อานิสงส์จะดลบันดาลให้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุข สงบ แต่ในทางกลับกันหากตั้งเครื่องคายไม่ถูกต้อง ก็จะดลบันดาลให้เกิดอาเพศต่าง ๆ นานา

        ประเพณีบุญผะเหวดของจังหวัดร้อยเอ็ด ได้รับการฟื้นฟูให้เป็นประเพณีประจำจังหวัด โดยเริ่มในปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จัดขึ้น ณ บึงผลาญชัย สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์

 

กำหนดจัดวันเสาร์และอาทิตย์แรกของเดือนมีนาคมของทุกปี โดยกำหนดการไว้ว่า วันศุกร์ แห่พระอุปคุต / วันเสาร์ ขบวนแห่ ๑๓ กัณฑ์ / วันอาทิตย์ ฟังเทศน์มหาชาติและแห่กัณฑ์หลอน

 

ซึ่งหมายถึง จตุปัจจัยที่ชาวบ้านร่วมกันทำเป็นขบวน ถวายแด่พระที่กำลังเทศน์อยู่ในขณะนั้น และ แห่กัณฑ์จอบ ซึ่งหมายถึง จตุปัจจัยที่ร่วมกันทำขึ้น เพื่อเจาะจงถวายแด่พระที่ศรัทธาซึ่งเทศน์ในวันนั้น

 

ส่วนที่บ้านผำปีนี้ กำหนดให้วันที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๕๒ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ เป็นวันที่มีการแห่ขบวนรอบหมู่บ้าน(เอิ้นผะเหวด) จะมีพระสงฆ์ ชาวบ้านทุกเพศ ทุกวัย แห่รอบหมู่บ้าน เพื่อปกป้องคุ้มครองมิให้เกิดภัยพิบัติและให้ทำมาค้าขึ้น

   วันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๒ วันแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ตอนเช้ามืดมีพิธีแห่ข้าวพันก้อน (ข้าวเหนียวปั้นเล็กๆ จำนวน ๑,๐๐๐ ก้อน) รอบศาลาการเปรียญ จากนั้นจะเป็นการรับฟังการเทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ตลอดทั้งวัน มีบริการขนมจีน (ข้าวปุ้น) ให้รับประทานฟรีตลอดงาน ช่วงสายๆ จะมีขบวนแห่ถวายต้นดอกไม้เงินหรือ กัณฑ์หลอน ของมหาชนทั่วสารทิศเพื่อนำมาถวายพระภิกษุภายในวัดบ้านผำใหญ่

 

งานบุญผะเหวดเป็นประเพณีที่ยิ่งใหญ่ของชาวอีสาน เป็น ๑ ในประเพณี ฮีต ๑๒ ซึ่งนิยมทำกันทุกหมู่บ้าน ด้วยความเชื่อกันว่าหากได้ฟังเทศน์บุญผะเหวดครบ ๑๓ กัณฑ์ จบภายในวันเดียวและจัดพิธีตั้งเครื่องคาย (บูชา)ได้ถูกต้อง

 

อานิสงส์จะดลบันดาลให้ไปเกิดในศาสนาของพระศรีอริยเมตไตรย ซึ่งเป็นดินแดนแห่งความสุข สงบ แต่ในทางกลับกันหากตั้งเครื่องคายไม่ถูกต้อง ก็จะดลบันดาลให้เกิดอาเพศต่าง ๆ นานา

 

การจัดงานบุญผะเหวดแต่ละครั้งเป็นงานบุญสำคัญที่ทุกคนในหมู่บ้านต้องมาร่วมกัน นอกจากการฟังเทศน์มหาชาติแล้ว ประเพณีนี้ยังแฝงด้วยความเชื่อหลายประการเข้าไว้ด้วยกัน ที่สำคัญได้แก่ ความเชื่อเรื่องพระอุปคุต ซึ่งเป็นพระผู้รักษาพิธีให้ดำเนินไปอย่างราบรื่น

 

        ภายในบริเวณวัดบ้านผำใหญ่ รอบศาลาการเปรียญมีการประดับธงผ้าสีต่างๆ นำไม้ไผ่ทั้งลำมาทำเป็นเสาสูงปลายเสาผูกธงผะเหวดห้อยลงมา ปลิวไสวยามต้องสายลมสวยงามยิ่ง นอกจากนั้นเสาไม้ไผ่ต้นนั้นยังนำ ขันกะหย่อง ภาชนะที่สานด้วยไม้ไผ่มาผูกติดไว้สูงจากพื้นดินประมาณ ๑.๕๐ เมตร เพื่อให้ประชาชนร่วมกันใส่บาตรข้าวพันก้อน

 

 

        ส่วนผู้ที่ต้องการรับฟังการเทศน์มหาชาติทั้ง ๑๓ กัณฑ์ สามารถขึ้นบนศาลาการเปรียญได้เลย บนศาลามีการตกแต่งไว้อย่างสวยงาม มีการนำข้าวตอก ดอกไม้ มาร้อยเป็นมาลัย แขวนไว้รอบๆ ศาลาการเปรียญ 

 

        บนศาลาการเปรียญประดับประดาตกแต่งสถานที่ ทั้ง ๔ ด้านของศาลาการเปรียญ โดยนำเชือกมาขึงทั้ง ๔ ด้านสูงจากพื้นศาลาประมาณ ๓ เมตร นำสิ่งประดิษฐ์เป็นดอกไม้หลากสีมาร้อยเป็นพวงแล้วผูกห้อยลงมาเป็นสายห่างจากพื้นศาลาประมาณ ๕๐ เซนติเมตร

 

        การนำใบตาลสีเขียวเหลืองอ่อนมาสานเป็นรูปนก ตั๊กแตน ปลาตะเพียน ดอกไม้ สีขาวได้จากการร้อยเมล็ดดอกลิ้นฟ้า และเมล็ดข้าวสาร สีแดงได้จากดอกสะแบง ด้ายสีต่างๆ นำมาประดิษฐ์เป็นใยแมงมุมหลากสี นำมาร้อยเรียงลำดับจากขนาดใหญ่ไปหาขนาดเล็ก บางอันทำเป็นโมบาย ประดับประดารอบศาลาการเปรียญสวยงามมาก ผลงานแต่ละชิ้นผ่านการบรรจงสร้างขึ้นอย่างปราณีตจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่หาดูได้ยากในสังคมยุคปัจจุบัน ควรค่าแก่การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดี มีคุณค่าสำหรับเยาวชนรุ่นหลังเหมาะแก่การศึกษาหาความรู้เป็นอย่างยิ่ง

 

นอกจากนั้นยังแสดงออกถึงการนำศิลปวัฒนธรรมอีสานสมัยเก่ามาผสมกลมกลืนกับศิลปวัฒนธรรมสมัยใหม่ อาทิเช่น การนำขนมอบแห้งมาร้อยเป็นมาลัยประดับสถานที่ ผลไม้ที่หาได้ในท้องถิ่น เช่น มะม่วง มะนาว หรือแม้กระทั่งแตงโมขนาดเล็กที่หาได้ตามท้องไร่นา ถูกนำมาตกแต่งสถานที่ได้อย่างลงตัว

 

        อย่างไรก็ดี รอบศาลาการเปรียญด้านบนติดกับฝ้าเพดาน มีการนำภาพเขียนบนผืนผ้า บันทึกเรื่องราวพระเวสสันดรชาดกทั้ง ๑๓ กัณฑ์ ขึงรอบศาลาการเปรียญไว้ให้ศึกษาด้วย

 

การนำต้นกล้วยขนาดกลางมาประดิษฐ์ตกแต่งเสริมด้วยเครื่องถวายไทยทานพระสงฆ์ อาทิเช่น ดอกไม้เงินตามกำลังศรัทธา สมุด ปากกา ดินสอ ฯลฯ ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของชาวบ้านในละแวกใกล้เคียงกัน ร่วมกันสร้างต้นผ้าป่าสามัคคีขึ้น ที่เรียกว่า ต้นกัณฑ์หลอนหลังจากประดับประดาตกแต่งอย่างสวยงามแล้ว ก็จะมีการ แห่กัณฑ์หลอน จากหมู่บ้านไปยังวัดบ้านผำใหญ โดยมีวงดนตรีอีสานประยุกต์ เพชรตาลเดี่ยวร่วมบรรเลงเพื่อสร้างความสนุกสนานรื่นเริง

         พอถึงภายในวัด จะแห่รอบศาลาการเปรียญ ๓ รอบ หลังจากนั้นก็จะทำการถวายแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์สวดมนต์ ให้ศีล ให้พร ทุกคนรับศีล รับพร กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร บุพการีที่ล่วงลับไปแล้ว เป็นอันเสร็จพิธี

 

        นอกจาการร่วมทำบุญในครั้งนี้แล้ว ยังเป็นการรวมกลุ่มเพื่อน พี่ น้องสมัยเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนชุมชนบ้านผำด้วย การสอบถามข่าวคราว สารทุกข์สุขดิบกัน คุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แถมยังได้ทำหน้าที่ของประชาชนที่ดีในการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านแทนคนเก่าที่มีวาระครบ ๕ ปีอีกต่างหาก

 

จบจ้อย!!...

(THE END)

 

 

สุเทพ ธุระพันธ์

๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒

 

อ้างอิง

 

http://travel.sanook.com/trip/trip_10270.php (๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒)