รู้จักที่เที่ยวเมืองพะเยากันเถอะ

กว๊านพะเยา

เกิดจาการยุบตัวของเปลือกโลกเมื่อประมาณ 70 ล้านปีมาแล้วเป็นแอ่งน้ำซึ่งเป็นที่รวบรวมของลำห้วยต่างๆ 18 สาย ต่อมาในปี 2478 กรมประมงได้ตั้งสถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาขึ้น บริเวณต้นแม่น้ำอิงและสร้างฝายกั้นน้ำทำให้เกิดเป็นบึงขนาดใหญ่ มีความลึกเฉลี่ย 1.5 เมตรคำว่า "บึง" ภาษาพื้นเมือง เรียกว่า "กว๊าน"
กว๊านพะเยาเป็นแหล่งน้ำที่สำคัญที่สุดของจังหวัดพะเยาคือเป็นทั้งแหล่งประมงน้ำจืดที่สำคัญที่สุดของภาคเหนือตอนบนและเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดพะเยา มีเนื้อที่ประมาณ 12,831 ไร่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาชนิดต่างๆ เช่น ปลากราย ปลาสวาย ปลาเทโพ ปลาจีน ปลาไนรวมทั้งปลานิล อันลือชื่อของจังหวัดพะเยา ทัศนียภาพโดยรอบกว๊านพะเยา มีความร่มรื่นสามารถมองเห็นแนวทิวเขาสลับซับซ้อน งดงามมากบริเวณริมกว๊านมีร้านอาหารและจัดเป็นสวนสาธารณะเหมาะที่จะไปนั่งเล่นพักผ่อนหย่อนใจในยามเย็น ชมพระอาทิตย์ตกริมกว๊านเป็นภาพที่สวยงามมาก

อนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง

 

อดีตกษัตริย์ผู้ปกครองเมืองภูกามยาวลำดับที่ 9 ระหว่างปี พ.ศ.1801-1841 เป็นยุคที่เจริญรุ่งเรืองมากประดิษฐานอยู่ที่สวนสาธารณะเทศบาลเมืองพะเยา (สวนสมเด็จย่า 90) หน้ากว๊านพะเยาเป็นพระสหายร่วมน้ำสาบานกับพ่อขุนเม็งรายแห่งเมืองเชียงรายและพ่อขุนรามคำแหงแห่งกรุงสุโขทัยซึ่งทั้งสามพระองค์ได้กระทำสัตย์ต่อกัน ณ บริเวณแม่น้ำอิงซึ่งปัจจุบันอยู่บริเวณสถานีประมงน้ำจืดพะเยาพ่อขุนงำเมืองเป็นผู้ทรงอิทธิฤทธิ์กล่าวกันว่าเมื่อพระองค์เสด็จไปทางไหน "แดดก็บ่อฮ้อน ฝนก็บ่อฮำจักให้แดดก็แดด จักให้บดก็บด" จึงได้พระนามว่างำเมือง

 

วัดศรีโคมคำจ.พะเยา

วัดศรีโคมคำตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองพะเยา ถนนพหลโยธิน ห่างจากตัวเมืองไปทางเหนือประมาณ ๑,๐๐๐เมตร ด้านทิศใต้ -  ทิศตะวันตก  ติดกับกว๊านพะเยา   ทิศเหนือ ตะวันออกติดกับถนนพหลโยธิน เริ่มก่อสร้างองค์พระประธาน (พระเจ้าตนหลวง) เมื่อ  พ.ศ. ๒๐๓๔มาสำเร็จบริบูรณ์เมื่อ พ.ศ.  ๒๐๖๗ ประมาณ ๓๓ ปี จัดเป็นวัดโดยสมบูรณ์การก่อสร้างในสมัยนั้น พระเมืองตู้ เจ้าผู้ครองเมืองพะเยาผู้ทรงอุปถัมภ์

    ในกาลต่อมาหัวเมืองต่าง ๆของล้านนาไทยหลายหัวเมืองถูกข้าศึกพม่าเข้ารุกราน  ทำให้ประชาชนสูญเสียทรัพย์สินแก่ข้าศึก  แม้ทรัพย์สินของพระศาสนาก็ต้องทอดทิ้งปล่อยให้ปรักหักพัง  บ้านเมืองรกร้างว่างเปล่าอยู่ประมาณ ๕๖ ปีถึง พ.ศ. ๒๓๘๗ ทรงโปรดเกล้าแต่งตั้งนายพุทธวงศ์   เมืองลำปาง  เป็นพระยาประเทศอุดรทิศ  ขึ้นมาครองเมืองพะเยา ทรงตั้งนายมหายศ เป็นพระยาอุปราช  ครั้นพระยาประเทศอุดรทิศถึงแก่อนิจกรรมไปทรง  โปรดเกล้าฯ  นายมหายศขึ้นครองเมืองพะเยาแทน ทรงตั้งเจ้าบุรีรัตน์ขั้นเป็นพระยาอุปราชแทน  ท่านทั้งสองได้เริ่มบูรณะองค์พระประธาน และบูรณะวัด  ศรีโคมคำขึ้นใหม่  เริ่มก่อสร้างพระวิหารและเสนาสนะขึ้นมีสภาพเป็นวัดสมบูรณ์  ต่อจากนั้นเจ้าผู้ครองเมืองพะเยาอีกพะเยาอีกหลายองค์ เช่น เจ้าหลวง อินทะชมพูเจ้าหลวงขัตติยะ เจ้าหลวงชัยวงศ์  จนถึงองค์สุดท้าย คือ พระยาประเทศอุดรทิศ (มหาชัยศีติสาร) ครองเมืองพะเยา ทุกองค์ได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดศรีโคมคำ

    พระวิหารหลังเก่าสร้างมานานชำรุดทรุดโทรมพระยาประเทศอุดรทิศทรงรื้อแล้วก่อสร้างใหม่โดยนายพัฒน์เป็นช่างก่อสร้างก่อสร้างเป็นเวลานานไม่เสร็จนายช่างพัฒน์มาถึงแก่กรรมไปจึงทอดทิ้งไว้  ครั้นต่อมาการปกครองบ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงจากเจ้าผู้ครองเมืองมาเป็นระบบการปกครองเป็นมณฑลเรียกมณฑลพายัพ  กระจายอำนาจการบริหารออกเป็นจังหวัด อำเภอ  ตำบลหมู่บ้านตำแหน่งเจ้าผู้ครองก็เลิกร้างไป พระยาประเทศอุดรทิศกราบบังคมลาออกจากตำแหน่งทางการจึงตั้งนายคลาย  บุษยบรรณ มาเป็นนายอำเภอเมืองพะเยาในสมัยนั้นพระยาประเทศอุดรทิศแม้พ้นจากตำแหน่งแล้วก็ยังให้การอุปถัมภ์วัดศรีโคมคำเช่นเดิมมิได้ทรงทอดทิ้ง

    ขณะนั้นได้ทราบกิตติศัพท์ว่า ครูบาพระศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนาไทยเกิดขึ้น ท่านสังกัดอยู่วัดบ้านปาง อำเภอลี้จังหวัดลำพูนท่านมีบารมีธรรมสูง  ทำการสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์โบราณวัตถุสถาน  ในเขตท้องที่จังหวัดลำพูน -  เชียงใหม่  มีประชาชนเลื่อมใสมากข่าวนี้ได้แพร่สะพัดทั่วไปในแถบ ล้านนาไทย  จึงได้ประชุมปรึกษากันทางฝ่ายคณะสงฆ์มีพระครูศรีวิราชวชิรปัญญาเจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ทางฝ่ายบ้านเมืองมีพระยาประเทศอุดรทิศ อดีตเจ้าผู้ครองเมือง และนายคลาย  บุษยบรรณ  นายอำเภอเมืองพะเยา พร้อมด้วยพ่อค้าคหบดีประชาชนต่างก็มีความเห็นชอบพร้อมเพรียงกันจังไปอาราธราครูบาศรีวิชัยมาเป็นประธานก่อสร้างพระวิหารวัดศรีโคมคำโดยใช้ให้พระปัญญา วัดบ้านปิน  และจ่าสิบตำรวจเอกอ้าย  พูนชัยไปอาราธนานิมนต์ท่านมาสร้างพระวิหารท่านสอบถามถึงประวัติความเป็นมาของพระเจ้าตนหลวงว่าเป็นมาอย่างไรเมื่อได้รับทราบตำนานว่าเป็นโบราณ    วัตถุอันเก่าแก่มีกลักฐานแน่นอนท่านจึงรับว่าจะมานร้าง แต่มีเงื่อนไขว่าให้คณะสงฆ์และประชาชนชาวพะเยาเตรียมวัสดุไว้ให้พร้อม อาทิ  อิฐ ปูน ทราย  หิน  เหล็ก  ไว้ให้พร้อม

    พระครูศรีวิราชวชิรปัญญา เจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาจึงได้ประชุมปรึกษาคณะสงฆ์  เจ้าคณะหมวด เจ้าอาวาส  ภิกษุสามเณรทุกวัดวาอาราม  เข้ามาตั้งปางกระท่อม ปั้นอิฐก็ได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐  ก้อน  ทราย  หิน  โดยขอความร่วมมือผู้มีกำลังต่างก็หามาไว้จนครบถ้วนแล้วไปอาราธนาท่านอีกครั้งหนึ่ง     เมื่อวัสดุอุปกรณ์ครบถ้วยแล้ว   ท่านรับนิมนต์ทันทีแล้วเตรียมเอาพระภิกษุผู้ชำนาญการกรอสร้างมาเป็น บริวาร  ออกเดินทางมาจากจังหวัดลำพูนตาม ลำดับเส้นทางจนถึงเมืองพะเยา เมื่อวันที่ ๒๕  ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕  ตรงกับวันขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ เหนือ

    วันที ๒๘  ธันวาคมพ.ศ. ๒๔๖๕  ขึ้น ๑๑ ค่ำ  เริ่มลงมือรื้อพระวิหารหลังเก่าจนเสร็จเรียบร้อย

    วันเสาร์ที่ ๖ มกราคมพ.ศ. ๒๔๖๖ ตรงกับวัน ๗ ฯ ๒ค่ำ ปี จอ จุลศักราช๑๒๔๘  วางศิลาฤกษ์ลงเสาพระวิหารใหญ่ต่อจากนั้นก็เทเสราพระวิหารต้นอื่น  ต่อไป ขุดรากฝาผนัง ก่อฝาผนังและก่อกำแพงล้อมรอบ สร้างศาลาบาตร (ศาลาราย)  รอบกำแพงวัดสร้างพระอุโบสถ พระวิหารพระพุทธบาทจำลอง    สร้างพร้อมกันทั้งหมดทุก ๆ หลังในคราวเดียวกัน  และก่อสร้างภายในปีเดียวเหมือนเนรมิต คิดค่าก่อสร้างเป็นจำนวน ๑๑๓,๐๐๐  รูปี  (รูปีหนึ่งคิดราคา  ๗๕ สตางค์)

    ครั้นวันที่ -  มีนาคม  พ.ศ. ๒๔๖๗  ทำบุญฉลองพระวิหารพร้อมกับศาสนาวัตถุอื่น ๆที่ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงทำบุญฉลองพระวิหารนานประมาณ ๑ เดือน  จึงแล้วเสร็จหลังจากทำบุญฉลองแล้วครูบาพระศรีวิชัยก็กลับไปจังหวัดเชียงใหม่เริ่มสร้างวิหารวัดสวนดอก  จังหวัดเชียงใหม่  จึงได้มอบหมายให้พระครูบาแก้ว  คนฺธวํโสเป็นผู้รับภาระธุรการดูแลรักษาโบราณวัตถุและพระวิหารแทน

    วัดศรีโคมคำได้สร้างมานานประมาณ พ.ศ. ๒๐๓๔  ตั้งแต่เริ่มสร้างพระเจ้าตนหลวงมาแล้วเจ้าอาวาสองค์แรกที่ปรากฏในตำนานคือพระธรรมปาล  ท่านผู้นี้ได้ทำประโยชน์อันยิ่งใหญ่คือได้เขียนตำนานพระเจ้าตนหลวงออกเผยแพร่แก่ประชาชนที่หนีภัยสงครามแล้วกลับเข้ามาสู่เมืองพะเยาภายหลังได้    ทราบเรื่องราวตำนานนี้แล้วก็เกิดศรัทธาปสาทะยิ่งใหญ่อยู่ต่อมาอีกประมาณ ๔๐๔  ปี จุลศักราช ๑๒๑๙  พ.ศ. ๒๔๐๐  พระกัปปินะเป็นเจ้าอาวาสอักครั้งหนึ่ง มีบันทึกในหนังสือสมุดข่อย บันทึกไว้ว่าแสนทักขิณะ เขียน ดวงชาตาพระเจ้าตนหลวง  มีพระธรรมปาละ เขียนไว้ให้ท่านได้รับทราบ  แสดงว่าวัดศรี  โคมคำเป็นวัดมาแต่โบราณกาล  แต่มาในยุคหลังบ้านเมืองตกอยูู่ในช่วงสงครามจึงโยกย้ายไปอยู่ตามหัวเมืองที่ปลอดภัยจากข้าศึก ทำให้บ้านเมือง  วัดวาอารามรกร้างว่างเปล่าไป  ต่อมาภายหลังได้สถาปนาเมืองพะเยาขึ้น บ้านเมืองวัดวาอารามก็ถูกบูรณะก่อสร้างขึ้นโดยลำดับ

    วัดศรีโคมคำเริ่มก่อสร้างขึ้นหลังสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๕  พระครูศรีวิราชปัญญาเจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ ทางฝ่ายบ้านเมือง  อดีตเจ้าผู้ครองเมืองพะเยา  พระยาประเทศอุดรทิศ  และอดีตนายอำเภอเมือพะเยา  คือหลวงสิทธิประสาสน์ (นายคลาย  บุษยบรรณ)  นายอำเภอเมืองพะเยาคนแรกได้ร่วมใจกันอาราธนานิมนต์พระครูบาศรีวิชัย  จังหวัดลำพูนมาเป็นประธานนั่งหนักในการก่อสร้างเสนาสนะต่าง ๆจนสำเร็จบริบูรณ์ดังได้กล่าวมาข้างต้นแล้ว ท่านก็มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำลำดับเจ้าอาวาสมีดังนี้

    พ.ศ. ๒๔๖๕ -  ๒๔๖๗  พระครูศรีวิราชวชิรปัญญาเจ้าคณะแขวงเมืองพะเยาเป็นเจ้าอาวาส

    พ.ศ. ๒๔๘๘  -  ๒๕๐๖  ครูบาปัญญา   ปญฺโญ  เป็นเจ้าอาวาส

    พ.ศ. ๒๕๐๖ ๒๕๐๙  ครูบาแก้ว  คนฺธวํโส  เป็นเจ้าอาวาส

    พ.ศ. ๒๕๐๙  พระโสภณธรรมมุนี เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา  (พระธรรมวิมลโมลี)เป็นผู้รักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ และได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส  เมื่อวันที่ ๒๕  พฤษภาคม  พุทธศักราช ๒๕๑๑  จนถึงปัจจุบัน

 

วัดอนาลโย