หลวงพระบาง น่าจะเป็นเป้าหมายของหลายๆ คนที่เป็นนักเดินทาง อาจเป็นเพราะหลวงพระบางได้เป็นมรดกโลก
และมีการอนุรักษ์สภาพของสังคมและชีวิตให้คงเดิมอยู่  มีคนบอกว่าการไปเยือนหลวงพระบาง
จะทำให้เรารู้สึกว่าย้อนกลับไปเมืองเชียงใหม่สัก 20 ปีที่แล้ว

หาความรู้ก่อนเดินทาง "หลวงพระบาง" เดิมคือ "เมืองเชียงทอง" แต่เปลี่ยนชื่อตาม "พระบาง"
ที่ได้รับนำมาประดิษฐสถานที่นี่ และเคยเป็นเมืองหลวงของ อาณาจักรล้านช้าง 
ต่อมามีการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ "เวียงจันทน์"  จึงทำให้หลวงพระบางกลายเป็นเมืองหลวงเก่า
ที่เจ้ามหาชีวิตยังคงมีเวียงวังและพักอาศัยอยู่  ทำให้หลวงพระบางไม่ได้เมืองหลักทางเศรษฐกิจ
แต่น่าจะเป็นเมืองทางประวัติศาสตร์ และมีความงดงามของธรรมชาติอยู่

ถ้าอยากเห็นภาพของเมืองหลวงพระบางได้กว้างๆ และซึมซับบรรยากาศกับวิวที่สวยงาม
ก็ต้องไต่บันได 328 ขั้น ขึ้นไปบนยอดพูสี ซึ่งข้างบนก็มี พระธาตุพูสี ตั้งอยู่ และมีสถานที่ชมวิวได้ทั่วเมือง   

เอารูปมาฝาก (ถือคติ: รูปหนึ่งใบ อธิบายได้ร้อยแปด)

 

 

 วังเดิมของเจ้ามหาชีวิต มองลงมาจากพูสี  ฝั่งนี้ติดแม่น้ำโขง

 

อีกมุมหนึ่งของวังเก่า ที่ปัจจุบันทำเป็น พิพิธภัณฑ์ ไปแล้ว มีโรงละคอนและการแสดงโขน
เรื่อง พะลักพะลาม เข้าไปชมได้ ค่าตั๋วประมาณ 600 บาท หรือคิดเป็น 160,000 กีบ

 

ภาพมุมบนฝั่งนี้ มองเห็นถนนสายหลักทั้งสายในตัวเมือง ซึ่งตอนเย็นจะกลายเป็น
ถนนคนเดิน ตลาดยามค่ำ ใครชอบผ้าปักฝีมือชาวเขา มีให้เลือกละลานตา

 

สองภาพนี้เป็นอีกฝั่งหนึ่ง จะมองเห็น แม่น้ำคาน แม่น้ำหลักอีกสายหนึ่งของหลวงพระบาง
มองเห็นการปลูกผักอยู่ชายน้ำตลอดแนวยาวสุดสายตา

 

กลับมาดูฝั่งนี้ เป็น ฝั่งแม่น้ำโขง และยังคงเห็นการปลูกผักตลอดลำน้ำ

เล่ากันว่า หลวงพระบาง ส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกผักปลอดสารพิษ

ใครไปหลวงพระบางต้องกินผักเยอะ เพราะผักสดและอร่อยมาก

และหลวงพระบางยังเป็นแหล่งส่งออก ผักปลอดสารพิษ ที่สำคัญอีกด้วย

 

อีกฝั่งของพูสี จะเห็นทิวเขาซับซ้อน คล้ายๆ วิวแม่ฮ่องสอนของเมืองไทย

มองไกลๆ จะเห็นสายหมอกบังภูเขา สวยจัง

............................

บันทึกไว้ ณ 26 มีค.52
จาก หลวงพระบาง  ประเทศลาว
โดย pis.ratana

 


Duangchampa - Laos artist