการมุงหลังคา ส่วนนิสิตหญิงก็รับหน้าที่ทาสีเสาทุกต้นของศาลา พร้อมๆ กับการจัดเตรียมอาหารเที่ยงร่วมกับชาวบ้าน
บ้านห้วยชัน, เป็นหมู่บ้านติดริมชี (แม่น้ำชี) ปัจจุบันมี ๔๙ ครัวเรือน มีประชากร ๒๐๓ คน อาชีพหลักคือการทำนา อาชีพเสริมคือการรับจ้างทั่วไป อาทิแม่บ้าน รับเหมาก่อสร้าง –
ด้วยความที่เป็นชุมชนที่ตั้งรกรากอยู่ติดกับฝั่งแม่น้ำชี เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก จึงพลอยให้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในสภาวะ “น้ำท่วม” ไร่นาเรือกสวนจมหายไปกับสายน้ำ ถนนหนทางถูกตัดขาด เด็กนักเรียนก็จำต้องขาดเรียน วัวควายสัตว์เลี้ยงก็ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน

นายนิคม โคตรเสนา ผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนเล่าให้ฟังว่า “ชาวบ้านที่นี่ทำนาปรังกันส่วนใหญ่ เก็บเกี่ยวแล้วก็นำไปขาย เงินที่ได้ก็นำกลับไปซื้อข้าวมาบริโภค เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ ข้าวนาปรังมีเนื้อแข็ง ไม่อ่อนนุ่มเหมือนข้าวนาปี ชาวบ้านจึงไม่นิยมที่จะบริโภคข้าวนาปรัง ขณะที่อาชีพหนึ่งที่นิยมกันมากก็คือการจับปลาในแม่น้ำชี จับได้ก็เอาไปขายที่ตลาดในเมือง พอให้มีเงินมีทองจับจ่ายใช้ได้สอยไปวันๆ...”
ไม่เพียงแต่เฉพาะเท่านั้น ผู้ใหญ่บ้านยังเล่าเรื่องราวของบรรดาแม่บ้านแม่เรือนให้ผมฟังอีกว่า “คนในหมู่บ้านไม่ค่อยได้ไปทำงานต่างจังหวัดหรอก ส่วนใหญ่ก็รับจ้างอยู่ในตัวเมือง กลุ่มแม่บ้านก็ไปรับจ้างเป็นแม่บ้านประจำหอพักในเขตเทศบาลขามเรียงและเทศบาลท่าขอนยาง เพราะสองชุมชนนั้น มีหอพักนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก จึงพอช่วยให้แต่ละคนมีรายได้ประจำกลับเข้าสู่ครอบครัวของตนเอง อันเป็นผลพวงของการขยายการศึกษามาสู่ชุมชนด้วยเหมือนกัน”
อย่างไรก็ตาม ในจังหวะหนึ่งของการสนทนากันนั้น ผมมีโอกาสถามถึงประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน ซึ่งปรากฏว่าผู้ใหญ่บ้านไม่สามารถบอกเล่า หรือประติดประต่อเรื่องราวใดๆ ได้มากนัก พร้อมๆ กับการบอกกล่าวว่า ...ชุมชนได้ขาดกระบวนการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ไปนานและนานมากแล้ว กอปรกับตัวเองเป็นคนต่างถิ่นต่างพื้นที่ เพิ่งได้รับโอกาสเป็นนำชุมชนได้ไม่ถึงสามปี จึงยังพลอยให้งมถูกงมผิด
.... ระยะหลังมีปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านล้มหายตายจากไปพร้อมๆ กับภูมิปัญญาดีๆ ที่ไม่มีคนสืบทอด เช่นเดียวกับ บุญมหาชาติ (บุญเดือนสี่) ก็ว่างเว้นมาเกือบสามสิบปี-ปีนี้เป็นปีแรกที่หลอมรวมศรัทธาช่วยกันจัดขึ้นใหม่ ... เป็นการกระตุ้นให้ชาวบ้านได้กลับมาพลิกฟื้นประเพณีวัฒนธรรมรากเหง้าของตนเอง ซึ่งสร้างความปลื้มปิติให้กับชาวบ้านอย่างมหาศาล เป็นการสะท้อนถึงพลังของชุมชนอย่างน่าทึ่ง หลังจากไม่พบเจอปรากฏการณ์เช่นนี้มานานหลายแรมปี...
... เฉกเช่นกับศาลากลางบ้านหลังเล็กๆ หลังนี้ก็เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙ เพื่อใช้เป็นที่ประชุมของชาวบ้าน เป็นหอกระจายข่าว เป็นที่อ่านหนังสือพิมพ์ และจัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ในโอกาสต่างๆ ... แต่พอเจอะมรสุมน้ำท่วมก็เสื่อมทรุดไปตามสภาพ ดีหน่อยก็ตรงที่นิสิต มมส ได้ขันอาสามาซ่อมแซมและต่อเติมให้อย่างที่เห็น ก้ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งเหมือนกันที่กระตุ้นให้ชาวบ้านได้หันกลับมารวมพลังกันอย่างอีกครั้งหลังจากบุญมหาชาติได้ปิดตัวลง...

นั่นคือเรื่องราวที่ผมได้พบปะพูดคุยโดยสังเขปกับผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยชัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่า หลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้คล้ายกับได้หลงลืมเรื่องราวของตนเองไปมากพอสมควร แต่ละปีจับจดอยู่กับการหนีน้ำและทำนาปรังเพื่อยังชีพ ...รวมถึงการตั้งหน้าตั้งตาออกจากบ้านไปจับจ้างตั้งแต่ฟ้ามืด กลับเข้าบ้านอีกทีก็จวนเจียนตะวันลับฟ้า...
ก็อย่างที่ว่า ผมเองก็เคยได้ยินได้ฟังมาจากคนเก่าคนแก่ในทำนองว่า “บุญมหาชาติ” นั้นเป็น “งานบุญมหากุศล” จะจัดได้ในแต่ละปี ต้องมีพลังศรัทธาอันมหาศาลของชุมชน ทั้งในมิติของพลังศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาและพลังศรัทธาของการรักสามัคคีของคนในชุมชน –
การที่ชุมชนได้หันกลับมาพลิกฟื้นประเพณี (ฮีตคอง) ดังกล่าว หลังจากว่างเว้นไปร่วมสามสิบปี ก็จึงแอบส่งใจเชียร์อย่างเงียบๆ ว่า นั่นคือปฐมบทของการเริ่มต้นกลับสู่รากเหง้าของชุมชนอย่างจริงจังอีกครั้ง ภายใต้ผู้ใหญ่บ้านที่พลัดถิ่นมาไกล แต่ปักหลักปักใจกับที่นี่อย่างถาวรแล้ว

ก่อนการเดินทางกลับออกจากหมู่บ้าน ผมถือโอกาสเชิญประธานค่ายมานั่งสนทนาร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน โดยหลักๆ ผมตั้งประเด็นให้กลับไปคิดว่า ....
· จะดีไหม ถ้ากลับมาต่อเติมศาลาให้แล้วเสร็จ เช่น เทพื้นเสียใหม่ ฉาบผนังใหม่ ขยายห้องเก็บสิ่งของและเอกสาร หรือทรัพย์สินต่างๆ ให้ใหญ่ขึ้น
· จะดีไหม ถ้ามาจัดกระบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นของหมู่บ้าน ทำในแบบวิจัยชุมชนร่วมกันระหว่างนิสิตกับชาวบ้าน ถอดบทเรียนตำนานชุมชน วิถีชีวิต และเขียนเป็นลายลักษณ์ไว้ที่ศาลากลางบ้านให้ชาวบ้านได้อ่านได้ศึกษา ...
· จะดีไหม ถ้ามาจัดแต่งศาลาหลังนี้เป็นศูนย์ข้อมูลของชุมชน มีนิทรรศการเล็กๆ อันเกี่ยวกับเรื่องราวของชุมชน เช่น สภาพน้ำท่วม ความรู้เรื่องสุขภาพ
· จะดีไหม ถ้าจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมๆ กับคณะใดคณะหนึ่ง มาในฐานะ “ลูกฮัก” ที่ขันอาสาเป็นสื่อกลางระหว่างหมู่บ้านกับชุมชน ทำชุมชนชนนี้ให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน จะดีไหม ถ้ากลับไปมหาวิทยาลัยแล้ว
· จะมีการสรุปบทเรียนร่วมกันระหว่างสมาชิกในชมรมอย่างจริงจังกันสักยก ฯลฯ
ซึ่งผู้ใหญ่บ้านขานรับอย่างไม่ลังเล พร้อมๆ กับการย้ำเน้นว่า ..”ดีครับ ผมจะได้รื้อฟื้นเรื่องราวของชุมชนเสียที จะได้เห็นร่องรอยของหมู่บ้านจากอดีตสู่ปัจจุบันและกำหนดทิศทางของอนาคตไปในตัว..”
ส่วนประธานค่ายนั้น..บอกสั้นๆ แต่เพียงว่า “ดีครับ..แต่พวกผมไม่ถนัดเรื่องเหล่านี้นะครับ..ต้องมีคนช่วย”
“แน่นอน-จะมีคนมาช่วยเธอในกระบวนการดังกล่าว..” ผมตอบและยืนยันกับเขาอย่างหนักแน่น
นั่นคือหนึ่งในกระบวนการที่ผมตั้งเป้าไว้ตั้งแต่แรก ดังว่า ...
ด้วยเหตุนี้ ทั้งผมและทีมงาน จึงปล่อยให้เขาได้ลงแรงกายและแรงคิดไปกับ “เนื้องาน” ของพวกเขาโดยตรง รวมถึงไม่พยายามดึงความสนใจของพวกเขาออกมาจากงานสร้าง หรือ “ค่ายสร้าง” โดยหวังว่า เมื่อไปเยี่ยมก็จะอาศัยสถานการณ์ค่ายและบริบทสดๆ ของชุมชนเป็นตัวเสริมการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับพวกเขาอีกรอบ

แต่สำหรับวันนี้ การทำงานในเนื้องานของนิสิตนั้น ถือได้ว่าสอบผ่านฉลุย แรงใจที่ทุ่มลงไปกับเนื้องานนั้น ก็นับได้ว่ามีพลังเกินกว่าที่คาด พร้อมๆ กับการร่วมเรียนรู้มิติของความเป็น "ภูมิปัญญาช่าง" ในการปลูกสร้างของชาวบ้านนั้น ก็ถือว่าเป็นไปอย่างราบรื่น
- นิสิตเป็นลูกมือที่ดี ฉลาดและมีความตั้งใจอย่างเหลือเฝือต่อการเรียนรู้กับชุมชน
ขณะที่นิสิตหญิงก็ผึ่งผงาดแกร่งกล้าไม่แพ้นิสิตชายอกสามศอก งานหนักไม่เกี่ยง...เป็นฟันเฟืองอันมีพลังยิ่งในงานค่ายครั้งนี้ สมแล้วกับการเป็นนักศึกษาวิชาทหารที่ไม่สะทกสะท้านกับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
...
๒๘ มีนาคม ๕๒
บ้านห้วยชัน-ริมชี
มหาสารคาม
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
สบายดีไหมค่ะ
มาชม
เห็นคมมุมคิด สายน้ำใจรวมกันที่สร้างสรรค์
เห็นฝูงวัวข้างลำธาร ที่เป็นไม้กางนั้นเขาเอาไว้ทำอะไรครับ...
สวัสดีครับ.. berger0123
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ-ผมสบายดี แต่ก็ยังเดินทางไปโน่นนี่อยู่เรื่อยๆ ...
การเดินทางเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมไปแล้ว ดีครับ,ได้เห็นภาพชีวิตที่หลากหลายมุมขึ้น บางเรื่องเห็นจนชาชิน แต่บางเรื่องก็เพิ่งพบเจอ ยิ่งได้ชะลอฝีก้าวลงนั่งคุย ยิ่งได้แง่คิดอย่างแทบไม่น่าเชื่อครับ.
สวัสดี ครับ คุณ
แผ่นดิน
ผมแวะมา ขอบคุณ ดาวเด่น ประจำใจ ครับ
ขอบคุณ ครับ
แวะมาเป็นกำลังใจให้ค่ะ...ชื่นชมน้ำใจงามของทุกๆท่านค่ะ
อาจารย์สบายดีนะค่ะ....
สวัสดีครับ..pikul
ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมครับ..
ชมรมพรางเขียว, จัดกิจกรรมค่ายครั้งนี้ด้วยงบประมาณไม่ถึง 2 หมื่น ..งบประมาณทั้งหมด สิ้นเปลืองไปกับวัสดุ เช่น เสา, สังกะสี, สี, กระเบื้อง,ดิน ฯลฯ คงเหลือเป็นค่าอาหารไม่ถึง 2 บาทได้กระมังครับ ดีหน่อยก็ตรงที่ชาวบ้านมาเป็นแม่งานใหญ่ให้ นิสิตเป็นลูกมือเรียนรู้กระบวนการต่างๆ ...เช่นเดียวกับอาหารเล็กๆ น้อยๆ ชาวบ้านก็แบ่งปันปันส่วนมาร่วมวงกันอย่างอบอุ่น กินอยู่กันง่ายๆ ..ครับ เห็นว่ามี "ตำมะม่วง" ด้วย..
ก็ไม่ต่างอะไรกับการที่แต่ละคนห่อข้าวมาจากบ้านของตัวเอง มาทำงานร่วมกัน พอถึงช่วงทานข้าวก็มาล้อมวงทานร่วมกันอย่างอบอุ่นนั่นเอง...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ ท่าน อ. umi
สวัสดีครับ... แสงแห่งความดี
ขอบคุณสำหรับคำทักทายอันอบอุ่นนะครับ..
การมาเยี่ยมเยียน ทำให้ชีวิตไม่ดุเงียบเหงา แต่พักนี้ก็ต้องขออภัยที่ไม่ค่อยได้เข้าไปทักทายใครเลย เพราะติดพันอยู่กับการเดินทางของชีวิต ครับ
ชื่นชมและเป็นกำลังใจให้คนหัวใจจิตอาสาคะ
สวัสดีครับ.. ♥あ★ 【KiTTyぃJUmP】あ ぁ♥•~ ★
เพิ่งกลับจากกีฬาบุคลากรครับ. เลยขึ้นมาเคลียร์เอกสาร ก่อนจะกหลับบ้านเตรียมตัวออกเดินทางไปสัมมนาในช่วงตี 3
งานค่ายครั้งนี้ ผมเชื่อเหลือเกินว่า นิสิตในฐานะผู้เรียนรู้นั้น จะประทับใจกับน้ำใจของชาวบ้านเป็นยิ่งนัก ถึงแม้ข้าวปลาอาหารที่นำมาเลี้ยงจะไม่สมบูรณ์พูลพร้อมสักเท่าไหร่ แต่ผมก้เชื่อว่านิสิต สัมผัสได้กับคุณค่าในทางจิตใจอย่างไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียวครับ..
และกลับจากค่าย ชาวบ้านก็ยังบอกให้นิสิตเก็บเอามะม่วงมาทานต่อที่หอพักอีกต่างหาก...
นั่นเป็นเรื่องราวน้ำใจอันดีงามของผู้คนที่มีต่อกัน, ครับ
สวัสดีครับ... ครูแอน
เพิ่งกลับมาถึงที่พักครับ..เลยถือโอกาสเข้ามาท่องในบล็อก หลังจากหายไปนาน
วันนี้โชคดีมากครับ ผมได้เจอผู้ใหญ่ใจดีท่านหนึ่ง...
ผมเล่าให้ท่านฟังถึงเรื่องค่ายดังกล่าว ผมบอกกับท่านว่า หมู่บ้านแห่งนี้มีเรื่องราวมากมายที่เราการสืบค้น และมีหลายอย่างที่มหาวิทยาลัยควรต้องเข้าไปดูแล..
ซึ่งผมก็นำเรียนข้อมูลเรื่องศาลากลางบ้านหลังนี้ว่ายังต้องต่อเติมให้แล้วเสร็จ โดยเฉพาะการเทพื้นและการจัดทำข้อมูลชุมชนเพื่อการเรียนรู้ และท่านก็เปิดไฟเขียวให้ผมนำรายละเอียดเข้าไปให้พิจารณา
ดีใจครับ..ดีใจที่ทางออกยังไม่ถูกปิด-ถ้าเป็นไปได้ บางทีการกลับไปที่หมู่บ้านนี้อาจเร็วกว่าปกติก็เป็นได้...
สวัสดีค่ะคุณแผ่นดิน วันนี้ทรายเพิ่งไปสมัครเป็นนักศึกษาที่มหาลัยของคุณมาค่ะ
สวัสดีครับ..อ.ศรีกมล
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจนะครับ..
ถ้าไม่คิดอะไรให้ลึกไปมากสำหรับค่ายนี้ ผมก็ชื่นชมในมุมมองกว้างๆ ได้สองประการ คือ เป็นค่ายที่ให้บริการต่อชุมชนรายรอบมหาวิทยาลัย และเป็นค่ายที่ทำขึ้นภายใต้กรอบงบประมาณอันพอเพียงที่มีอยู่ของตัวเอง เป็นที่ตั้ง
ขอบคุณอีกครั้งนะครับ
สวัสดีครับ ทรายชล
วันนี้ทรายเพิ่งไปสมัครเป็นนักศึกษาที่มหาลัยของคุณมาค่ะ...
...
มาเรียนที่นี่-หลักสูตรอะไรครับ คงดีไม่น้อยเลยครับ หากได้มาเป็นศิษย์ร่วมสถาบัน และคงได้พูดคุยแลกเปลี่ยนถึงเรื่องราวกิจกรรมต่างๆ ทั้งอดีตและปัจจุบัน
ขอให้โชคดีครับ..มาเมื่อไหร่ เลี้ยงต้อนรับขนาดใหญ่เลยครับ
ขอชื่นชมนิสิตจิตอาสาค่ะ เปฦนการรวมตัวเพื่อสร้างความดี พลังแห่งความดีย่อมหลอมใจให้อาสาทุกคนก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง
แนวคิของน้องแผ่นดิน พี่เห็นด้วยและชอบมากคือ จะดีไหม...โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากสถานที่เพื่อการพัฒนาความรู้และปลูกฝังคุณธรรม
และ....เมื่อชุมชนร่วมใจกันสะท้อนและฟื้นประเพณี ไม่นานวัฒนธรรมดีงามย่อมฟื้นคืนมา ก่อเกิดเป็นชุมชน ที่เข้มแข็ง ขยาย ออกไปสู่สังคมได้ในไม่ช้า
เป็นกำลังใจให้นะคะ
สวัสดีค่ะ
ตาลเรียกพี่ว่าอะไรดีคะ เข้าเมืองตาหลิ่ว ขอเรียกคุณแผ่นดินนะคะ
พอดี ตาลหาข้อมูลเกี่ยวกับสร้อยดอกหมาก เจอที่คุณแผ่นดินให้ข้อมูลไว้เล็กน้อย
แต่ที่ได้มากกว่าคือ อ่านบล็อกเกี่ยวกับกิจกรรมนิสิต อ่านแล้วรู้สึกอยากกลับไปทำกิจกรรมร่วมกับนิสิตบ้างค่ะ แต่ภาระหน้าที่ก็เอื้อเพียงแค่การบริจาคช่วยองค์กร หรือหน่วยงานการกุศลบ้าง เท่านั้นเอง แต่ก็จะพยายามทำต่อ ๆ ไปค่ะ
คุณแผ่นดินสบายดีนะคะ
ปล. ตาลว่ากิจกรรมค่ายนิสิตอาสา ถ้าเข้าถึงชุมชนรอบข้างมหาลัยมากยิ่งขึ้น ชาวบ้านคงดีใจนะคะ อาจจะไม่ใช่ค่ายใหญ่แบบอาสา แต่ว่าไปพัฒนา หรือมอบความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ นี่ก็น่าสนใจนะคะ
สวัสดีค่ะ อ.แผ่นดิน
สบายดีนะค่ะ
หลักสูตรวิจัยการศึกษาค่ะ สอบข้อเขียน 10 พฤษภาคมค่ะ ขอบคุณมากค่ะ คงได้เจอและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันค่ะ