(เจอหน้าสนทนาไขว้คว้าหาความรู้ไปเรื่อยๆ)

วันนี้นึกว่าจะได้นั่งทำการบ้านสบายๆ ก็มีงานด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋ายิ่งกว่า EMS เสียอีก ผมมีเรื่องที่จะไปโม้ที่สำนักปลัดกระทรวงเกษตรฯพรุ่งนี้ และเมื่อคืนเลขาฯผู้ใหญ่ท่านหนึ่งโทรมาบอกว่าพระอาจารย์จะชวนคุยเรื่อง ต้นไม้ จะนัดมาเร็วๆนี้..ผมก็ต้องตะกายหาความรู้นะสิครับ บังเอิญเป็นคนวาสนาดี ไปคุยกับใครก็ได้ความรู้มาพออาศัย แถมพวกเรามีต้นทุนพวกนี้อยู่แล้ว แต่ยังไม่มีจังหวะขยับดินพอกหางหมูที่อยู่ในหัวใจออกมา

(คุยเงียบๆ อย่าส่งเสียง ส่งใจได้อย่างเดียว)

กอล์ฟ เจ้าลูกชายโทน กับ เม้งเยอรมัน มาทักทายแต่เช้า กอล์ฟมาหารือเรื่องจะขยับวันจัดค่ายชาวปูนซีเมนต์ ไปวันที่ 7-9 เมษายนไปชน กับคณะป.เอก มหาสารคาม เม้งเล่าว่า..เพิ่งกลับจากเวียตนาม เพิ่งแยกจากโปรเฟสเซอร์เมื่อวาน คุยเรื่องงานวิจัยที่จะทำร่วมกัน เน้นการเกษตรและต้นไม้ ในเชิงเข้าใจธรรมชาติสู่การนำไปใช้แนะนำเกษตรกร แต่มันเป็นเชิงโมเดลลิง โจทย์เม้งมีเบื้องต้นดังนี้

  1. ศึกษาและอธิบายโครงสร้างและกระบวนการในต้นไม้แต่ละชนิด ตลอดถึงการสังเคราะห์ืแสงดูดน้ำอาหารและการสำรองอาหาร
  2. ศึกษาให้เข้าใจในต้นเดียว แล้วขยายสู่การปลูกหลายๆต้นตามสภาพจริง
  3. ศึกษาการให้น้ำ/อาหารในปริมาณที่ต้องการจริง ไม่ต้องให้ปุ๋ยเกินความจำเป็น น้ำในปริมาณที่พอเหมาะ และให้ปัจจัยให้ถูกที่
  4. เชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำ

เม้งบ่นว่าเราขาดแคลนเรื่องข้อมูลที่มี คุณภาพ ครูคิดดูนะครับ หากประเทศไทยนี้มีแต่ ดร.ที่ทำงานไม่เป็น หรือทำวิจัยไม่ได้ แล้วความรู้ใหม่ๆจะหวังไว้กับใครครับ ปัญหาคือจะทำอย่างไรให้ทุกคนคิดที่จะวิจัย(ใจ)ด้วยตัวเองในทุกระดับครับ ระดับชาวบ้านเป็นผู้ปฏิบัติงานอย่างเชี่ยวชาญ แต่เราเคยให้ความสำคัญไหม? ระดับชาวบ้าน แบบระดับทำ ไม่ใช่ระดับเล่น เอาเงินไปโยนเล่นๆ ไม่ได้เลยครับ เพราะนั่นคือปากท้อง ทางเกษตรในไทยไม่ได้สนใจข้อมูลเบื้องต้นของต้นไม้ในขณะที่ยังเป็นกิ่งก้าน สาขา สิ่งที่ทำๆกันมา พูดง่ายๆคือ หากต้องทำวิจัยด้านนี้ เราต้องออกแบบการทดลองกันเอง โดยปรึกษานักพฤษศาสตร์ เกษตรศาสตร์ จริงๆระดับชาวบ้านนะดีที่สุด เพียงแต่เราขาดเครื่องมือ หากชาวบ้านทำวิจัยไปด้วย ชาวบ้านจะเป็นนักวิจัยที่แท้จริง แต่หากชาวบ้านโดนชักไปในทางที่เน้นผลผลิตอย่างเดียว พวกสารเร่งทั้งหลายก็จะเข้าไปมีบทบาทสูงมาก แล้วส่งผลกระทบต่อระบบน้ำ ระบบดิน อื่นๆต่อไป

ข้อนี้ตรงกับที่ ดร.ประทีป วีระพัฒนานิรันดร์ เล่าเมื่อคืน ..เราใช้ปุ๋ยแบบฟุ่มเฟือย นอกจากปุ๋ยปลอมแล้ว ผมเห็นว่าชาวบ้านยังเจอคำแนะนำปลอม วิธีการส่งเสริมปลอม อีกด้วย ไม่เจ๊งก็ไม่รู้จะเป็นยังไงแล้วละขอรับ การส่งเสริมให้ชาวบ้านเป็นผู้วิจัยหาความรู้เอง เอาพื้นที่เพาะปลูกเป็นตำรา เอาวิชาความรู้เป็นเครื่องมือ งานวิจัยแบบไทบ้านมันจะไปไหนเสีย.. เม้ง ยังเขย่าต่อว่า..นักวิจัยควรจะเลิกคิดเรื่องทุนวิจัยไปก่อนนะครับ ต้องคิดตัวงานมาก่อนเป้นสำคัญ แล้วค่อยไปคิดหาว่าจะหาทุนมาจากไหน งานต้องมาก่อนทุน เมื่อทุนมาก่อนงาน ไร้ทุนไร้งาน แต่หากงานมาก่อนทุน ไร้ทุนก็มีงาน เอ๊ะ..เรื่องนี้ดูท่าจะไปตรงกับที่อาจารย์แป๋วชวนไปคุยเรื่องหลักสูตร ป.โท ป.เอก คณะเกษตรศาสตร์ ม.ขอนแก่น ในวันที่ 7 เมษายนนี้ด้วย เข้าบล็อกก็ดียังงี้แหละขอรับ มีตัวช่วย มีตัวหนุน มีตัวกอด และมีตัวหิ้วปีก อิอิ..

เม้ง says:

ก่อนจาก ฝากสองคำถามครับ
เม้ง says:
คนไทยตกงานเพราะอะไร?
เม้ง says:
เพราะเลือกงานหรือว่าเพราะสร้างงานใหม่ไม่เป็น?
sutthinun says:
1เพราะไม่รู้วิธีทำงาน
sutthinun says:
2 ความรู้ไม่พอใช้
sutthinun says:
3 ประเทศนี้พัฒนาทรัพยากรมนุษย์ผิดพลาด ถ้าจะหมายถึงการศึกษาล้วนๆก็เกินไป คงเป็นเพราะคนไทยทุกคนยังทำหน้าที่ไม่เต็มลูกสูบ ไม่รักการเรียนรู้จริงๆ ไม่ยอมเขียนบล็อก จึงยังไม่รู้วิธีที่พัฒนาชาติไทย ว่าควรเริ่มที่ตนเองยังไง อิ อิ..

เมื่อวานคุยกับผู้เชี่ยวชาญเรื่องดิน ทราบว่าหน่วยงานราชการที่ทำหน้าที่เรื่องนี้โดยตรงมีเงื่อนงำไม่ยอมเผยแพร่ ข้อมูล เช้านี้ท่านบางทรายกระจายข้อมูลเป็นฉากๆ ก็ไม่ทราบว่าเราคุยเรื่องเดียวกัน หรือข้อมูลที่ตรงกันหรือเปล่า ทางราชการเปิดเผยแล้ว หรือเปิดเฉพาะที่ต้องการเผย มันเบลอๆยังไงอยู่นะ แต่เท่าที่ท่านบางทรายเล่ามา ถ้าเราเอาไปทำก็อาจจะพอคลำทางได้ไม่มากก็น้อย  ท่านรอกอดประมวลผลการคุยบนโต๊ะอาหารประมาณชั่วโมงเศษ ได้ครบเครื่องเรื่องการละเลียดความคิดความรู้สู่การนำไปถกกันต่อ..ท่านคอน เก็บตัวอย่างสาระไว้ดังนี้

อย่างไรก็ดี นั่งฟังการบรรยายแบบ non-stop ก็นับได้ว่าเป็นการเปิดหูเปิดตาเหมือนกัน มีประเด็นที่ผมจดมาสองสามเรื่อง

1. เวลาเราพูดถึงคุณภาพของดิน มีอยู่สามเรื่องที่ต้องดูไปพร้อมๆ กัน คือ

  • ความเป็นกรด เป็นด่าง ของดิน (pH)
  • ความร่วนซุยของดิน (ประเด็นของน้ำ อากาศในดิน
  • และประสิทธิภาพของราก)ปริมาณและสัดส่วนของธาตุอาหารในดิน

การ ใส่ปุ๋ย(ธาตุอาหาร)อย่างบ้าคลั่งประดุจยาวิเศษ โดยไม่เข้าใจองค์ประกอบของดินและการเจริญเติบโตของพืช จึงเป็นการสูญเปล่า ยิ่งทำยิ่งจน ส่วนคนขายปุ๋ยยิ่งรวย
2. ท่านแจ้งว่ามีแผนที่ดิน ออนไลน์อยู่ที่ www.soil.doae.go.th เมื่อผมถามว่าเป็นแผนที่หรือเป็น cross section ของดิน (มีชั้นดิน มีความลึก) ท่านว่าอย่างนั้นก็มี เว็บนี้ กลับบ้านมาตรวจสอบ พบว่าเป็นบริการตรวจสอบชุดดินของกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเราต้องให้พิกัด GPS ไป แล้วทางกรมจะค้นให้ว่าดินตรงตำแหน่งนั้นเป็นดินชุดใด ในขณะนี้ ไม่พบว่ามีข้อมูลหรือแผนที่ชั้นดินแต่อย่างใด เรื่องนี้ก็ต้องเข้าใจว่าท่านไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญทางไอที จึงอาจให้คำตอบไม่ตรงนัก แต่ผมก็เชื่อว่ากรมมีข้อมูลนี้อยู่ แต่ไม่ได้เปิดเผยออกมาทั้งหมด
3. ชาวไร่ ชาวนา ที่เผาที่ทางของตน เป็นการทำร้ายตัวเองโดยไม่รู้ตัว พืชเจริญเติบโตโดยอาศัยคาร์บอนในดินไปสร้างเป็นเชลลูโลส เมื่อเผา คาร์บอนกลายไปเป็นก๊าซ แถมไนโตรเจนในดินหายไปหมด ส่วนฟอสฟอรัสหายไป 50% — อย่าง นี้ จะต้องใส่ปุ๋ยอีกเท่าไหร่ จึงจะฟื้นคุณภาพดินให้กลับมาสู่สภาพเดิม ยิ่งทำยิ่งจน ผลผลิตต่ำลงเรื่อยๆ เรื่องนี้เป็นหนังยาวหลายตอนเสียแล้ว หากท่านใดคันความคิด อยากจะไต่แต้มความคิดก็เชิญ รับบัตรคิวต่อหางแถวเข้ามาได้เลยนะครับ ยินดีรับทั้ง ก้อนอิญ กระป๋อง ไม้ฆ้อน รอยยิ้ม และดอกไม้ อิ อิ..

 

(ลองออกแบบปกเจ้าเป็นไผ หลายๆแบบ)