ผมอ่าน นสพ. บางกอกโพสต์ วันที่ ๑๖ มี.ค. ๕๒ หน้า ๑ เรื่องข้อโต้แย้งเรื่องศาลปกครองตัดสินให้เขตเทศบาลมาบตาพุดเป็นเขตควบคุมมลพิษด้วยความสงสัยว่า คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่รู้สึกละอายเลยหรือ ที่ที่ผ่านมาคณะกรรมการชุดนี้ทำงานล้มเหลวมาตลอด
ไม่ว่าใครไปเยี่ยมชาวบ้าน หรือทำวิจัย ต่างก็มีหลักฐานเพียบ ว่ามลพิษในบริเวณดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ผลกระทบต่อชาวบ้านเกิดขึ้นจริง และข้อมูลที่ บางกอกโพสต์ สรุปมาลงไว้ ก็บอกว่า ๑๙ จาก ๒๐ ชนิดของสารก่อมะเร็ง เมื่อตรวจที่มาบตาพุด พบว่าสูงกว่าระดับปลอดภัยตั้งแต่ ๑.๓ เท่า ถึง ๖๙๓ เท่า และน้ำจากแหล่งน้ำสาธารณะ ๒๕ แห่ง ตรวจพบ โลหะหนักเป็นพิษหลายเท่าของระดับปลอดภัย คือ แคดเมี่ยม ๖ เท่า, สังกะสี ๑๐ เท่า, แมงกานีส ๓๔ เท่า, ตะกั่ว ๔๗ เท่า, เหล็ก ๑๕๑ เท่า แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างก็ไม่รู้สึกว่าเป็นเพราะความล้มเหลวของหน่วยงานตน ผมรู้สึกแปลกใจจริงๆ ว่า เขาไม่รู้สึกละอายกันเลยหรือ
เช้ามืดวันที่ ๑๗ มี.ค. ผมรีบเข้าไปหาข่าวว่าคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งตามข่าวของบางกอก โพสต์ ว่าจะประชุมเรื่องจะอุทธรณ์คำตัดสินของศาลปกครองหรือไม่ในวันที่ ๑๖ หาจาก เว็บไซต์ ของ นสพ. ไม่พบ จึงเข้าเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ http://www.onep.go.th จึงได้เห็นความน่าเศร้ายิ่งขึ้น คือพบคล้ายๆ เว็บไซต์ร้าง
สายวันเดียวกัน อ่าน นสพ. ด้วยความชื่นใจ ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ ไม่อุทธรณ์คำสั่งของศาลปกครอง
บันทึกนี้ จารึก ๒ ชื่นชม ๑ สมเพช ชื่นชมศาลปกครองที่ใช้ความรู้และวิจารณญาณตัดสินคดีสิ่งแวดล้อม ๒ คดีอย่างน่าชื่นชมในช่วงต้นเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ คือคดีชาวบ้านฟ้องการไฟฟ้าแม่เมาะ กับคดีมาบตาพุด นี่คือวิวัฒนาการของประชาธิปไตย ที่ชาวบ้านฟ้องหน่วยงานของรัฐที่ทำผิดได้ อีกชื่นชมหนึ่งต่อนายกฯ อภิสิทธิ์ ดังกล่าวแล้ว
ย้ำความดีใจ ชื่นใจ ที่สังคมไทยก้าวหน้ามาถึงจุดที่เราเข้าถึงความเป็นจริง ว่า กลไกของรัฐทำผิดได้ การกระทำบางอย่างของหน่วยราชการเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชน หรือทำอันตรายต่อประชาชน
หนึ่งสมเพช ต่อสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และต่อคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ น่าจะได้พิจารณาปรับปรุงองค์กรนี้ ให้ทำหน้าที่ดูแลสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง
วิจารณ์ พานิช
๑๖ มี.ค. ๕๒
บนเครื่องบินการบินไทยกลับจากเชียงใหม่
ปรับปรุง ๑๘ มี.ค. ๕๒ และ ๒๒ มี.ค. ๕๒