GotoKnow
  • เข้าระบบ
  • สมัครสมาชิก
  • แผงจัดการ
  • ออกจากระบบ
GotoKnow

เข็นครกขึ้นภูเขา กับการจัด KM กับนักวิชาการ

นักวิชาการในระบบราชการชอบมองหาข้อสรุปทั่วไป มากกว่าการเรียนรู้รายละเอียดในแต่ละขั้นตอน

อจ วิจารณ์เขียนไว้ใน blog อจ เกี่ยวกับการพยายามสร้างชุมชนปฏิบัติการ ให้กับคนที่มาจากนานาชาติ โดยการร่วมมือกับองค์การอนามัยโลก ที่อนเดีย

อจบอกว่าเหมือนเข็นครกขึ้นภูเขา ซึ่งผมเห็นด้วยมาก เพราะคนที่เราจะเชิญมาส่วนใหญ่จะไม่รู้จักแนวคิดการ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยใช้ความรู้ที่มาจากการปฏิบัติ แต่มักคุ้นเคยกับการหาข้อสรุปที่เป็นข้อสรุปทั่วไป

อจ วิจารณ์ เกรงว่าเราจะไม่ได้คนทำงานจริง แต่ผมกลัวไม่กลัว เพราะคนส่วนใหญ่ที่เชิญมามีประสบการณ์จริงแน่ๆ ในการทำงานจัดการการวิจัยซึ่งเป็นเรื่องที่เราตั้งใจชวนมา ลปรร

แต่ที่ผมกลัว กลับกลายเป็นว่าเขาจะเชื่อมั่น ในการ ลปรร ขนาดไหน และเขาจะ ลปรร อะไร 

เพราะเราขอให้เตรียม เรื่องว่าด้วยความสำเร็จมาเล่า พร้อมกับส่งมาให้ดูก่อน เพื่อให้มั่นใจว่า เขามีประสบการณ์จริง ปรากฏว่า เนื้อหาในเรื่องเล่า จะพูดถึง "ความสำเร็จ" ว่าด้วยประโยชน์จากงานวิจัยที่เกิดขึ้น มากกว่า ความสำเร็จของการจัดการการวิจัย

ว่าไปแล้ว ผมคิดว่านี่เป็นจุดอ่อนสำคัญของการ ลปรร ระหว่างผู้ที่เป็นนักวิชาการในระบบราชการ เพราะนักวิชาการในระบบราชการมักจะชอบหาข้อสรุปทั่วไป มากกว่าการเรียนรู้ รายละเอียดว่าด้วยการทำงาน

ผมเปรียบเทียบกับเวลาที่มีการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ คนส่วนใหญ่มักสนใจว่า ผลการวิจัยประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงไร มากกว่าที่จะสนใจว่าสิ่งที่ปฏิบัติในระหว่างการวิจัยเชิงปฏิบัติการนั้น  ส่วนไหนใช้ได้ ส่วนไหนใช้ไม่ได้เพราะอะไร  

เพราะเราเข้าใจว่าการวิจัยคือการพิสูขน์ว่าอะไรดีหรือไม่ดี มากกว่าการมาเรียนรู้ว่า การกระทำ หรือกิจกรรม หรือปฏิบัตืการต่างๆนั้น มันมีทั้งส่วนที่ได้ผล และไม่ได้ผล และการทำให้ผลสุดท้ายดี  ต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดของวิธีการทำงาน ไม่ใช่แนวคิด หรือยุทธศาสตร์ (ที่ชอบใช้กันมาก)

มีคำพูดของนโปเลียนที่มีคนชอบเอามาพูดกันว่า The devils are in the details

แปลตรงๆก็บอกว่า เจ้าตัวร้ายอยู่ในรายละเอียด 

แปลอีกที ว่าสิ่งที่ทำให้ไม่ประสบความสำเร็จ (หรือพ่ายแพ้) คือการไม่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด (ที่สำคัญๆ)  

คนบางคนไปแปลความจนกลายเป็นไปให้ความสำคัญกับรายละเอียดปลีกย่อย

ผมจึงเห็นว่า การ ลปรร ที่ดีจะต้องรู้จักแลก และ สกัดความรู้ที่ไม่ใช่ภาพใหญ่จนเกินไป หรือไม่ใช่รายละเอียดปลีกย่อยจนเกินไป

ท่านอื่นๆที่เคยจัดประสบการณ์ ลปรร มีอะไรจะ แลกเปลี่ยน ว่าด้วย ทางสายกลางในการ ลปรร อย่างไรก็เชิญนะครับ 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย 

คำสำคัญ (keywords): uncategorized
หมายเลขบันทึก: 25059
เขียน:
แก้ไข:
ความเห็น: 6
อ่าน:
สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ

ความเห็น (6)

     อาจารย์ครับในระบบการศึกษา (ที่มีใบปริญญาบัตร) ได้สอนให้เรารู้จักกับผลสำเร็จของการวิจัยที่เอกสารโดยมีผลสรุปตามวัตถุประสงค์ ที่เป็นปลายทาง มากกว่าที่จะให้เราได้เรียนรู้ว่ากว่าจะได้มานั้นได้ผ่านกระบวนการลองผิดลองถูก ได้เรียนรู้ถึงวิธีการการเก็บเกี่ยวเป้าหมายรายทาง ซึ่งแท้ที่จริงแล้วในระหว่างทางเราได้เผชิญกับการตัดสินใจครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ก็ไม่ได้สรุปเป็นบทเรียนอะไรไว้ คนที่เดินต่อมาก็เผชิญอีก ซ้ำ ๆ ก็แทบไม่มีการพูดถึงกันเลย กลับมาชื่นชมตรงที่เขียนสรุปผล อภิปรายได้หรือยัง เสียมากกว่าครับ
     หากใครเที่ยวเก็บเป้าหมายรายทางเพื่อการเรียนรู้ก็จะถูกตำหนิด้วยถอ้ยคำที่ว่า "มัวชักช้า เสียเวลา จบไม่ทัน" ลักษณะอย่างนี้ยังมีอยู่อีกมากเท่าที่ได้พูดคุยกันเมื่อมีการขอคำปรึกษา ผมว่าน่าเสียดายนะครับ

สำหรับดิฉันแล้วคิดว่า การทำ ลปรร. ต้องฝึกให้ผู้เข้าร่วมรู้จักและใช้เทคนิค Deep listening ด้วยคะ

ผมมีข้อสังเกตว่า การทำงานในอนาคต จะต้องยึดแนวคิดที่เรียกว่า process-oriented มากกว่า output-oriented ผมเคยคุยกับคุณหมอโกมาตร เมื่อหลายปีก่อน โดยพูดถึง แนวคิดของการจัดการที่เมื่อ 20 กว่าปีก่อนฮิตมาก เรื่อง MBO managment by objectives แล้วเราก็พบว่า พอมาถึงเรื่องการควบคุมคุณภาพ แนวคิดเรื่อง output-oriented กับ process-oriented มันท้าทายซึ่งกันและกันอยู่

ใครที่ทำงานเรื่องพัฒนาคุณภาพจะเห็นว่าเราเน้นเรื่อง process มากกว่า output แต่ทุกวันนี้เราก็ยังบริหารแบบ output โดยมีทั้ง KPI แะอีกสารพัดวิธีจัดการที่มาในแนวเดียวกัน

เรื่องการวิจัยกับการเรียนรู้ ก็เป็นอีกตัวอย่างที่ดี เราอาจต้องถามว่าเราเรียนรู้อะไรจากการวิจัย ผลการวิจัย หรือวิธีการวิจัย ถ้าคำตอบบอกว่าทั้งคู่ ก็ต้องถามต่อว่าอะไรสำคัญกว่ากัน

ผมคิดว่าความรู้เกี่ยวกับกระบวนการวิจัยสำคัญกว่า (แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นกระบวนการวิจัยที่สอนกันในตำราเท่านั้นนะครับ ไม่งั้นก็อาจจะได้เรียนรู้น้อย) เพราะ ผลการวิจัยที่กลายเป็นความรู็ใหม่ให้กับเรานั้น มันอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ เมือเราทำวิจัยซำ้ หรือ สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน (โดยเฉพาะพวก action research) หรือไม่ก็เรามีเครื่องมือหรือวิธีวิจัยที่ใหม่ๆ หรือต่างจากเดิม

แต่ความรู็ว่าด้วยกระบวนการวิจัย จะเป็นเครื่องช่วยให้เราหาวิธีใหม่ๆในการหาคำตอบ

 

     อาจารย์ครับ ผมเขียนเรื่องราวประมาณนี้ไว้ที่บันทึก เราทำเพื่องานหรือเพื่อผ่านตัวชี้วัด กันแน่! เป็นประเด็นที่เข้าได้เล็ก ๆ กับแนวคิดที่เรียกว่า process-oriented ไหมครับ

ก็มีส่วนนะครับ เลยขออนุญาตเล่าต่อใน blog อันใหม่ซะเลย ว่าด้วยการทำงานและการบริหารงานแบบ process-oriented ครับ
http://gotoknow.org/archive/2006/04/23/17/17/49/e25139 ลองตามไปอ่านดูนะครับ

ขอบคุณที่ถามผมเองก็ได้ลองไปรวบรวมความคิดตัวเองว่าด้วยเรื่องนี้ดีเหมือนกันครับ 

I think we need to use both process- and output-oriented approaches krup.  We need to find the balance between them. It appears that we definitely need a certain procedure used as an assessing tool to ensure that we are approaching the goal as well as effectively and efficiently analyzing, synthesizing, and reporting the process.  I feel that the knowledge of “project management skill,” “problem-solving and leadership skills”, and “critical thinking skills, are the primary competencies that we need to develop among the researches.