สมศ.

          การศึกษาของไทยทุกวันนี้ ต่างฝ่ายก็ต้องการให้การศึกษามีคุณภาพ ทันต่อเหตุการณ์ และกระจายสู่ประชาชนอย่างทั่วถึง ในเรื่องของการจัดให้มีคุณภาพนั้น สรุปลงมาก็คือต้องมีการประเมินคุณภาพของสถานศึกษา อย่างที่สถานศึกษารู้กันอยู่ว่า การประเมินภายใน การประเมินภายนอก
          การประเมินทั้งภายในและภายนอก จะมีเกณฑ์ต่าง ๆ อย่างมากมาย ต้องเตรียมอะไรต่อมิอะไรเพื่อรอรับการประเมินจากหน่วยงานที่ถือว่าเป็นตัวแทนของ สมศ. ที่ต่างก็เรียกตัวเองว่า คณะกรรมการประเมิน
          การเตรียมตัวเพื่อรอรับการประเมินของ สมศ. นั้น อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า มีเกณฑ์ต่าง ๆ มากมาย ผลสุดท้ายสถานศึกษาที่ต้องรอรับการประเมิน ต้องเตรียมเอกสารต่าง ๆ เพื่อให้ตรงตามเกณฑ์อย่างมากมาย หากไม่มีเอกสารเพียงพอ ก็จะไม่ผ่านการประเมิน
          การประเมินของคณะกรรมการ จะดูรายงานย้อนหลังอีกเป็นปี ๆ สถานศึกษาก็ต้องเตรียมเอกสารให้ย้อนหลังไปอีกเป็นปี ต้องทำให้มี ดังจะเห็นได้ว่า สถานศึกษาต่าง ๆ ที่จะต้องเข้ารับการประเมิน ต้องทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ ทั้งวันทั้งคืนเพื่อให้มีเอกสารเพียงพอสำหรับการประเมิน บางแห่งต้องนอนค้างอ้างแรมที่สถานศึกษาบ้าง โรงแรมบ้าง ลืมแม้กระทั่งลูกเมีย หรือลูกผัวที่รออยู่ที่บ้าน ในตอนกลางวันก็นั่งทำเอกสาร ไม่สนใจว่าเด็กนักเรียนจะเป็นอย่างไร ไม่สนใจเด็กนักเรียน เพียงเพื่อทำเอกสารรับการประเมิน ผลสุดท้ายเอกสารต่าง ๆ ที่ทำนั้นก็สำเร็จรอรับการประเมินได้อย่างดี แต่ไม่รู้ว่าเอกสารนั้นเป็นจริงหรือเท็จ
          ในส่วนของคณะกรรมการประเมินของ สมศ. นั้น มีสถานศึกษาหลายแห่งที่ผ่านการประเมิน และไม่ผ่านการประเมิน กล่าวกันในวงการว่า "สมศ.เอามาตรฐานอะไรมาประเมิน" มาประเมินทีก็ตั้งหน้าตั้งตาถามชนิดแบบเอาเป็นเอาตาย ยิ่งกว่าการสอบสวนผู้ต้องหาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จนหลายคนถอดใจ ถึงกับน้ำตาร่วง สถานศึกษาบางแห่งก็ประเมินยากแสนยาก บางแห่งก็ง่ายแสนง่าย บางแห่งมีหลายอย่างครบ แต่ผ่านแบบฉิวเฉียด บางแห่งไม่มีอะไรแต่ผ่านได้อย่างสบาย ก็เลยมีคำถามถึง มาตรฐานของคณะกรรมการประเมินว่า มีมาตรฐานอะไร
          หลายคนตั้งข้อสังเกตุไว้ว่า บางแห่งให้การต้อนรับขับสู้คณะกรรมการประเมินอย่างดี คะแนนก็ออกมาดี บางแห่งให้การต้องรับที่ไม่ค่อยดีเท่าไร คะแนนก็ไม่ค่อยดี แต่ก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จแค่ไหนอย่างไร แต่คณะกรรมการประเมินแต่ละชุดรู้ตัวเองดี ถ้าเป็นอย่างที่หลายคนได้ตั้งข้อสังเกตุไว้ นั่นก็ย่อมแสดงว่า กรรมการประเมิน ไม่ได้มีมาตรฐานอะไรชัดเจนเลย เพียงแต่ว่าถ้าแห่งใดต้อนรับดี เลี้ยงอาหารอย่างดี ออกค่าที่พักให้ มีของติดมือกลับบ้าน ก็ผ่านแบบสบาย ๆ อย่างนั้นหรือ คณะกรรมการเท่านั้นที่รู้
          หากเป็นอย่างที่กล่าวไปแล้วจริง ๆ สถานศึกษาที่จะเตรียมเข้ารับการประเมินต่อไป ก็เตรียมตัวให้ดี อาจจะต้องทิ้งเด็กนักเรียนทำเอกสารกัน ลืมบ้านลืมช่อง ทิ้งลูกทิ้งผัว จัดทำเอกสาร แล้วยังต้องเตรียมเงินไว้เป็นแสนเพื่อเลี้ยงดูปูเสื่อกรรมการที่มาประเมิน
          ครูทุกวันนี้ ไม่มีเวลาที่จะดูแลเด็กนักเรียนเหมือนสมัยก่อนแล้ว เพราะต้องทำเอกสารของตัวเองอย่างมากมาย อีกทั้งยังต้องเตรียมเอกสารทำ 8 ทำ 9 กัน จนลืมหน้าที่ของตัวเองที่จะสั่งสอนเด็กให้มีความรู้กันแล้ว แล้วยังต้องมาทำเอกสารเตรียมรอรับการประเมินอีก ก็คงไม่ต้องบอกว่าเด็กนักเรียนจะเป็นอย่างไรในอนาคต การศึกษาของไทยก็คงจะมีแต่ถอยหลังไปเรื่อย ๆ ถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรเพื่อให้ทันสมัย ทันต่อเหตุการณ์ อีกไม่นานก็จะใช้หลักสูตร 51 กันอีกแล้ว หลักสูตรเก่าครูบางคนยัง งง ๆ อยู่เลย เปลี่ยนอีกแล้ว แต่ครูไม่มีเวลาที่จะสั่งสอนเด็ก มัวแต่ทำเอกสารเพื่อตัวเอง แล้วเด็กจะเอาความรู้มาจากที่ไหน
          เมื่ออดีตที่ผ่านมา ครูสั่งสอนศิษย์ได้ดิบได้ดีกันเป็นทิวแถว บอกได้เลยว่า คณะกรรมการประเมินที่ไปประเมินชาวบ้านนั้น ก็ผ่านการเรียนการสอนแบบเดิม ๆ มา ถึงได้ก้าวหน้าถึงขนาดนี้ บรรดานักวิชาการทั้งหลายที่คิดรูปแบบต่าง ๆ ออกมา ก็ผ่านการเรียนรู้แบบเก่า ๆ มาทั้งสิ้น ไม่เห็นต้องมีการประเมินให้เสียเวลา เสียเงินเสียทอง ก็แสดงว่าการศึกษาไทยดีอยู่แล้ว แต่อยู่ที่ว่า คุถณภาพของครูผู้สอนมากกว่า ครูเมื่ออดีตคือครูที่แท้จริง สั่งสอนลูกศิษย์ไม่มีปิดบัง จนลูกศิษย์มีความรู้ ได้ดิบได้ดี แต่ครูปัจจุบันสอนเด็กเพียงเล็กน้อย โดยอ้างว่าไม่มีเวลาต้องเตรียมงานเอกสารหลายอย่าง แต่แท้ที่จริงแล้ว เอาความรู้ที่เหลือไปหากินกับเด็ก เก็บเงินจากเด็กด้วยการสอนพิเศษ คงไม่มีครูคนไหนในปัจจุบันที่จะเถียง
          แล้วอีกอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับเด็กนักเรียนเองที่ต่างก็สนใจในการเรียนรู้ ถึงได้ดิบได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้
          ถ้าจะให้สรุป ก็อาจจะสรุปได้ว่า คุณภาพของสถานศึกษา ขึ้นอยู่กับคุณภาพของครูผู้สอน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการประเมิน ที่มานั่งดูเอกสาร นั่งจิกหัวถาม เพียง 3 วัน แล้วสรุปว่าสถานศึกษาโน้นดี สถานศึกษานี้ดี เพียงแค่ 3 วัน
          ควรจะยกเลิกระบบการประเมินได้แล้ว เอางบประมาณมาสนับสนุนให้สถานศึกษาได้พัฒนาบุคลากรให้มีคุณธรรม จริยธรรม ความรู้ที่ทันสมัย ให้เป็นบุคลากรที่มีคุณภาพ แล้วลดภาระการทำเอกสารส่วนตัวเพื่อทำ 8 ทำ 9 ลงไป ซึ่งครูก็จะมีเวลาดูแลเด็ก ๆ ได้เต็มที่ แล้วคุณภาพของผู้เรียนก็จะตามมา อนาคตประเทศไทยก็จะดีขึ้น นอกจากนั้นแล้วทุ่มงบประมาณลงไปให้กับสถานศึกษาในพื้นที่ให้มากเพื่อ จัดซื้อจัดหาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้เทียบเท่ากับโรงเรียนในเมือง แล้วเด็ก ๆ ก็จะพัฒนาได้เท่าเทียมกัน
          ฝากนักวิชาการ นักการเมือง ผู้รับผิดชอบ ที่ผ่านการศึกษาแบบเก่า ๆ ที่ไม่ต้องประเมินให้วุ่นวาย พิจารณาดูให้ดี เชื่อว่าความสามารถ ความคิด ที่ได้สั่งสมมาแบบเก่า ๆ จะช่วยให้คิดได้ ช่วยให้พัฒนาประเทศไทยได้ต่อไป...