ใครบ้างที่จะไม่ชอบของหวานๆ แต่ถ้าทานหวานมากเิกินไป คุณอาจต้องตามซ่อมสุขภาพเพราะปัญหาต่อไปนี้

  

คราวนี้มาดูกันดีกว่าว่ามีสาระดีๆอะไรมาฝาก    

      บางคนชอบกินรสหวาน บ้างก็รสเปรี้ยว บ้างก็รสเค็ม บางคนก็รสจืด แต่จะมีใครรู้บ้างที่แต่ละรสชาติให้โทษต่างกัน ในที่นี่เราจะกล่าวถึงโทษของคนที่ชอบรับประทานรสหวาน

      1. ภาวะเลือดเป็นกรด เกิดจากการที่มีน้ำตาลเชิงเดี่ยวจากน้ำตาลทราย น้ำผึ้ง ผลไม้ นม วิ่งเข้าสู่กระแสเลือดเป็นจำนวนมาก จนทำให้เลือดมีสภาวะเป็นกรด ร่างกายต้องแก้ปัญหาโดยการดึงแร่ธาตุจากส่วนต่างๆเข้ามาในเลือดเพื่อปรับความเป็นกรดให้สมดุล ร่างกายจึงขาดสารอาหารจนอ่อนเพลีย หมดเร่ยวหมดแรง กระดูกเปราะ นี่คือเหตุผลว่าทำไมสาวหวานถึงได้บอบบาง ป่วยง่ายหายช้ากันนัก

      2. ฟันผุ คนที่มีน้ำตาลเกาะอยู่ที่ผิวเคลือบฟันตลอดวัน มักจะฟันผุและมีกลิ่นปาก เพราะคราบน้ำตาลที่เกาะอยู่ก็คืออาหารโต๊ะจีนสุดหรูที่แบคทีเรียในช่องปากช้อบ.....ชอบ

      3. อารมณ์เสีย หงุดหงิด ขี้โมโห นี่คือลักษณะเด่นของคนที่ชอบความหวานเลยเชียวล่ะ เพราะการมีน้ำตาลในเลือดมากทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก และขับอินซูลินออกมามากเกินไป เมื่อมีอินซูลินในสมองมาก เราจะเครียดจนกลายเป็นคนขี้โมโห ควบคุมอารมณ์ สติ (และสตางค์) ไม่ค่อยได้

      4. ง่วงเหงาหาวนอนตลอดเวลา เมื่อมีน้ำตาลในเลือดมากจนเลือดเป็นกรด ร่างกายจะไม่ส่งเลือดแบบนั้นขึ้นไปเลี้ยงสมอง ทำให้สมองขาดเลือด เราจึงง่วงซึม คิดอะไรไม่ออกไปทั้งวัน

      5. อ้วน น้ำตาลก็คือคาร์โบไฮเดรตรูปแบบหนึ่ง เมื่อมันเข้าสู่ร่างกายจะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมันและถูกส่งไปสะสมอยู่ตามหน้าท้อง สะโพก ต้นขาและที่อื่นๆที่คุณไม่อยากให้มีไขมันทั้งหลาย

      6. เป็นโรคติดเชื้อได้ง่าย เพราะน้ำตาลก็คืออาหารของเชื้อโรค คนที่ชอบความหวานจึงมักจะแผลหายช้ากว่าคนอื่น และถึงหายก็มักจะเป็นแผลเป็น เพราะเชื้อโรคที่บาดแผลได้ของดีมาเพิ่มพลังนี่เอง

      7. ความดันสูง หลังจากร่างกายเปลี่ยนน้ำตาลเป็นไขมันแล้ว กรดไขมันเหล่านี้จะถูกส่งไปเกาะอยู่ตามอวัยวะภายในอย่างหัวใจ ตับ และไต ทำให้อวัยวะสำคัญทำงานไม่สะดวก ความดันเลือดจึงค่อยๆสูงขึ้นจนอาจเป็นอันตรายร้ายแรงได้

      8. ปวดหัวเรื้อรัง เป็นไมเกรน สิวขึ้น เิกิดแผลพุพอง เป็นตะคริวเวลาที่มีรอบเดือน มีโอกาสเป็นเบาหวาน วัณโรค โรคหัวใจ และมะเร็งตับได้ตลอดเวลา

          * บอกแล้วว่าหวานเป็นลมขมเป็นยา เชื่อหรือยังล่ะ!

                                                                      อ้างอิงมาจากหนังสือนิตรสาร SPICY ค่ะ