จำได้ว่า ครั้นทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัยช้าง ในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัย ตามตำแหน่งที่เขารับเข้าทำงาน มหาวิทยาลัยช้างจะมีจัดการ "ปฐมนิเทศ" พนักงานใหม่ อาจารย์ใหม่ ซึ่งก็มีทั้งการจัดตามสถานะแยก และสถานะรวม เพื่อให้พนักงานใหม่ได้มองเห็นภาพการทำงานของตนเองได้ชัดเจนมากขึ้น รวมทั้งบทบาทและหน้าที่ของมหาวิทยาลัย อีกประการที่เป็นประโยชน์มหาศาล ก็คือ ความสัมพันธ์ของพนักงานที่ทำงานต่างคณะ ต่างหน่วยงาน ที่จะมีการร่วมไม้ร่วมมือกันในอนาคต ทำให้องค์กรสามารถพัฒนาและเดินไปด้วยความราบรื่นและคล่องตัว
มหาวิทยาลัยท้องถิ่นของผม ยกฐานะการเป็นมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 2547 ... ซึ่งผมคือ กลุ่มคนกลุ่มแรกที่เข้ามาอยู่ในฐานะมหาวิทยาลัยตามกฏหมายข้อบังคับ จำได้ว่า รุ่นผมมีเพียงครั้งเดียวที่มีการจัดประชุมรวมของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองสาย คือ สายปฏิบัติการ และสายวิชาการ โดยประเด็นสำคัญในครั้งนั้น คือ การทำ SWOT และสวัสดิการด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะการขึ้นเงินเดือนให้เทียบเท่ากับมหาวิทยาลัยที่มีพนักงานมหาวิทยาลัยเหมือนกัน แต่ ... พูดไปก็สองไพเบี้ย ... มีแต่การโปรยคำหวานจากผู้บริหาร หากไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งที่ต้องการทำแม้แต่อย่างเดียว เงินเดือนของเราเริ่มต้นเท่ากับ "ลูกจ้างชั่วคราว" เท่านั้น
นั่นเป็นครั้งเดียว ...
หลังจากนั้นในทุก ๆ ภาคเรียน มหาวิทยาลัยจะมีการประกาศรับและเปิดสอบอาจารย์ใหม่อยู่ตลอดเวลา แล้วแต่สาขาวิชาใดขาดแคลน อาจารย์ไม่พอ อาจารย์เกษียณ เป็นต้น
พวกเราในฐานะพนักงานมหาวิทยาลัยรุ่นเก่า เราสามารถรู้จักน้อง ๆ พวกนี้ได้ก็แค่ตอนประชุมมหาวิทยาลัย อธิการบดีจะแนะนำพนังานมหาวิทยาลัยใหม่ให้ที่ประชุมว่า เป็นใคร อยู่สาขาใด จบที่ใดมา แต่ไม่มี "ความสัมพันธ์แบบแนบสนิทพี่ ๆ น้อง" กันแต่อย่างใด ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ไร้ความเกี่ยวข้องกัน
และไม่เคยมี "การปฐมนิเทศ" ของพนักงานมหาวิทยาลัยทั้งสองสาย แม้แต่ครั้งเดียว
ผมเคยได้มีโอกาสนำเสนอเรื่องนี้ในที่ประชุมของมหาวิทยาลัยครั้งหนึ่ง แต่ก็เหมือน "สีซอ..." ไม่เคยมีใครสนใจประเด็นสำคัญประเด็นนี้
มหาวิทยาลัยมีแต่ "สภาอาจารย์และข้าราชการ" ไม่มี "สภาอาจารย์" ที่หมายรวมถึง พนักงานมหาวิทยาลัย เข้าไปด้วย
การที่ไม่มี "การปฐมนิเทศ" พนักงานใหม่ ๆ ที่เพิ่งเข้ามา ทำให้ขาดการติดต่อกันโดยตรง ระหว่างพนักงานรุ่นเก่ากับรุ่นใหม่ อาจารย์เก่ากับอาจารย์ใหม่ ไม่มีใครรู้จักใคร ไม่รู้ว่าใครเป็นพี่ ไม่รู้ว่าใครเป็นน้อง เดินกันจะชนกันตาย ขาดสัมมาคารวะต่อกันอย่างมาก ยิ่งไปกว่านั้น ผมพบว่า เด็กรุ่นใหม่ที่มาเป็นอาจารย์นั้น มือหนัก คิดว่าตัวเองเก่งกาจฉกาจฉกรรจ์ ไม่เคยไหว้อาจารย์ผู้อาวุโสกว่า
การที่ไม่มี "การปฐมนิเทศ" ทำให้การรวมตัวกันทำงานในต่างคณะ เป็นไปด้วยลำบาก แต่ง่ายต่อการควบคุมของผู้บริหารมหาวิทยาลัย
เคยมีอาจารย์เสนอว่า ควรจัดตั้ง "สมาคมพนักงานมหาวิทยาลัย" ขึ้น แต่อธิการบดีดูเหมือนไม่ปลื้มนัก เพราะกลัวการรวมตัวและข้อเรียกร้องที่จะตามมาอีกมากมาย จึงทำเป็นไม่สนใจ แล้วบอกให้รอก่อน
เมื่อผู้บริหารมหาวิทยาลัยคิดแบบนี้ มันเป็นการกีดกั้นการทำงานอย่างมีส่วนร่วมในอนาคต ของบุคลากรคนรุ่นใหม่ ทำให้เสียเวลาในการทำความรู้จักกัน เรียนรู้กันไปเยอะ ทำให้เกิดช่องว่างในการทำงานอย่างรุนแรง ไม่ปะติดปะต่อกัน
ผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็มีแต่ผู้อาวุโส แต่เลือกที่ยึดติดกับตำแหน่ง เหมือนประหนึ่งจะเป็นผู้บริหารจนตายคาเก้าอี้กันไปข้าง
ผลข้างเคียงที่เห็นได้ชัดกันใน พ.ศ.นี้ ก็คือ มหาวิทยาลัยไม่มีผู้บริหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อบริหารอีกต่อไป มีช่องว่างที่ห่างมาก คนอายุ 30 ปลาย ๆ ถึง 40 กว่า ๆ น้อยลง ส่วนใหญ่มีแต่คนอายุน้อย ๆ ที่ไม่ได้รับบทบาทในการทำงานมากนัก นอกจากทำหน้าที่สอนเท่านั้น บทบาทอื่นก็น้อยลงไป ถ้าขึ้นเป็นระดับผู้บริหารได้ ก็เป็นแค่ "หุ่นเชิด" ของคนที่เชิดเท่านั้น ไม่ได้มีบทบาทและวิธีคิดอะไร นอกจากทำตามคำสั่ง
ในปี 2552 - 2554 นี้ จะมีการหลั่งไหลของอาจารย์ที่จะเกษียณอายุอีกมากมาย ร้อยละ 30 - 40 เปอร์เซ็นต์ แล้วเมื่อท่านอาจารย์เหล่านั้นเกษียณอายุไป แล้วมหาวิทยาลัยจะอยู่กันได้อย่างไร เมื่อไม่มีการต่อยอดความรู้เรื่องของการรวมตัวและช่วยพัฒนามหาวิทยาลัยกันล่ะครับ
พนักงานมหาวิทยาลัยจะมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปี ในขณะที่ข้าราชการจะลดลงไปเรื่อย ๆ จนประมาณปี 2575 ข้าราชการจะหมดไปครับ
หากไม่รีบมอบหมายบทบาท ฝึกฝนกับคนรุ่นใหม่ ก็อย่าไปหวังเลยว่า มหาวิทยาลัยจะพัฒนาได้เหมือนมหาวิทยาลัยที่อายุน้อยกว่า แต่ไปโลกพระจันทร์กันหมดแล้วครับ
ทั้งหมดเป็นบันทึกความคิดส่วนตัวครับ ... คิดไว้เพียงเพื่อให้มหาวิทยาลัยก้าวหน้าและมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนในองค์กรได้ดีมากขึ้นกว่าที่เป็น ... คิดไว้เพื่อมองปัญหาที่เกิดขึ้น ... เพื่ออาจจะมีการแก้ปัญหานี้ในอนาคตอันใกล้ ก่อนที่สายเกินไป
ขอบคุณครับ :)
ป.ล. ในที่นี้ "อาจารย์ใหม่" รวมถึงบุคคลที่โอนมาจากหน่วยงานอื่นด้วย เช่น สพฐ. , สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นต้น
แวะมารับทราบค่ะ
ปฐมนิเทศสำคัญมากครับ อย่างน้อยก็ทำให้อาจารย์ใหม่ได้เรียนรู้วัฒนธรรมองค์กร และก็ถือว่าเป็น KM อย่างหนึ่ง สร้างบรรยากาศของการกระชับมิตร
อีกไม่กี่วัน ผมจะไปร่วมงานปัจฉิมนิเทศ นศ. สสสส.๑ ที่จะจบการศึกษา อบอุ่นมากครับ เรามีทั้ง ปฐม - ปัจฉิม กระบวนการเหล่านี้ทางหลักสูตรให้ความสำคัญครับ
ด้วยเหตุนี้กระมัง ที่วัฒนธรรมไทย ผู้น้อยต้องเคารพผู้ใหญ่
ถูกลบเลือนไปทีละน้อย ค่อยๆจางหายไปทีละนิด
ไม่ใช่ใครอื่น ผู้ใหญ่เองนี่แหละที่ละเลย เพิกเฉย
ไม่คิด หรือคิดไม่ถึง ???
มากล่าวหาว่าเด็กๆก้าวร้าว ไม่มีสัมมาคารวะ
บาปบริสุทธิ์แท้ๆ
ต้นแบบไม่ดี แล้วจะปลูกฝังเด็กๆได้อย่างไร
ระวังนะคะอาจารย์!!!!
อยู่นอกมหาลัยจะถูกอาจารย์รุ่นน้องรุม..))))
เพราะไม่รู้ว่าอยู่สถาบันเดียวกัน อิอิ...
ผมเข้าทำงานในรุ่นที่ไม่มีงบปฐมนิเทศฯ กว่าจะทำงานได้อยู่ในร่องในรอย ต้องศึกษา (งมโข่ง)จากโต๊ะข้างๆ (รุ่นพี่) หลายปี
แปลกใจว่ามองข้ามความสำคัญของการปฐมนิเทศได้อย่างไร!!
;)
ขอบพระคุณครับ คุณ berger0123 ... :)
สวัสดีครับ คุณเอก จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร :)
ผมเองก็เฝ้าสังเกตมาหลายปีครับ ... ไม่มีจริง ๆ
แทบไม่มีการพบปะกันระหว่างอาจารย์ต่างคณะฯ เลย ถ้าไม่มีการประชุมมหาวิทยาลัยครับ
ผู้บริหารไม่ค่อยชอบเรื่องการรวมตัวกัน เกรงประชาคมมากมายครับ
การพัฒนาศักยภาพของมหาวิทยาลัยคงไม่มีต่อไปอีก 4 ปี ครับ หลังจากหยุดมาแล้ว 4 ปี
ขอบคุณครับ :)
สวัสดีครับ คุณครูจุฑารัตน์ NU 11 :)
ใช่แล้วครับ อาจารย์น้องใหม่ขาดสัมมาคารวะค่อนข้างหนักหนาพอสมควรครับ ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ... เรื่องนี้อาจจะได้เขียนบันทึกเล่าเรื่องราวกันไปได้เลยล่ะครับ
สาเหตุหนึ่ง คือ ไม่มีการให้ความสำคัญกับการปฐมนิเทศ ครับ
เมื่อไม่มีการปฐมนิเทศ คนใหม่ ๆ ที่เข้ามาก็ถูกเป่า ทำให้เขว้โดยพวกที่ไม่ดีได้ครับ เชื่อว่า เป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่จริง มีคนคอยยุยงส่งเสริมให้เข้าข้างตัว พวกคนไม่ดี
ออกนอกมหาวิทยาลัยเอาเป็นวิ่งเร็วที่สุดดีไหมครับ อิ อิ
ขอบคุณครับ :)
สวัสดีครับ คุณพิทักษ์ :)
จากการเฝ้าสังเกตมาตั้งแต่มาทำงานนะครับ
มันเป็นเจตนาของผู้บริหารจริง ๆ ครับ กลัวเรื่องการรวมตัวต่อสู้กับความไม่ชอบมาพากลของผู้บริหารเอง
5 ปีที่ผ่านมา ไม่มีจริง ๆ ครับ การปฐมนิเทศ
ขอบคุณนะครับ :)