เสร็จสิ้นจากการประชุมวิชาการ  ข้าพเจ้าก็นัดแนะกับหมอรุ่นน้องที่คุ้นเคยกัน แถมสนใจในเรื่องการปฎิบัติสมาธิภาวนาเหมือนๆกัน เดินทางออกจากเมืองบางกอก  ไปที่ อ.ศรีราชา  เราสี่คนมุ่งมั่นไปที่นั่นเพื่อจะไปยังสวนสันติธรรม  เราต่างตั้งใจจะไปกราบหลวงพ่อปราโมช  ปราโมชโช    แถมนัดแนะกับรุ่นพี่ที่สนิทคุ้นเคยกันไว้ที่นั่น   กว่าเราจะฝ่ารถติดในเมืองบางกอกออกไปถึงที่นั่นก็มืดค่ำ  รุ่นพี่ท่านนี้ก็ใจดีเหลือหลายพาพวกเราไปทานมื้อค่ำกันที่ร้านอาหารร้านหนึ่งริมทะเล   เราพูดคุยกันหลายๆ เรื่อง  โดยเฉพาะการปฎิบัติสมาธิภาวนา  รุ่นพี่ไปสวนสันติธรรมแทบทุกอาทิตย์   และได้บอกเล่าถึงความเปลี่ยนแปลง และความสุขที่ได้จากการเดินเข้าสู่เส้นทางสายนี้ให้เราฟังด้วย   

 รุ่นพี่บอกว่า   ..ที่ผ่านมาผมทะเลาะกับคนมากมาย แต่ตอนนี้ไม่เห็นมีใครมาทะเลาะกับผม   และแถมท้ายว่า  สิ่งที่เราควรรู้ก็คือ  หลายสิ่งที่เรามีอยู่ทุกวันนี้  ล้วนแล้วแต่ไม่จำเป็นต่อชีวิต   ลองคิดดูสิว่า  ของที่เรามี  อะไรที่เราซื้อหามาไว้นั้น  มีอะไรที่จำเป็นจริงๆมั่ง   บางอย่างเราไม่เคยได้ใช้มันเลยด้วยซ้ำ  แต่เราก็ซื้อหามันมาเก็บไว้  ….เพราะกิเลสนั่นแหละ  แต่เราไม่รู้ตัว    แถมยังบอกอีกว่า ไม่ใช่เฉพาะของใช้แพงๆ  อย่าง มือถือ หรือ กล้องถ่ายรูปหรอก  เรื่องพื้นๆ ก็กลายเป็นของไม่จำเป็นได้  และเราก็มักจะหามันมาสะสมไว้จนเกินพอดี    แล้วรุ่นพี่ก็เล่าตัวอย่างเรื่องนี้ให้ฟัง ว่า

  ผมมีพื้นที่ว่างส่วนหนึ่งที่หลังบ้าน  ผมก็เลยปลูกกล้วยไม้  ทีแรกก็ปลูกเล่นๆ   หาซื้อมาตอนแรกต้นกล้าก็ไม่กี่บาท  ปลูกไปปลูกไป เห็นมันสวยดีก็ซื้อมาเพิ่ม  เห็นพันธุ์นี้ดีก็ซื้อมาปลูก  แล้วก็ซื้อแพงขึ้นเรื่อยๆ  ตอนนี้ชักมีเต็มบ้าน  จากทีแรกซื้อมาราคาไม่มาก  เริ่มซื้อต้นพันธุ์ราคาหลายร้อย มาปลูก  หลังๆ จะกลายเป็นราคาแพงขึ้นหลักพัน  เราไม่ทันรู้ตัวหรอก  ถ้าไม่มีสติ  เราก็ไม่ทันกิเลส   การปลูกกล้วยไม้แบบนี้กลายเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยไปในทันที  ลูกสาวผมถึงกับบอกว่า  พ่อควรปลูกกล้วยไม้แบบพอเพียง   ….” 

ข้าพเจ้าได้ยินก็รู้สึกทึ่งทีเดียว  จริงๆ ด้วย  มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เรามักจะนึกไปไม่ถึง และรู้ไม่ทัน   บางทีเราคิดว่า  เราไม่ได้ฟุ่มเฟือยอะไร  แต่เราก็มีและสะสมบางสิ่งเกินจำเป็นจริงๆ 

 

ในค่ำวันนั้น ไม่มีการถกเถียงกันเรื่องโลกนี้โลกหน้า  แต่เรานั่งสนทนากันเรื่องความเปลี่ยนแปลงในชีวิต หลังจากเข้าสู่วิถีแห่งการปฎิบัติสมาธิภาวนา    เรื่องของศาสนาพุทธกับการนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน   ข้อสรุปก็คือ เราไม่จำเป็นต้องเลิกทำงาน หรือลาไปบวช เพื่อศึกษาพระธรรม หรือปฎิบัติธรรม    เพียงแต่เรานำพระธรรมคำสอนมาปฎิบัติใช้ในชีวิตประจำวันของเรา  ก็จะเกิดประโยชน์ต่อชีวิต

ข้าพเจ้าเลยถามทีเล่นทีจริงว่า 

   ถามอีกข้อเถอะพี่   สรุปแล้ว การมีครอบครัว ไ ม่ได้เป็นอุปสรรค ต่อการปฎิบัติสมาธิภาวนา ใช่หรือไม่ ?

รุ่นพี่บอกว่า 

 “ไม่เป็นปัญหา  ผมก็ใช้ชีวิตดังเดิม  ไปดูหนัง ไปเดินห้าง  พาลูกไปเที่ยว ใช้ชีวิตทางโลกไป  มีโอกาสก็พาลูกไปวัด  เดี่ยวนี้ก็ไปกันทั้งบ้าน   แต่ก็ลดงานบางอย่างลง  กิจกรรมบางอย่างที่ไม่เป็นประโยชน์ ไม่มีสาระสำคัญก็ตัดออกไปบ้าง  จะได้มีเวลาที่จะนั่งสมาธิ  และฝึกภาวนามากขึ้น   ออกกำลังกายบ้าง .ถ้าเราคิดว่าการภาวนานั้นสำคัญจริง  เราก็จะมีเวลาให้กับสิ่งนี้เอง 

  แถมรุ่นพี่ยังพูดย้ำกลายๆ ว่า  เวลานั้นหาได้   มีได้เสมอ  การอ้างว่าไม่มีเวลาไปภาวนา   มีครอบครัวแล้วไปภาวนาไม่ได้  มันเป็นเพียงข้ออ้าง   ถ้าสิ่งใดที่เราเห็นว่าสำคัญต่อชีวิตอย่างแท้จริง  เราย่อมมีเวลาให้มันเสมอ   จะมีอะไรสำคัญไปกว่านี้อีกหรือ  ???    

 (   การภาวนาสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดในชีวิต   อะไรประมาณนั้น   )

 

เช้ามืดวันถัดมา  เราทั้งสี่คน และรุ่นพี่ท่านนี้พร้อมครอบครัว อันประกอบด้วยภรรยาและลูกสาวทั้งสาม ก็พากันไปยังสวนสันติธรรม   ภรรยาของรุ่นพี่ก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นเพื่อนของ ข้าพเจ้านั่นเอง นี่เป็นการไปวัดที่อาจจะแปลกกว่าที่ใดๆ   ที่ข้าพเจ้าเคยไป 

เมื่อเข้าไปในบริเวณวัด ก่อนเข้าสู่ศาลาเพื่อฟังธรรมเทศนา   จะมีรูปปั้นของหลวงปู่ดูลย์  ยืนอยู่   นี่คือครูบาอาจารย์ที่หลวงพ่อปราโมช กล่าวถึงบ่อยที่สุด  ท่านคือผู้ที่สอนว่า

 

                                      จิตที่ส่งออกนอก             เป็นสมุทัย

                                      ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก     เป็น ทุกข์

                                     จิตเห็นจิต       เป็นมรรค

                                      ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต     เป็นนิโรธ

 

ในเวลาเช้าอย่างนั้น  มีผู้คนมากมาย  หลายคนได้ไปยังศาลาด้านซ้ายมือ  ดูเหมือนจะเป็นโรงอาหาร   ต่างคนต่างจัดข้าวปลาอาหารที่เตรียมมาใส่ถาดเพื่อถวายพระ   ข้าพเจ้าพบว่าข้าวปลาอาหารนั้นมีมากมายหลายชนิด   แล้วแต่ใครจะเตรียมอะไรมา  มีทั้งผลไม้ ของหวาน  ขนมต่างๆ     บางคนก็จัดดอกไม้ใส่แจกัน นำไปตั้งวางไว้ในศาลาที่ฟังธรรม   เมื่อจัดเสร็จจะมีการยกถาดอาหารลำเลียงเข้าไปในศาลาเพื่อเตรียมถวายพระ

เวลา 7.30 น. ทุกคนก็ไปนั่งพร้อมกันที่ในศาลาเพื่อฟังธรรม   ต่างคนต่างจองที่นั่ง เพื่อจะอยู่ด้านหน้า    จะได้ฟังธรรมบรรยายจากหลวงพ่อใกล้ๆ     เมื่อหลวงพ่อออกมาท่านก็กราบพระพุทธรูป แล้วก็เริ่มมีธรรมเทศนา    ไม่ได้มีพิธีอะไรมากมายจากที่เคยเห็นๆ  มา  ในวัดอื่นๆ  ท่านเทศน์สอนเรื่องการปฎิบัติล้วนๆ   ไม่ได้สอนเรื่องบุญ เรื่องบาป  ไม่ได้สอนว่าศีลห้ามีอะไรบ้าง    โยมมารับศีลกันเถอะหรืออะไรเทือกนั้น    ท่านไม่ได้พูดถึงนรกสวรรค์  ไม่ได้กล่าวย้ำเรื่องเดิมๆ ที่เรามักได้ยินเวลาไปวัด ไม่ได้สวดมนต์สาธยายอะไรมากมาย    แต่ท่านกล่าวถึงหัวใจ และคำสอน พร้อมหลักปฎิบัติธรรมล้วนๆ    พอถึงแปดโมงเช้า  ท่านก็บอกว่า  วันนี้เอาแค่นี้นะ  ป่ะไปทานข้าวได้   พระก็จะรับอาหารที่โยมนำมาถวาย  อาหารที่เหลือทั้งหมด ซึ่งมีอยู่มากมาย   ก็จะถูกลำเลียงออกมาทางโรงอาหารด้านนอก  ญาติโยมที่มาวัดทั้งหลายก็ไปเข้าแถว  ตักอาหารกิน ไม่จำเพาะว่าเป็นอาหารของใคร   นี่ เป็น เหมือนการนำอาหารมาถวายพระและมาแบ่งปันกัน แบบสังฆะกลุ่มใหญ่   เท่าที่ดูวันนั้นมีคนมาวัดเกือบสองร้อยคนก็ว่าได้   เราทั้งสี่คนจึงได้กินมื้อเช้าฟรีที่วัดนี้ ไปโดยปริยาย 

หลังทานเสร็จต่างคนก็ต่างล้างจานของตน  นำไปเรียงเก็บไว้ในที่ที่ทางวัดมีให้  พูดคุยทักทายกันบ้าง    จากนั้นก็กลับเข้าไปในศาลาอีกครั้ง  เพราะเป็นช่วงถามตอบ  หลวงพ่อจะตอบปัญหาข้อติดขัดต่างๆ    ที่ผู้ปฎิบัติธรรมยังข้องใจ หรือสงสัย   หรือไม่เข้าใจ  และท่านก็เน้นย้ำว่า  ถ้าเข้าใจแล้วไม่ต้องถามนะ      ถามในสิ่งที่คิดว่าจำเป็น  แต่ก็ยังมีผู้ถามมากมายหลายคนเช่นเคย

 

ในช่วงเวลานั้นข้าพเจ้าก็ประจักษ์แจ้งแก่ใจว่า  ผู้คนในที่นี้คือคนที่มาวัดเพื่อมาศึกษาพระธรรมคำสอน   ของพระพุทธองค์ และตั้งใจนำไปปฎิบัติ  คนเหล่านี้ไม่ได้มาสนใจในเปลือกนอกของพุทธศาสนา ไม่ได้มาเอาบุญ   หรือมุ่งสู่สวรรค์ชั้นฟ้า   ทุกคนต่างมาศึกษาเรียนรู้เรื่องกายใจของตัวเอง  และเรียนรู้วิธีพ้นทุกข์   และวิธีการใช้ชีวิตอย่างสันติสุข     ประเด็นเรื่องโลกนี้โลกหน้า  เรื่องนรกสวรรค์ ไม่ใช่สิ่งที่จะสนใจอีกต่อไป   แต่ต่างสนใจเรื่องในปัจจุบันขณะกันมากกว่า    หลวงพ่อกล่าวว่า อย่ามาภาวนาด้วยความอยาก   ไม่ควรกด ไม่ควรบังคับจิต     ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ   ถ้าตั้งใจมาก ท่านก็บอกให้ปล่อย  ให้ไปฟังเพลงให้ไปทำงานเสียบ้าง

ใครที่ตั้งใจมากมุ่งมั่นมาก  ท่านก็บอกว่าให้เลิกปฎิบัติไปสักพักจะดีกว่าไหม๊   เครียดมากไป    ท่านว่าถ้าหวังจะได้นั่นได้นี่ก็ยังไม่พ้นจากกิเลส    อย่าบังคับจิตใจตนเอง   เราก็เป็นคนธรรมดานะ   ปฎิบัติแล้วต้องเป็นคนธรรมดาๆ  ไม่ใช่มาปฎิบัติแล้วคิดว่าตนเองดีวิเศษกว่าคนอื่นๆ   ท่านเน้นย้ำแบบนั้น 

 

สิบโมงเช้า หลวงพ่อก็เชิญญาติโยมกลับบ้าน   เพราะหลังจากนั้นหลวงพ่อมีกิจที่จะสอนพระอีกหลายๆรูปที่มาฝึกปฎิบัติที่นี่

และจากนี้จะเป็นช่วงเวลาของพระที่จะทำกิจวัตรประจำวันต่างๆของท่าน    ญาติโยมที่เหลือก็จะพากันทะยอยออกมาเข้าแถวรับแจกหนังสือธรรมะ   ซีดีธรรมบรรยายต่างๆ   จะบริจาคอะไรหรือไม่แล้วแต่จิตศรัทธา  แต่ทางวัดก็มีกล่องรับบริจาค  จัดวางไว้ให้

 

ก่อนกลับออกมา  ขณะที่ผู้คนต่างพากันทะยอยออกจากศาลาวัด   ข้าพเจ้ากับกัลยาณมิตรที่ไปด้วยกัน ก็ขยับไปทางด้านหน้าไปกราบพระประธาน    แถมถือโอกาสไปดูหลวงพ่อปราโมชในระยะใกล้ๆ      เพราะท่านกำลังนั่งสอนบรรดาพระอยู่   เข้าใจว่ากำลังสอบอารมณ์พระที่มาปฎิบัติ     ท่ามกลางผู้คนที่กำลังลดน้อยไปเรื่อยๆ  เพราะต่างทะยอย เดินออกจากศาลาฟังธรรมแห่งนี้

ข้าพเจ้าสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความเมตตาอย่างเหลือล้นของหลวงพ่อปราโมช  เป็นพลังความรู้สึกที่เมตตาและเยือกเย็นอย่างประหลาดของท่าน   ข้าพเจ้าเกิดความปิติขึ้นมาอย่างมากในใจ    และอย่างไรไม่รู้ที่ข้าพเจ้าเหมือนจะน้ำตาไหลออกมาด้วย

 

กัลยาณมิตรที่ไปด้วยกันแซวว่า ข้าพเจ้านั่งจ้องมองหลวงพ่อไม่วางตา    เหมือนเด็กตัวเล็กๆ  ที่มองอะไรสักอย่างที่สนใจมากกว่าปกติ   ไม่เพียงแต่ข้าพเจ้าเท่านั้น เพราะเราทั้งหมดที่ไปด้วยกันก็มีอาการดังว่า   คือนั่งจ้องมองหลวงพ่อปราโมช   อยู่อย่างนั้นตั้งนาน   จนโยมผู้ชายที่นั่งอยู่ด้านหน้าศาลา มองดูพวกเราแล้วก็ยิ้มขำๆ

 

ข้าพเจ้าไม่ได้ถามสิ่งใด เพราะมีคนยกมือถามท่านมากมายเหลือเกิน   แต่น้องที่ไปด้วยกันก็ยกมือขึ้นถาม

ก่อนที่จะพูดอะไร  หลวงพ่อก็ทักว่า “ กลัวหลวงพ่อใช่ไหม๊ “     น่าแปลกใจที่ว่า  บางครั้งคนที่ถามยังไม่ได้กล่าวถามอะไรมากมาย  แต่หลวงพ่อสามารถรับรู้และเข้าใจในสิ่งที่เป็นปัญหาของคนคนนั้นได้ในเพียงเสี้ยววินาที   และชี้นำหลักปฎิบัติ  และสภาวะธรรมบางอย่างที่ต้องแก้ไขได้

หลังจากไปที่สวนสันติธรรมถึงสองวันติดกัน  ข้าพเจ้าถึงกับกล่าวกับน้องๆที่ไปด้วยกันว่า   หลวงพ่อท่าจะรู้วาระจิตเป็นแน่    เพราะท่านรู้อะไรหลายอย่างในจิตใจของผู้ถามมากกว่าคำพูดที่พวกเขาจะเอื้อนเอ่ยออกมาด้วยซ้ำ  แถมด้วยพลังแห่งความสงบเย็นและเปี่ยมไปด้วยความเมตตาที่สัมผัสได้นั้น   เป็นสิ่งที่น่าประหลาดใจมากทีเดียว    และข้าพเจ้าก็ไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดที่ชัดเจนให้ใครต่อใครเข้าใจได้เช่นกัน  โดยเฉพาะกับบรรดาผู้รู้และผู้คิดแบบนักวิทยาศาสตร์ ทั้งหลาย  เพราะท่านเหล่านี้คงจะคิดว่าข้าพเจ้าปรุงแต่งคิดไปเอง   ทำนองว่าชักจะเพี้ยนๆ   ที่มาบอกว่า  ตนเองสัมผัสกับพลังอะไรบางอย่างได้   ฟังดูนอกเหตุเหนือผล   และเพ้อเจ้อพิกล

 

แต่สำหรับคนที่ปฎิบัติสมาธิภาวนาหลายๆ คน ที่ได้อ่านมาถึงตรงนี้    คงจะเข้าใจว่าข้าพเจ้าหมายถึงอะไร

(  โดยเฉพาะใครก็ตามที่เคยปฎิบัติสมาธิภาวนา และ  ได้เคยไปยังสวนสันติธรรมมาแล้ว )