แบงก์ชาติรับเศรษฐกิจไทยแย่ตามเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำสุดรอบ 70 ปี

         แบงก์ชาติรับเศรษฐกิจไทยแย่ตามเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำสุดรอบ 70 ปี เตรียมปรับลดจีดีพีหลังปัจจัยลบเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่เชื่อว่าติดลบถึง 9% จับตาเอ็นพีแอลที่เริ่มมีปรับตัวเพิ่มขึ้น ยอมรับรัฐบาลกำหนดนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ผ่านมาแค่ช่วยบรรเทา

    เมื่อวันที่ 24 มี.ค.52 นายบัณฑิต นิจถาวร รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ มาตรการการเงินและสถาบันการเงินไทยในภาวะวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันตอนหนึ่งว่า อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 52 ติดลบตามภาวะเศรษฐกิจโลก เพราะปัญหาวิกฤติในระดับโลกค่อนข้างหนักและมีความรุนแรงจากที่เคยประสบมาในช่วง 70 ปี ซึ่งเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกในปี 52-53 ส่วนจะฟื้นตัวได้เมื่อใดขึ้นกับความสามารถในการดูแลปัญหาและการประคับประคองและการปรับตัว

    ทั้งนี้ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.)ครั้งต่อไป น่าจะมีการปรับตัวเลขลดลงจากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในระดับ 0-2% เพราะภาวะเศรษฐกิจช่วงนี้มีข้อมูลหลายด้านที่แย่ลง โดยเฉพาะจีดีพีไตรมาส 4/51 ที่ขยายตัวติดลบ และสถานการณ์ล่าสุดในเดือน ม.ค.-ก.พ.52 ยังแสดงภาวะที่ไม่ดีขึ้น โดยภาครัฐพยายามจะกำหนดนโยบายช่วยเหลือในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในขณะนี้ แต่การใช้มาตรการต่างๆ ที่ผ่านมา ยังแค่ช่วยบรรเทาปัญหา ซึ่งในส่วนของ ธปท.ก็ได้ทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับลดดอกเบี้ยตาม ก็จะส่งผลให้ภาคธุรกิจมีช่องทางมากขึ้น และสนับสนุนการใช้จ่ายภายในประเทศ

    นายบัณฑิต กล่าวอีกว่า หากเศรษฐกิจโลกยังยืดเยื้อก็จะกระทบกับระดับเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งหากส่งออกแย่ลงด้วยก็อาจจะเห็นดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุล จากขณะนี้ที่ยังเกินดุลอยู่ โดยอาจจะกระทบกับเสถียรภาพเศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งต่อไปยังภาพเศรษฐกิจโดยรวมให้ชะลอตัวลง กระทบการใช้จ่าย ซึ่งมีผลต่อการชำระหนี้ภาคธุรกิจ เร่งการก่อตัวของหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ในที่สุดกจะกระทบกับฐานะธนาคารพาณิชย์

    ทั้งนี้ จากการศึกษาของ ธปท.พบว่า หากเศรษฐกิจชะลอตัว เอ็นพีแอลจะเร่งตัวขึ้น โดย 2 เดือนแรกของปีนี้ เอ็นพีแอลเร่งตัวขึ้นสูงมาอยู่ที่ร้อยละ 5.9 ของสินเชื่อรวม จากร้อยละ 5.6 ณ สิ้นธ.ค.51 หรือคิดเป็นเม็ดเงิน 1.6 หมื่นล้านบาท แต่ยังมองว่าธนาคารพาณิชย์อยู่ในวิสัยที่จัดการได้ และส่วนใหญ่ก็ปรับตัวด้วยการให้ความสำคัญกับการดูแลลูกหนี้ ลดเป้าการเติบโตสินเชื่อปีนี้ตามเศรษฐกิจชะลอตัว รวมถึงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อใหม่ และดูแลลูกค้าเก่า โดยมีการปรับลดวงเงินสินเชื่อ ตั้งสายงานปรับปรุงโครงสร้างหนี้โดยเฉพาะเข้ามาเสริม เพื่อช่วยเหลือและดูแลลูกหนี้ได้ดีขึ้น แต่เอ็นพีแอลจะเร่งขึ้น 2 หลัก หรือไม่ขึ้นกับสภาพเศรษฐกิจ หากสามารถประคับประคองเศรษฐกิจไม่ให้แย่ลงก็น่าจะดูแลเอ็นพีแอลได้

    นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) มองว่า อัตราดอกเบี้ยอาร์พีมีช่องที่จะปรับลดลงได้อีก แต่คงจะยังไม่เข้าใกล้ 0% เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะกระทบกับเงินฝาก โดยอาจจะทำให้มีเงินไหลออกจากเงินฝากไปลงทุนประเภทอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า ที่สำคัญการลดอัตราดอกเบี้ยอาร์พีลงมาก ก็ไม่ได้ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เพราะมีผลต่อการกระตุ้นด้านอุปสงค์อย่างเดียว ขณะที่สภาพคล่องในประเทศยังมีเพียงพอที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ทั้งปัญหาเรื่องคนยากจนและคนตกงาน เพราะรัฐสามารถดูดซับสภาพคล่องจากระบบได้ผ่านการออกพันธบัตร

    สำหรับโอกาสที่อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทย(จีดีพี)ปี 52 จะติดลบ 3% มีความเป็นไปได้ แต่จากที่มีบางสำนักประเมินว่าอาจติดลบไปถึง 9% ยังไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากขณะนี้ยังมองไม่เห็นชัดเจนว่าเศรษฐกิจโลกจะดิ่งลงไปลึกมากแค่ไหน แต่หากเศรษฐกิจโลกชะลอก็จะกระทบกับการส่งออกของไทย เนื่องจาก 60% ของจีดีพีมาจากการส่งออก

    ขณะที่ นายกอบศักดิ์ ภู่ตระกูล ผู้บริหารทีมนโยบายการค้าและเงินทุน ธปท. กล่าวในการเสวนา โคตรวิกฤติ ความเสี่ยงเศรษฐกิจ ถึงเวลาเผชิญหน้าความจริงว่า แม้ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา จะเห็นตลาดหุ้นสหรัฐฯดีดตัวขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯจะฟื้นตัว เพราะตั้งแต่ปัญหาซับไพรม์จนถึงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ทำให้เกิดผลกระทบขยายวงกว้าง โดยเฉพาะการบริโภคของสหรัฐฯที่ลดลง ทำให้เชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯเพิ่งเริ่มได้รับผลกระทบ และยังไม่รู้ว่าปัญหาจะจบลงเมื่อใด และจากผลกระทบดังกล่าวก็มีผลต่อประเทศไทย เห็นได้จาก 4 ปัจจัยคือ การส่งออก ราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ สภาพคล่อง ทำให้สินเชื่อไม่ขยายตัว สำหรับทางออก รัฐบาลจะต้องกระตุ้นการท่องเที่ยวใช้นโยบายการคลังสนับสนุนเศรษฐกิจ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเดินหน้าและร่วมกับเอกชน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเศรษฐกิจมหภาค สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯจะอัดฉีดสภาพคล่อง แต่ยังต้องติดตามต่อไปว่าแนวทางที่ทำไปจะแก้ปัญหาที่รุมล้อมอยู่ได้มากน้อยเพียงใด เพราะยังมีสถาบันการเงินระดับย่อยๆ อีกมากที่กำลังจะประสบปัญหา และเม็ดเงินที่อัดฉีดเข้าไป กว่าจะเห็นผลจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปี และเห็นว่าสหรัฐฯควรนำบทเรียนจากไทยปี 2540 ไปใช้แก้ปัญหาในขณะนี้

ข่าววันที่ 24 มีนาคม 2552 แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ