โจร....ภัยใกล้ตัวที่มองไม่เห็น
วันนี้มีโอกาสได้นั่งเขียน ทบทวนการทำงานในสัปดาห์ที่ผ่านมา
อยากสะท้อนความคิดของตัวเองออกมาบ้าง อย่างน้อยก็ได้คิดและคิดอะไรได้ว่า...อนาคตจะเดินต่อไปอย่างไร.....
อาทิตย์ที่ผ่านมา งานส่วนใหญ่เป็นการเตรียมจัดงาน “กาดนัด KM-PYU” เราร่วมกันทั้งทีม HR (พี่ติ๊ก พี่แหม่ม พี่อ๊อต พี่นัน น้องทิพ น้องหนุ่ย น้องเจี๊ยบ) รวมถึง พี่ ๆน้องๆ หลานๆ ที่มาช่วยด้วยใจจริงๆ (ถูกการขอร้องแกมบังคับจากชาดานิดหน่อย)แต่ก็มา ได้แก่ อ.เป็ด แจ๊ก น้องเซ็ง น้องน็อต น้องพี ต้องขอขอบคุณทุกๆ คนที่ขนคนที่บ้านมาช่วยงานอย่างเต็มที่ จนค่ำจนมืด ขอบคุณจากใจค่ะ
คืนวันพฤหัสบดี วันศุกร์ และวันเสาร์ เราเตรียมทำสมุดความรู้เตรียมเอกสาร ป้าย ทำบอร์ดกันอยู่ที่ห้องทำงานสำนักทรัพยากรบุคคลค่ะ ได้เก็บภาพเบื้องหลังการทำงานไว้ค่ะ(โชคดีที่โจรไม่เห็นกล้องถ่ายรูป ที่หล่นอยู่ที่พื้น เลยยังเหลืออุปกรณ์ไว้เก็บภาพ...อิอิ)
ส่วนวันอาทิตย์ เราย้ายของไปยังชั้น 1 ศูนย์การเรียนรู้สิรินธร
เริ่มทำเส้นทางความรู้ จัดนิทรรศการ ขนก้อนอิฐ ขนต้นไม้ต่างๆ เราเริ่มทำงานกันแต่เช้าจนถึงสี่ทุ่ม
และคืนนี้เองที่ชาดาต้องจดจำไปอีกนาน เพราะโจรชั่วขโมยของในรถไปทั้งกระเป๋าถือและคอมพิวเตอร์ notebook ที่ชาดากลัววางไว้จะไม่ปลอดภัย จึงนำไปเก็บไว้ในรถเพราะเหลืองานอีกนิดเดียวก็จะเสร็จ ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในกระเป๋าถือและในคอมฯ มีค่ามากมาย ข้อมูลที่สำรองไว้ใน Handy drive สี่อันก็เอาไปหมด ยังโชคดีที่เหลือล้อรถไว้ให้ ไม่งั้นคงกลับบ้านไม่ได้แน่ๆ 555... อยากจะบอกคุณโจรเหลือเกินว่า ได้โปรดเอาเงินที่อยู่ในกระเป๋าของดิฉันที่คุณขโมยไปซื้อ DVD มา backup ข้อมูลในเครื่องแล้วมาทิ้งไว้ให้ดิฉันด้วยเถอะค่ะ จะขอบคุณอย่างสูง แล้วของอะไรในกระเป๋าหากคุณไม่ใช้ก็ช่วยใส่ถุงหิ้วมาแขวนไว้ที่รถดิฉันก็ได้ค่ะ ส่วนกระเป๋าของดิฉันจะเอาไปใช้หรือขายก็ไม่ว่ากัน ดิฉันลำบากมากเลยหากได้ข้อมูลคืนมาดิฉันจะได้ทำงานต่อได้อย่างไม่ลำบากมากนัก.....
ตอนเกิดเหตุประมาณสามทุ่มกว่า พี่สอนชัย ขี่มอเตอร์ไซด์มาพอดี ถามว่าเกิดอะไรขึ้น แล้วก็เรียกทั้งหัวหน้ายาม และ ยามที่อยู่ใกล้ทุกคนมาถามว่าพบเห็นอะไรบ้าง ต้องขอบคุณพี่สอนชัยที่จัดการทุกอย่าง ณ เวลานั้นให้ด้วยค่ะ หลังจากตำรวจสายตรวจมาที่จุดเกิดเหตุ และยามหรือ รปภ.(ไร้ความปลอดภัย) เนื่องจากหลังเกิตเหตุดิฉันต้องไปปลุกท่านตื่นจากการหลับยาม) มียามท่านหนึ่งบอกดิฉันว่า เหมือนกับรถฮอนด้าครั้งที่แล้วเลย....
ตอนนั้นดิฉันจำได้ว่าตัวเองนั่งอยู่ริมฟุตบาทเพราะเกิดอาการยืนไม่ไหว แต่ยังได้ยินพี่สอนชัยพูดกับยามว่า เคยเกิดเหตุตรงจุดนี้แล้วทำไมไม่แก้ไข ทำไมไม่เปิดไฟให้สว่าง ปล่อยให้เกิดเหตุซ้ำๆ ขึ้นมาอีก ดิฉันว่ายามก็คงไม่มีอำนาจไปสั่งการอะไรได้นอกจากนั่งเฝ้าป้อมไป หลับไปบ้าง ตามธรรมเนียมปฏิบัติ แต่ผู้ที่มีอำนาจอนุมัติสั่งการได้นี่สิคะ ท่านจะทราบเรื่องนี้หรือไม่คะ
ตำรวจท่านนั้นบอกว่า คงช่วยอะไรไม่ได้มาก ให้ดิฉันทำใจ และท่านยังบอกอีกว่า “บอกหลายครั้งแล้วให้มหาวิทยาลัยติดตั้งกล้องวงจรปิด” เพราะอย่างน้อยทางตำรวจยังสามารถติดตามหรือช่วยเหลือต่อได้ แต่แบบนี้ไม่รู้จะช่วยเหลือยังไง คงได้แต่รับแจ้งความไว้ให้...
หลังจากนั้นท่านสายตรวจก็วิทยุคุยกับ สภอ.สันทราย ทาง สภอ. ให้ดิฉันขับรถไปที่สถานีตำรวจ เพื่อลงบันทึกประจำวัน และเก็บลายนิ้วมือรอบรถ ดิฉันขับรถไปถึงลงบันทึกประจำวันเรียบร้อยแล้ว ท่านว่าพรุ่งนี้เก้าโมงเช้าให้มาใหม่เพื่อให้ฝ่ายสืบสวนดูอีกครั้ง ดิฉันก็กลับถึงบ้านประมาณตีหนึ่งเศษได้ กลับมาแจ้งอายัดบัตรต่าง เสร็จประมาณ ตีสอง อาบน้ำ กว่าจะได้หลับก็ตีสามเพราะต้องข่มตาให้หลับเนื่องจากต้องตื่นเช้าไปรับวิทยากรที่สนามบิน
เช้าวันจันทร์ ดิฉันไปรับท่านวิทยากรสายไปสิบห้านาที ต้องกราบขอโทษท่านเป็นอย่างสูงสำหรับความผิดพลาดครั้งนี้
แต่งานก็เสร็จสิ้นผ่านไปได้ด้วยดี แม้ว่ายามบ่ายจะเหลือคนน้อยนิด ท่านวิทยากรก็แก้ปัญหาด้วยการนั่งล้อมวงคุยกัน ได้ความรู้ต่างๆ มากมายจากการคุยกันครั้งนี้ และถือเป็นความกรุณาของท่านวิทยากรอย่างสูงที่ขับเคลื่อนงานไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ
น่าเสียดายที่งานนี้จัดให้กับบุคลากรของเรา แต่คนของเรากลับมาร่วมงานน้อยมาก แต่ความรู้ที่เราเตรียมไว้ให้มากมาย ไม่มีใครมาตักตวงเอาไป...น่าเสียดายจริงๆ ค่ะ
หลังจากส่งท่านวิทยากร กลับมาที่สถานที่จัดงาน เก็บของต่างๆ แล้วกลับมาสำนักงาน พี่สาวที่แสนดีของดิฉันถามดิฉันว่า “มันเอาของน้องไปหมดเลยเหรอ” แล้วเอาเิงินมาให้ดิฉันแล้วบอกว่าให้เก็บติดตัวไว้ เผื่อจำเป็นต้องใช้ เอาไว้ซื้อข้าวกิน แล้วบอกว่า “ช่างมันเถอะนะน้อง นึกว่าทำบุญ”
ณ เวลานี้สิ่งที่ดิฉันได้รับนอกจากความสูญเสีย คือความรู้สึกดีๆ ความยิ่งใหญ่ของคำว่าเพื่อน ถึงแม้จะเป็นเงินไม่มากแต่มีคุณค่าทางจิตใจต่อดิฉันมากที่เพื่อนร่วมงานมีความเป็นห่วงเป็นใย ในขณะที่ คนอื่น พูดได้แค่เพียง “ทำไมไม่เก็บของเอาไว้ท้ายรถ...”
ดิฉันคิดว่า...ถึงแม้ดิฉันจะเอาไว้ท้ายรถหรือวางไว้บนโต๊ะให้เห็นก็ตาม ถามว่าหากโจรเอาไปแล้วดิฉันจะได้คืนหรือไม่ คำตอบคือไม่ได้หรอก
แต่ถามต่อไปว่า ดิฉันมาทำงาน ในสถานที่ทำงาน ดิฉันเก็บของไว้ในรถเพราะกลัวของหายจึงคิดป้องกันด้วยการเก็บไว้ในรถและล็อคไว้อย่างดี และรถดิฉันจอดอยู่ริมถนนหน้าตึกซึ่ง คิดเอาเองว่าจอดตรงนี้มองเห็นป้อมยามฝั่งตรงข้าม ห่างไม่ถึงยี่สิบเมตรซึ่งมียามนั่งอยู่ ซึ่งหากมองมาก็ต้องเห็นคนเดินไปเดินมา แต่สิ่งที่อยากถามคือ ท่านมีระบบดูแลทรัพย์สินของคนที่มาทำงานหรือดูแลทรัพย์สินของนักศึกษาที่มาเรียนในสถาบันของท่านได้ดีมากพอแล้วหรือยัง...
ดิฉันทราบดีว่า โจรจ้องที่จะเอา เหมือนคนที่อยู่ในที่ลับ แต่เราอยู่ในที่แจ้ง เราย่อมเสียเปรียบอยู่แล้ว แต่หากท่านมีระบบป้องกันอะไรอีกบ้างนอกจาก ยามหรือ รปภ.(ที่แปลว่าไร้ความปลอดภัย) ที่นั่งอยู่ในป้อม และบางคนก็มาหลับยาม เหตุเช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง ท่านได้หาทางป้องกันหรือแก้ไขอะไรแล้วบ้าง เพราะอย่างน้อย เหมือนที่ตำรวจท่านฝากมาบอกว่า หากท่านมีระบบกล้องวงจรปิดไว้ที่ประตูทางเข้าออก หรือตามอาคาร ตำรวจก็ยังมีหนทางที่จะสืบหาคนร้ายได้ อย่างกรณีดิฉัน ถึงแม้จะทราบเวลาว่าระหว่างสองถึงสี่ทุ่มที่ของหายไป ตำรวจก็ช่วยอะไรดิฉันไม่ได้เพราะไม่รู้จะเอาหลักฐานจากไหน จะสืบจากใครก็ไม่ได้ มีหลายคนที่ฝากดิฉันมาบอกท่านผู้บริหารทั้งหลายแทนพวกเค้าด้วยค่ะว่า “ท่านมีระบบการป้องกันและดูแลความปลอดภัยให้คนที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของท่านเพียงพอแล้วหรือคะ” ดิฉันคงช่วยถามได้แค่ใน G2K นี่แหละค่ะ ทำได้แค่นี้จริงๆ
จากการสูญเสียครั้งนี้ทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า.......
· ดูแลตัวเองและทรัพย์สินของตัวเองให้ดีอย่าไว้ใจคนอื่นเด็ดขาด
· ทำงานอย่างเต็มที่เฉพาะในเวลาทำงานเท่านั้น นอกนั้นให้ทุ่มเทเวลากับตัวเอง ครอบครัว และคนใกล้ชิดดีกว่า
· สิ่งที่ดิฉันได้รับจากการทุ่มเททำงานมี 2 สิ่งคือ “เสียใจด้วยนะ” และ “เพื่อนแท้”
ขอบคุณ G2K ที่มีพื้นที่ให้สะท้อนความคิดตัวเองออกมาและบอกเล่าเรื่องราวครั้งนี้ไว้เตือนให้ทุกคนระวังภัยใกล้ตัวให้มากๆ นะคะ ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดีเดินทางหรือทำงานกลางคืนให้ระวังทั้งตัวเองและทรัพย์สินของท่านด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ
เรียน ท่านชาดา
ขอบพระคุณค่ะท่านอาจารย์ JJ
นับว่าเป็นโชคดีที่วันนั้นแค่ของหาย...หาใหม่ได้
ทางตำรวจฝากมาให้รีบดำเนินการเช่นกันค่ะ
ทราบมาว่า ท่านผอ. ปัทมาวรรณ พยายามอย่างเต็มที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้เช่นกันค่ะ
สวัสดีครับคุณชาดา
เสียใจด้วยนะครับ
คิดเสียว่าทำบุญก็แล้วกัน
เงินทองของนอกกาย วันข้างหน้าคงหาได้อีก ขอเพียงมีกำลัง อย่าได้ย่อท้อ
ขอเป็นกำลังใจครับ
เรียน คุณวัชรา
ขอบพระคุณค่ะ เงินทองหาใหม่ได้
แต่ที่เสียดายที่สุดคือข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมฯ อะค่ะ
ไว้เจอกันวันสัมมนานะคะ
เรียน ท่านชาดา
- เสียใจด้วยครับพี่ แต่ผมว่าตำรวจไทยเดี๋ยวนี้เก่งนะครับ เดี๋ยวก็จับขโมยได้แล้ว
- ผมว่าพี่ควรจะทำหนังสือเรียนท่านอธิการบดีเพื่อทราบถึงปัญหาด้งกล่าว
เพื่อจะได้วางแนวทางแก้ไขเพื่อที่จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต
เพราะหากเกิดปัญหาเช่นนี้บ่อย ๆ จะทำให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อเสียงได้
ขอแสดงความเสียใจด้วยครับ เรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นกับเราต้องทำให้มันเป็นภูมิคุ้มกันกับตัวเราในโอกาสต่อไปให้ได้ ต่อไปนี้ขอให้โชคดีครับ
เรียน ท่านตั๋ง(ว่าที่ผู้พิพากษาในอนาคต)
แต่จะพยายามค่ะ
เรียน ท่าน ผอ.ประจักษ์
เอาประสบการณ์มาเป็นบทเรียนแล้วหาทางป้องกันดิ เช่นติดกล้องวงจรปิด
ขอบคุณค่ะคุณบี
เป็นบทเรียนราคาแพงเลยค่ะ
ทางตำรวจต้องการให้ทำแบบนี้มานานแล้วค่ะ
น้องอิงคะ บันทึกนี้มีเหตุและผล และเป็นระบบ เพื่อบอกให้(โลก) รู้ว่า บทเรียน (แพงชมัด) ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แล้วจะรอให้มีครั้งที่สาม สี่ ห้า ตามมาอีกหรือ ด้วยค่ะ ถ้าไม่จัดการอะไรบางอย่าง ผลกระทบจะตกกับ ใครกันบ้าง(ที่ตัวโตๆ) นอกจาก เจ้าทุกข์ ที่ตัวเล็กๆ
และหน่วยงานอื่น ก็ได้ตัวอย่างที่จะกลับบ้านไป "ล้อมรั้ว" ด้วยค่ะ
เป็นกำลังใจให้น้องอิงนะคะ
ขอบคุณค่ะพี่ต๋อย น้องก็เป็นตัวเล็กๆ ค่ะพี่
วันนี้มีพี่คนหนึ่งบอกกะน้องว่า "เรามีวัวเยอะละปล่อยหายไปบ้าง ยังไงก็ให้คอกเราอยู่เหมือนเดิมก็พอละ" ฮาๆ เอิ้กๆ
เล่าให้ฟังขำๆ ค่ะพี่ ทุกคนอยากให้มีการแก้ไขปัญหานี้มากค่ะ
และน้องเชื่อว่าท่านผอ.ของน้องก็มิได้นิ่งดูดายเช่นกันค่ะ แต่คงต้องใช้เวลานิดหนึ่งค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีครับ
มีเหตุแบบนี้ เรามักจะย้อนกลับไปคิด
ว่าถ้าไม่อย่างนั้น ก็คงไม่อย่างนี้
แต่เหตุเกิดไปแล้ว แก้ไขไม่ได้
ได้แต่เสียดาย
และระมัดระวัง (อาจจะถึงระแวง) ในคราวหน้า
ขอให้โชคดีกับวันต่อๆ ไปนะครับ