พระมีกล้องถ่ายรูป

BM.chaiwut
ติดตาม ผู้ติดตาม 
ติดต่อ
พระมีกล้องถ่ายรูป

มีคำสั่งของคณะสงฆ์ไทยเกี่ยวกับกล้องถ่ายรูปตั้งแต่ผู้เขียนยังไม่เกิด (คลิกที่นี้) และคำสั่งนี้ก็ยังถือว่ามีผลอยู่เพราะยังไม่มีคำสั่งอื่นมายกเลิก... แต่รู้สึกว่าแม้โดยนิตินัยจะมีผลอยู่ ส่วนโดยพฤตินัยนั้น น่าจะไม่มีผลตั้งแต่ก่อนผู้เขียนบวชโน้นแหละ...

เกือบยี่สิบปีก่อน (๒๕๓๓) มีโยมมาเร่ขายกล้องในวัด ผู้เขียนจึงอุดหนุนซื้อมาด้วยราคาเจ็ดร้อยห้าสิบ จำยี่ห้อไม่ได้ จำได้แต่เพียงว่่าเลียนแบบกล้องมีราคาสูง ผู้เขียนก็ได้ถ่ายลองกล้องด้วยฟิลม์เพียงม้วนเดียว ล้างภาพออกมาก็ชัดเจนสดใสพอสมราคา แต่กล้องอันแรกในชีวิตอยู่กับผู้เขียนไม่นานนักก็ถูกสามเณรชวนหนีไปด้วยกัน ซึ่งผู้เขียนไม่รู้ชะตากรรมจนกระทั้งปัจจุบัน...

จำได้ว่าปีนั้น ผู้เขียนสอบประโยค ๓. ผ่านและได้เป็นท่านมหาฯ ใหม่ๆ ครั้งแรกก็ไปสมัครเรียน มจร. อยู่ที่วัดแจ้ง นครศรีฯ ซึ่งเมื่อไปอยู่ที่นั้น นอกจากแรกเรียนระดับปริญญาในภาคบ่ายแล้ว ภาคเช้าก็ช่วยสอนบาลีบ้างนักธรรมบ้างตามระเบียบ... ก่อนเข้าพรรษาปีนั้น ผู้เขียนก็คิดการณ์ใหญ่ ใคร่จะไปอยู่กรุงเทพฯ จึงชวนพระชวนเณรออกจากที่นั้นกลับมาสงขลาประมาณ ๕ รูป ซึ่ง ๒-๓ รูปแรกเป็นคนสงขลาจึงกลับวัดของท่าน... ที่เหลือ พระรูปหนึ่งก็พาไปฝากเรียนบาลีที่วัดชัยมงคลเพราะท่านกำลังเรียนอยู่ ส่วนเณรรูปหนึ่งก็ติดตามผู้เขียนไปจำพรรษาที่วัดแหลมวัง คูขุด...

ภายในพรรษา ผู้เขียนก็เร่งเรียนบาลีประโยค ๔. และใช้เวลาส่วนหนึ่งเร่งสอนไวยากรณ์แก่เณรเป็นการส่วนตัว ด้วยตั้งใจว่า ออกพรรษาจะไปสมัครเรียนบาลีต่อที่วัดคอหงส์ หาดใหญ่... แรกๆ นั้นน้องเณรก็ตั้งใจท่องตั้งใจเรียนดี แต่พอใกล้ๆ จะออกพรรษา ผู้เขียนก็สังเกตได้ว่าเณรเริ่มเครียด ใคร่จะหาโอกาสคุยทำความเข้าใจเรื่องปัญหาการเรียนอีกสักครั้ง แต่ก็ยุ่งๆ อยู่กับงานที่แทรกเข้ามา จึงไม่ทันได้คุย และแล้วเณรก็จากไปพร้อมกับกล้อง เหลือแต่จดหมายที่เขียนบอกลาไว้เท่านั้น...

น้องเณรมิได้ขโมยกล้องไป แต่ได้เอากล้องไปแทนปัจจัยที่ฝากผู้เขียนไว้ซึ่งประมาณแปดร้อยหรือพันหนึ่งนี้แหละ... คาดเดาว่า ก่อนแต่นั้น น้องเณรคงคิดจะไปแล้ว เพียงแต่ไม่มีค่ารถ จะขอก็ไม่กล้า จึงเพียงแต่คอยหลบหน้าผู้เขียน เมื่อมีงานแทรกเข้ามาและได้สวดมีค่ารถจึงจากไปพร้อมกับกล้อง น้องเณรบอกว่าขอไปแทนปัจจัยที่ฝากไว้...

การที่เณรจากไปพร้อมกล้องถือว่าเป็นความล้มเหลวเล็กๆ ในช่วงชีวิตหนึ่งของผู้เขียน... ขณะที่พระอีกรูปซึ่งนำไปฝากเรียนต่อนั้น ท่านก็ได้เป็นมหาเปรียญและตอนนี้ก็ได้ไปเป็นเจ้าอาวาสอยู่ในจังหวัดสตูล จึงถือว่าประสบความสำเร็จในส่วนนี้... คราใดที่พูดถึงกล้องกับผู้เขียน เรื่องราวของชีวิตในช่วงนี้จะผุดขึ้นมาในคลองความคิดเสมอ...

 

เมื่อตอนเด็กๆ นั้น ผู้เขียนชอบใจคอลัมน์วิจารณ์ภาพถ่ายในหนังสือรายสัปดาห์เล่มหนึ่ง (จำชื่อหนังสือไม่ได้) ก็อ่านอยู่ระยะหนึ่ง รายละเอียดอื่นๆ ลืมเลือนหมดแล้ว เท่าที่จำได้ก็เพียงเรื่องเดียว ก็คือเรื่องภาพชาวนาหาบสาแหรกบรรจุรวงข้าวออกจากท้องทุ่งในยามสนธยา โดยชาวนาสวมหมวกงอบ ซึ่งที่หมวกงอบนี้มีสีแดงเรืองๆ ทำให้ภาพเด่นและได้รางวัล... ผู้วิจารณ์บอกว่า สีแดงที่หมวกงอบนี้ น่าจะเป็นสีสเปย์ที่เพิ่งพ่นเพิ่มเข้าไปก่อนที่จะถ่ายรูป แล้วเขาก็แนะนำว่า นักเล่นกล้องมืออาชีพนั้น ควรมีอุปกรณ์เสริมบางอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือสีสเปย์กระป๋องซึ่งอาจช่วยได้ในคราวฉุกเฉินดังเช่นภาพนี้...

การติดตามอ่านคอลัมน์นี้ ทำให้ผู้เขียนฝันที่จะเล่นกล้องกับเค้าบ้างตั้งแต่ครั้งกระโน้น แต่เพราะสมัยก่อนกล้องมีราคาสูงและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นก็แพง ผู้เขียนจึงปล่อยให้ผ่านไป คิดว่าเอาเบี้ยไว้ซื้อหนังสือเช่าหนังสืออ่านดีกว่า... จนกระทั้งมาบวช ได้ซื้อกล้องตัวแรกและได้ลองถ่ายเพียงครั้งเดียวก็ถูกเณรชวนหนีไปดังที่เล่าไว้เบื้องต้น

เมื่อมาถึงยุคกล้องดิจิตอล ใช้อินเทอร์เน็ต เขียนบล็อก... เมื่อเห็นภาพถ่ายในบล็อกต่างๆ ก็เข้าไปชมบ้างเป็นครั้งคราว แต่ก็ยังไม่คิดที่จะซื้อกล้องเพราะคิดว่าไม่จำเป็น จนกระทั้ง ๒-๓ วันก่อน ผู้เขียนก็คิดว่าสมควรที่จะซื้อกล้องไว้สักตัวหนึ่ง เพราะตอนนี้เรื่องราวในวัดเริ่มตกเป็นภาระของผู้เขียน และทางวัดก็กำลังฟื้นฟูขุดบ่อยางขึ้นมาใหม่ (เคยเล่าไว้ คลิกที่นี้) จึงปรึกษากับน้องๆ ซึ่งพวกเขาพอเข้าใจอยู่บ้าง...

ตอนบ่ายเมื่อวาน น้องชายก็โทรมาบอกว่าอยู่ที่ร้านขายกล้อง จะเอาหรือไม่ ? ผู้เขียนก็ตอบตกลง และเมื่อคืนราวสามทุ่มน้องชายก็เอากล้องมาให้ เป็นกล่อง Fuji FinePix J20 (คลิกที่นี้) จัดว่าเป็นกล้องตัวที่สองในชีวิต (ครั้งนี้คงจะไม่หนีตามใครไปอีก 5 5 5...)

ครั้งแรกที่ได้จับกล้องตัวนี้ เพื่อจะลองถ่าย ผู้เขียนก็นึกน้อยใจขึ้นมาอีกทันที เพราะกล้องสร้างไว้ให้เหมาะสมกับคนถนัดขวา แต่ผู้เขียนถนัดซ้าย มือจึงสั่นๆ... และเมื่อน้องชายแนะนำว่าให้เอาสายคล้องไว้ที่แขนเสมอ เพื่อป้องกันกล้องร่วงหล่นเสียหาย ปรากฎว่าสายก็อยู่ด้านขวา แต่ผู้เขียนถนัดซ้าย... จึงใคร่จะถามผู้ที่มาอ่านเจอว่า กล้องที่มีชัตเตอร์อยู่ด้านซ้าย หรือสร้างมาเพื่อคนถนัดซ้ายโดยเฉพาะนั้นมีหรือไม่ ?

ผู้เขียนไม่มีความรู้และไม่เคยสนใจเรื่องกล้องมาก่อนเลย เพิ่งมาสนใจเมื่อต้องการจะซื้อใช้ในระยะ ๒-๓ วันนี้เอง... หลังจากน้องกลับไปแล้ว ผู้เขียนก็ทนอ่านรายละเอียดจากคู่มือ เหตุที่ว่าทนอ่านเพราะตัวหนังสือเล็ก แม้จะใส่แว่นอ่านแล้วก็ตาม ก็หัดใส่แบต หัดเปิดกล้อง หัดถ่าย พอทำท่าเคลิ้มปรากฎว่าแบตหมด จึงต้องถอดแบตชาร์ตไฟใหม่อีกครั้งแล้วก็เอนหลังนอนหลับไป...

ตื่นขึ้นมาตีห้า ลุกขึ้นดูแบตก็รู้ว่าไฟเต็มแล้ว จึงชงกาแฟแล้วมาเปิดเครื่องคอม... เอากล้องมาถ่ายหน้าจอคอม ปรากฎว่าหน้าจอคอมมืดๆ เกือบไม่เห็นภาพหน้าจอ ส่วนตัวซีพียู โต๊ะ และอื่นๆ นั้นก็ชัดเจน ผู้เขียนจึงลองเปลี่ยนเมนูไปที่ความไวแสงจากออโต้มาตั้งไว้ที่ 200 แล้วลองถ่ายใหม่ ปรากฎว่าเห็นภาพหน้าจอได้ชัดเจนยิ่งขึ้น (5 5 5...)

สรุปว่า ผู้เขียนมีของเล่นใหม่ และต่อไปบล็อกของผู้เขียนคงจะมีภาพประกอบเพิ่มเติมขึ้นมาตามที่เห็นสมควร คงจะไม่มีแต่เพียงตัวอักษรเพรียวๆ เหมือนดังที่ผ่านมา...

กัลยาณมิตรท่านใด สนใจและมีความรู้ความชำนาญเรื่องกล้องก็ช่วยแนะนำด้วย เพราะผู้เขียนต้องเริ่มต้นจากศูนย์อีกแล้ว...

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน เรื่องเล่าจากในวัด



ความเห็น (4)

เขียนเมื่อ 
  • กราบนมัสการ พระคุณเจ้า ค่ะ
  • ไม่ได้เข้าบล็อก นาน ด้วยติดภารกิจมากมาย
  • มาแวะบล็อก เห็นบอกว่ามีกล้องถ่ายรูป คงจะได้เห็นภาพสวยๆๆ
  • ไม่มีความรู้เรื่องกล้องเลยค่ะ ทุกวันนี้ ก็มือใหม่หัดถ่ายไปเรื่อยๆ
  • เพราะคิดว่า การสื่อด้วยภาพ นั้น มันมีอรรถรสและมีคำอธิบายให้คนดูได้สัมผัส และมองในมุมของตนเองและคนอื่นที่แตกต่างกันได้
  • ดังนั้น คิดว่า กล้องถ่ายรูป จำเป็นสำหรับในยุคปัจจุบันมาก
  • ขอบคุณค่ะ
เขียนเมื่อ 

Pบัวปริ่มน้ำ

 

ก็คิดอย่างนั้นเหมือน และบางอย่างไม่จำเป็นต้องอธิบายในเมื่อเห็นภาพแล้ว...

เจริญพร

เขียนเมื่อ 

นมัสการ หลวงพี่ชัยวุธครับ

ผมไม่ได้เป็นตากล้่องและไม่ได้อยู่ชมรมถ่ายภาพอะไร แต่ด้วยสาเหตุหลายประการทำให้ในชีวิตมีกล้องผ่านมือมาหลายตัวแล้ว ตั้งแต่ตอนเป็นนักเรียนเตรียม ก็แบบกล้องแคนนอนของพ่อกลายมาเป็นกล้องประจำกลุ่มเวลาไปเที่ยวกับเพื่อน และเมื่อปีที่แล้วก็ตัดสินใจซื้อ digital DSLR (dgtal single-len) มาใช้

โดยส่วนตัวคิดว่าเดี๋ยวนี้กล้องมันช่วยเราเยอะ อะไรๆก็อัตโนมัติ แต่ถ้าเราสังเกตคุณภาพของรูปมันไม่ได้ดังใจ เราอาจจะเริ่มปรับโน้นนี่ได้นิดหน่อย อาทิ

ความสว่าง

ความชัดลึก

ความสว่างก็ปรับได้สองสามวิธี คือ เปิดหน้ากล้องให้กว้างมากข้น หรือลดความเร็วที่ชัตเตอร์เปิดปิดให้ช้าลง แสงก็จะเข้าได้เยอะมากขึ้น หรือไม่ก็ใช้แฟลชไปเลย แต่แสงจะกระด้างกว่าแสงธรรมชาติ แฟลชจะช่วยอีกกรณีคือถ่ายภาพย้อนแสง หรือถ่ายภาพคนหรือสิ่งของในร่มแต่ข้างหลังสว่างมากๆ กล้องมันเข้าใจผิดว่าแสงพอถมถืด ถ่ายออกมาหน้าคนก็มืดไป หรือสิ่งของก็มืดไป เราบังคับแฟลชมาช่วยได้นิดหน่อย

ส่วนความชัดลึกนั้น ผมไม่แน่ใจว่ากล้อง digital ธรรมดาๆจะปรับอะไรได้มากน้อยแค่ไหน แต่ยิ่งตัวเลขความไว (เช่น 22 16 8 4 ลงมาถึง 2 หรือ 1.4 ยิ่งเลขสูงๆยิ่งมีความชัดลึกมาก สิ่งที่อยู่ในระยะคมชัดก็จะเยอะ ยิ่งเลขต่ำๆความชัดลึกน้อย สิ่งที่หลุดนอกระยะคมชัดก็จะเยอะ มีที่ใช้ทั้งสองประการ ประการแรกต้องการรวมของเอาไว้่ชัดๆเยอะๆ ประการที่สอง เน้นเฉพาะบางที่ สวนที่อื่นจะเบลอๆ ก็เป็นศิลป์ดีเหมือนกัน

จาก concept สองอย่างนี้ ไปประกอบกับการวางองค์ประกอบภาพ และถ่ายทอดความคิดคำนึงของคนถ่าย ไม่นานการถ่ายรูปก็จะเป็นงานอดิเรกที่สุนทรีย์และบ่อยครั้งทำให้เรา "ขยายปัจจุบัน" ได้นานขึ้น ละเอียด ละเมียดละไม และ "มองเห็น" สิ่งเล็กๆน้อยๆในความเป็นไปรอบตัวเรามากขึ้นอย่างบอกไม่ถูก

ข้อดีของกล้อง digital คือ ไม่ต้องล้าง อัด ซึ่งแพงมาก เดี๋ยวนี้อยากถ่ายเท่าไหร่ก็ถ่ายไป แล้วเอามาลบล้างภายหลังได้ง่ายๆ ถ่ายปุ๊บก็ไม่ต้องรอกลับบ้าน เดี๋ยวนี้ชมดูเดี๋ยวนั้นได้เลย ว่าต้องถ่ายใหม่ หรือพอแล้ว

เอาใจช่วยคนเข้าวงการครับ

นมัสการ

เขียนเมื่อ 

P Phoenix


  • อนุโมทนาอย่างยิ่งที่อาจารย์หมอช่วยแนะนำเล็กๆ น้อยๆ

เจริญพร