การที่ชุมชนได้หันกลับมาพลิกฟื้นประเพณี “ฮีตคอง” ดังกล่าว หลังจากว่างเว้นไปร่วมสามสิบปี ก็จึงแอบส่งใจเชียร์อย่างเงียบๆ ว่า นั่นคือปฐมบทของการเริ่มต้นกลับสู่รากเหง้าของชุมชนอย่างจริงจังอีกครั้ง

ในเช้าที่สายลมร้อนไม่เริงแรงนัก  ผมและทีมงานอีก ๔ ชีวิตเดินทางไปเยี่ยมค่ายของนิสิตที่จัดขึ้นโดยชมรมพรางเขียว ในชื่อโครงการ “นศท.ออกค่ายพัฒนาสร้างความเจริญ
สู่ชุมชน”
  ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่  ๒๘  มีนาคม ๒๕๕๒    บ้านห้วยชัน  ตำบลขามเรียง อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม 


การไปค่ายครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ผมไปเยี่ยมโดยไม่อิงกับระบบราชการ  ไปส่วนตัวกับน้องๆ  ใช้รถยนต์และน้ำมันเชื้อเพลิงของตัวเอง  โดยไม่พึ่งพิงกับระบบราชการใดๆ
 


จะว่าไปแล้ว  ชมรมพรางเขียว ถือว่าเป็นน้องใหม่ในวิถีของค่ายอาสาพัฒนา  เพราะนี่เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่ทางชมรมฯ ตัดสินใจออกค่ายด้วยการ
“ซ่อมแซมต่อเติมศาลากลางบ้าน”  เพราะเท่าที่ผ่านมา 
มักนิยมจัดกิจกรรมในลักษณะออกไปเก็บขยะ  ตัดแต่งกิ่งไม้  กวาดถนน ถางหญ้าตามหมู่บ้าน
 


แต่ถึงกระนั้น  ในทางประวัติศาสตร์นั้นชมรมพรางเขียวก็หาใช่ไร้ซึ่งรากเหง้าในทางกิจกรรมเสียเมื่อไหร่  เพราะในอดีตร่วมสิบปีนั้น  ชมรมที่ว่านี้ก็เคยใช้ชื่อชมรมว่า
“รักษาดินแดน”  อันเป็นการรวมตัวของนักศึกษาวิชาทหารของชาว “มมส”  ซึ่งครั้งก่อนโน้นถนัดนักกับงานค่ายที่เน้นการสร้างอาคารอเนกประสงค์  หรือไม่ก็สร้างลานกีฬาอเนกประสงค์

 

แต่ภายหลังการยุบเลิกชมรมรักษาดินแดน  กลุ่ม “นศท.”  ก็เงียบหายไปหลายปี ก่อนจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง พร้อมๆ กับการยื่นเรื่องจดทะเบียนองค์กรใหม่  โดยใช้ชื่อว่า “ชมรมพรางเขียว”

 

 

 

 

 

 

 

ด้วยความที่ว่าองค์กรนี้ยังเป็นองค์กรใหม่ในวิถีค่าย  ผมจึงให้ความสำคัญกับกระบวนการของพวกเขามากเป็นพิเศษ  ตลอดระยะเวลาการพูดคุยก่อนลงพื้นที่ในช่วงสั้นๆ นั้น เห็นได้ชัดว่า “กระบวนการทำงานค่าย” ยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าไหร่นัก  แนวคิดหลายอย่างยังไม่ตกผลึก  การประสานงานกับชุมชนก็ดูเหมือนจะไม่ลงตัวเสียเท่าไหร่-ดีหน่อยก็ตรงที่ว่าชุมชนนี้เป็นชุมชนที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยนัก  จึงพลอยให้อุ่นใจอยู่บ้าง 

 

ค่ายครั้งนี้  เป็นค่ายที่เน้นไปในด้านการบำเพ็ญประโยชน์อย่างชัดเจน  อันได้แก่การซ่อมแซมและต่อเติมศาลากลางบ้านพร้อมๆ กับการทำความสะอาดถนนหนทางของชุมชน 


ด้วยความที่ว่าเป็นงานใหม่สำหรับพวกเขา  ผมจึงไม่พยายามที่จะฝากประเด็นเชิงรุกในวิถีการเรียนรู้ชุมชนเหมือนองค์กรอื่นๆ  เพราะเกรงว่าจะเกิดอาการพะว้าพะวง  ไหนจะต้องเร่ง
“ลงเสามุงหลังคา”  ท่ามกลางฝนฟ้าที่ตั้งเค้าคำรามขู่อยู่เนืองๆ หากต้องใส่กระบวนการคิดกระบวนการเรียนรู้อย่างอื่นลงไป  มีหวังหลุดลอยออกสู่ “แม่น้ำชี” เป็นแน่ 

         - ยิ่งเป็นโครงการที่ปรับเปลี่ยนเวลาอยู่อย่างไม่นิ่ง  จนหลุดผังการปฐมนิเทศค่ายร่วมกับองค์กรอื่นๆ  เลยยิ่งต้องจับตาและให้กำลังใจเป็นพิเศษ  สำคัญก็คือ การใจเย็นๆ สำหรับการกระตุ้นและเสริมแรงหนุนให้พวกเขาได้มองมิติของค่ายในฐานะของการพัฒนาตนเองและเรียนรู้ชุมชนไปพร้อมๆ กัน 

และยิ่งบทบาทของอาจารย์ที่ปรึกษาที่ยังไม่ก้าวเข้ามาให้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดและเต็มกำลัง  ก็ยิ่งเตือนให้ผมต้องรักษาระยะห่างระหว่างผมกับองค์กรนิสิตให้พอเหมาะพอควร  เพื่อให้การขยับเข้าไปของเรา  ไม่กระทบต่อบทบาทและสถานะของอาจารย์ที่ปรึกษาชมรมไปด้วยเช่นกัน

 

 

 

 

ด้วยเหตุนี้  ทั้งผมและทีมงาน  จึงปล่อยให้เขาได้ลงแรงกายและแรงคิดไปกับ “เนื้องาน” ของพวกเขาอย่างเต็มที่  รวมถึงการไม่พยายามดึงความสนใจของพวกเขาออกมาจากงานสร้าง หรือ “ค่ายสร้าง”  โดยหวังว่า เมื่อไปเยี่ยมก็จะอาศัยสถานการณ์ค่ายและบริบทสดๆ ของชุมชนเป็นตัวเสริมการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับพวกเขาอีกรอบ


ในเช้าวันนั้น-ทั้งผมและทีมงานไปถึงหมู่บ้านในราวๆ ๔ โมงเช้า  ฟ้าเปิดโล่งไร้เมฆหม่นและเค้าฝน อากาศโชยพัดเย็นสบาย  แต่กระนั้นก็ยังสัมผัสได้ว่า อากาศเริ่มจะร้อนๆ ขึ้นทีละนิดๆ
 


นิสิตชาวค่ายทั้งชายและหญิงขะมักเขม้นอยู่กับการซ่อมแซมและต่อเติมศาลากลางบ้านกันอย่างแข็งขัน  นิสิตชายจำนวนหนึ่งปีนป่ายอยู่บนหลังคา  โดยมีภาระกิจหลักคือการมุงหลังคา  ส่วนนิสิตหญิงก็รับหน้าที่ทาสีเสาทุกต้นของศาลา พร้อมๆ กับการจัดเตรียมอาหารเที่ยงร่วมกับชาวบ้าน
 

 

บ้านห้วยชัน, เป็นหมู่บ้านติดริมชี (แม่น้ำชี) ปัจจุบันมี ๔๙ ครัวเรือน  มีประชากร ๒๐๓ คน อาชีพหลักคือการทำนา อาชีพเสริมคือการรับจ้างทั่วไป  อาทิแม่บ้าน รับเหมาก่อสร้าง

 

ด้วยความที่เป็นชุมชนที่ตั้งรกรากอยู่ติดกับฝั่งแม่น้ำชี  เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก  จึงพลอยให้หมู่บ้านทั้งหมู่บ้านตกอยู่ในสภาวะ “น้ำท่วม”  ไร่นาเรือกสวนจมหายไปกับสายน้ำ  ถนนหนทางถูกตัดขาด  เด็กนักเรียนก็จำต้องขาดเรียน วัวควายสัตว์เลี้ยงก็ได้รับผลกระทบไปตามๆ กัน

 

 

 

 

 

นายนิคม  โคตรเสนา  ผู้ใหญ่บ้านวัยกลางคนเล่าให้ฟังว่า “ชาวบ้านที่นี่ทำนาปรังกันส่วนใหญ่  เก็บเกี่ยวแล้วก็นำไปขาย  เงินที่ได้ก็นำกลับไปซื้อข้าวมาบริโภค   เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะ  ข้าวนาปรังมีเนื้อแข็ง  ไม่อ่อนนุ่มเหมือนข้าวนาปี  ชาวบ้านจึงไม่นิยมที่จะบริโภคข้าวนาปรัง  ขณะที่อาชีพหนึ่งที่นิยมกันมากก็คือการจับปลาในแม่น้ำชี  จับได้ก็เอาไปขายที่ตลาดในเมือง พอให้มีเงินมีทองจับจ่ายใช้ได้สอยไปวันๆ...”


ไม่เพียงแต่เฉพาะเท่านั้น  ผู้ใหญ่บ้านยังเล่าเรื่องราวของบรรดาแม่บ้านแม่เรือนให้ผมฟังอีกว่า
“คนในหมู่บ้านไม่ค่อยได้ไปทำงานต่างจังหวัดหรอก  ส่วนใหญ่ก็รับจ้างอยู่ในตัวเมือง  กลุ่มแม่บ้านก็ไปรับจ้างเป็นแม่บ้านประจำหอพักในเขตเทศบาลขามเรียงและเทศบาลท่าขอนยาง  เพราะสองชุมชนนั้น  มีหอพักนิสิตนักศึกษาจำนวนมาก จึงพอช่วยให้แต่ละคนมีรายได้ประจำกลับเข้าสู่ครอบครัวของตนเอง อันเป็นผลพวงของการขยายการศึกษามาสู่ชุมชนด้วยเหมือนกัน”

 

อย่างไรก็ตาม  ในจังหวะหนึ่งของการสนทนากันนั้น ผมมีโอกาสถามถึงประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน ซึ่งปรากฏว่าผู้ใหญ่บ้านไม่สามารถบอกเล่า หรือประติดประต่อเรื่องราวใดๆ ได้มากนัก  พร้อมๆ กับการบอกกล่าวว่า ...ชุมชนได้ขาดกระบวนการถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ ไปนานและนานมากแล้ว  กอปรกับตัวเองเป็นคนต่างถิ่นต่างพื้นที่  เพิ่งได้รับโอกาสเป็นนำชุมชนได้ไม่ถึงสามปี  จึงยังพลอยให้งมถูกงมผิด  

 
   ....  ระยะหลังมี
ปราชญ์ชาวบ้านหลายท่านล้มหายตายจากไปพร้อมๆ กับภูมิปัญญาดีๆ ที่ไม่มีคนสืบทอด  เช่นเดียวกับ บุญมหาชาติ (บุญเดือนสี่)  ก็ว่างเว้นมาเกือบสามสิบปี-ปีนี้เป็นปีแรกที่หลอมรวมศรัทธาช่วยกันจัดขึ้นใหม่ ... เป็นการกระตุ้นให้ชาวบ้านได้กลับมาพลิกฟื้นประเพณีวัฒนธรรมรากเหง้าของตนเอง  ซึ่งสร้างความปลื้มปิติให้กับชาวบ้านอย่างมหาศาล  เป็นการสะท้อนถึงพลังของชุมชนอย่างน่าทึ่ง หลังจากไม่พบเจอปรากฏการณ์เช่นนี้มานานหลายแรมปี...
 

 

...  เฉกเช่นกับศาลากลางบ้านหลังเล็กๆ หลังนี้ก็เพิ่งสร้างขึ้นเมื่อปี ๒๕๔๙  เพื่อใช้เป็นที่ประชุมของชาวบ้าน เป็นหอกระจายข่าว เป็นที่อ่านหนังสือพิมพ์ และจัดกิจกรรมพบปะสังสรรค์ในโอกาสต่างๆ ... แต่พอเจอะมรสุมน้ำท่วมก็เสื่อมทรุดไปตามสภาพ ดีหน่อยก็ตรงที่นิสิต มมส ได้ขันอาสามาซ่อมแซมและต่อเติมให้อย่างที่เห็น ก้ถือเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งเหมือนกันที่กระตุ้นให้ชาวบ้านได้หันกลับมารวมพลังกันอย่างอีกครั้งหลังจากบุญมหาชาติได้ปิดตัวลง...

 

 

 

 

 

 

นั่นคือเรื่องราวที่ผมได้พบปะพูดคุยโดยสังเขปกับผู้ใหญ่บ้านบ้านห้วยชัน ซึ่งเห็นได้ชัดว่า หลายปีที่ผ่านมา หมู่บ้านแห่งนี้คล้ายกับได้หลงลืมเรื่องราวของตนเองไปมากพอสมควร  แต่ละปีจับจดอยู่กับการหนีน้ำและทำนาปรังเพื่อยังชีพ ...รวมถึงการตั้งหน้าตั้งตาออกจากบ้านไปจับจ้างตั้งแต่ฟ้ามืด กลับเข้าบ้านอีกทีก็จวนเจียนตะวันลับฟ้า... 

 

ก็อย่างที่ว่า  ผมเองก็เคยได้ยินได้ฟังมาจากคนเก่าคนแก่ในทำนองว่า  “บุญมหาชาติ”  นั้นเป็น “งานบุญมหากุศล” จะจัดได้ในแต่ละปี  ต้องมีพลังศรัทธาอันมหาศาลของชุมชน ทั้งในมิติของพลังศรัทธาที่มีต่อพระพุทธศาสนาและพลังศรัทธาของการรักสามัคคีของคนในชุมชน –

 

การที่ชุมชนได้หันกลับมาพลิกฟื้นประเพณี (ฮีตคอง) ดังกล่าว หลังจากว่างเว้นไปร่วมสามสิบปี  ก็จึงแอบส่งใจเชียร์อย่างเงียบๆ ว่า นั่นคือปฐมบทของการเริ่มต้นกลับสู่รากเหง้าของชุมชนอย่างจริงจังอีกครั้ง ภายใต้ผู้ใหญ่บ้านที่พลัดถิ่นมาไกล แต่ปักหลักปักใจกับที่นี่อย่างถาวรแล้ว

 

 

 

 

 

ก่อนการเดินทางกลับออกจากหมู่บ้าน  ผมถือโอกาสเชิญประธานค่ายมานั่งสนทนาร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน  โดยหลักๆ ผมตั้งประเด็นให้กลับไปคิดว่า .... 

 

·        จะดีไหม ถ้ากลับมาต่อเติมศาลาให้แล้วเสร็จ เช่น เทพื้นเสียใหม่ ฉาบผนังใหม่  ขยายห้องเก็บสิ่งของและเอกสาร หรือทรัพย์สินต่างๆ ให้ใหญ่ขึ้น 

·        จะดีไหม ถ้ามาจัดกระบวนการฟื้นฟูวัฒนธรรมท้องถิ่นของหมู่บ้าน  ทำในแบบวิจัยชุมชนร่วมกันระหว่างนิสิตกับชาวบ้าน  ถอดบทเรียนตำนานชุมชน วิถีชีวิต  และเขียนเป็นลายลักษณ์ไว้ที่ศาลากลางบ้านให้ชาวบ้านได้อ่านได้ศึกษา ...

·        จะดีไหม  ถ้ามาจัดแต่งศาลาหลังนี้เป็นศูนย์ข้อมูลของชุมชน  มีนิทรรศการเล็กๆ  อันเกี่ยวกับเรื่องราวของชุมชน  เช่น สภาพน้ำท่วม ความรู้เรื่องสุขภาพ

·        จะดีไหม  ถ้าจะกลับมาที่นี่อีกครั้ง พร้อมๆ กับคณะใดคณะหนึ่ง มาในฐานะ “ลูกฮัก”  ที่ขันอาสาเป็นสื่อกลางระหว่างหมู่บ้านกับชุมชน  ทำชุมชนชนนี้ให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน จะดีไหม ถ้ากลับไปมหาวิทยาลัยแล้ว 

·      จะมีการสรุปบทเรียนร่วมกันระหว่างสมาชิกในชมรมอย่างจริงจังกันสักยก ฯลฯ

 

 

ซึ่งผู้ใหญ่บ้านขานรับอย่างไม่ลังเล  พร้อมๆ กับการย้ำเน้นว่า ..”ดีครับ ผมจะได้รื้อฟื้นเรื่องราวของชุมชนเสียที  จะได้เห็นร่องรอยของหมู่บ้านจากอดีตสู่ปัจจุบันและกำหนดทิศทางของอนาคตไปในตัว..”

 

ส่วนประธานค่ายนั้น..บอกสั้นๆ แต่เพียงว่า ดีครับ..แต่พวกผมไม่ถนัดเรื่องเหล่านี้นะครับ..ต้องมีคนช่วย

 

“แน่นอน-จะมีคนมาช่วยเธอในกระบวนการดังกล่าว..”  ผมตอบและยืนยันกับเขาอย่างหนักแน่น

 

นั่นคือหนึ่งในกระบวนการที่ผมตั้งเป้าไว้ตั้งแต่แรก ดังว่า ...

 

ด้วยเหตุนี้  ทั้งผมและทีมงาน จึงปล่อยให้เขาได้ลงแรงกายและแรงคิดไปกับ “เนื้องาน” ของพวกเขาโดยตรง  รวมถึงไม่พยายามดึงความสนใจของพวกเขาออกมาจากงานสร้าง หรือ “ค่ายสร้าง”  โดยหวังว่า เมื่อไปเยี่ยมก็จะอาศัยสถานการณ์ค่ายและบริบทสดๆ ของชุมชนเป็นตัวเสริมการเรียนรู้ และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้กับพวกเขาอีกรอบ

 

แต่สำหรับวันนี้  การทำงานในเนื้องานของนิสิตนั้น ถือได้ว่าสอบผ่านฉลุย  แรงใจที่ทุ่มลงไปกับเนื้องานนั้น ก็นับได้ว่ามีพลังเกินกว่าที่คาด  พร้อมๆ กับการร่วมเรียนรู้มิติของความเป็น "ภูมิปัญญาช่าง" ในการปลูกสร้างของชาวบ้านนั้น ก็ถือว่าเป็นไปอย่างราบรื่น 
    - 
นิสิตเป็นลูกมือที่ดี ฉลาดและมีความตั้งใจอย่างเหลือเฝือต่อการเรียนรู้กับชุมชน

 

ขณะที่นิสิตหญิงก็ผึ่งผงาดแกร่งกล้าไม่แพ้นิสิตชายอกสามศอก  งานหนักไม่เกี่ยง...เป็นฟันเฟืองอันมีพลังยิ่งในงานค่ายครั้งนี้  สมแล้วกับการเป็นนักศึกษาวิชาทหารที่ไม่สะทกสะท้านกับการเป็นส่วนหนึ่งของสังคม

   

...

๒๘  มีนาคม ๕๒
บ้านห้วยชัน-ริมชี
มหาสารคาม