วันที่ ๖ มี.ค. ๕๒ ไปประชุมคณะอนุกรรมกาสภาการศึกษาเฉพาะกิจ ปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สอง    กรรมการท่านหนึ่งคือ ศ. ดร. ศรีราชา เจริญพานิช เสนอบทความน่าสนใจมาก    ผมจึงขอมาเผยแพร่ต่อ   โดยผมไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยกับข้อความที่ท่านเขียนทั้งหมด

 

แนวทางการแก้วิกฤตการศึกษาไทย 2552

          ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นนักวิชาการ ผู้เขียนก็เห็นด้วยในหลักการที่จะปฏิรูปการศึกษาอีกรอบหนึ่ง แต่ผู้ที่จะดำเนินการปฏิรูป ควรจะต้องรู้และเข้าใจถึงปัญหาสำคัญๆ ในกระทรวงศึกษาธิการ (โดยเฉพาะการศึกษาพื้นฐาน) ที่มีผลให้เกิดความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของการจัดการศึกษาเสียก่อน จึงจะแก้ไขได้ถูกจุด หรือเกาได้ถูกที่คัน

          ผู้เขียนขอกล่าวถึงปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นโดยแยกเป็น 2 ปัญหาใหญ่ คือ เรื่องแรกการบริหารงานในกระทรวงศึกษาธิการ และเรื่องที่สองคุณภาพของการศึกษาอันเป็นผลผลิตของกระทรวงศึกษาธิการ
 
          ปัญหาแรก คือ ปัญหาการบริหารงานในกระทรวงศึกษาธิการ  ในสภาพปัจจุบันกระทรวงนี้เป็นกระทรวงที่ใหญ่มากมีบุคลากรถึงประมาณกว่า 6 แสนคน (เกือบครึ่งหนึ่งของข้าราชการพลเรือน)   ใช้งบประมาณเกือบหนึ่งในห้าของงบประมาณแผ่นดินในแต่ละปี   งบประมาณที่ใช้จ่ายมากที่สุดคือของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาพื้นฐาน(สพฐ.)    ในแต่ละปี เป็นเงินเดือนครูบวกเงินค่าตอบแทนต่าง ๆ (ถ้าจำไม่ผิด) ก็ถึงเกือบร้อยละ 80 ของงบประมาณ ของหน่วยงานนี้และเป็นหน่วยงานที่มีปัญหาภายในมากที่สุดที่มีการเมืองเข้ามาแทรกแซงมากเพราะต้องการใช้ครูเป็นฐานเสียง เพราะนักการเมืองพยายามแต่งตั้งผู้บริหาร โดยเฉพาะผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศ 175 เขต เป็นคนของพรรคตนซึ่งเป็นผลให้มีเรื่องร้องเรียนว่าการแต่งตั้งโยกย้ายครู ถูกกลั่นแกล้ง เล่นพวกเล่นพ้อง ไม่ได้รับความเป็นธรรม   มีการเรียกรับเงินแลกเปลี่ยนกับการดำรงตำแหน่ง ผู้บริหารโรงเรียนและการโยกย้ายครูภายในเขตและข้ามเขต   ซึ่งยังไม่มีครั้งใดในประวัติวงการครูที่จะมีปัญหารุนแรงเช่นนี้   บางเรื่องก็น่าพิศวงมาก เช่น ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาแต่งตั้งรองผู้อำนวยการมากถึงสิบกว่าคนหรือถึงยี่สิบคน ทั้ง ๆ ที่ตำแหน่งในทำเนียบมีเพียงไม่เกินสามคน   จึงน่าสงสัยว่าแบ่งงานกันอย่างไร  ตัวผู้อำนวยการเองยังจะมีอะไรให้ทำอยู่หรือ หรือว่าเป็นการบริหารแบบทฤษฎีใหม่   ผู้อำนวยการบางคนจึงมีงานหลักอย่างเดียวคือดูแลรับรองเจ้านายให้พึงพอใจและพาเจ้านายไปเล่นกอล์ฟเท่านั้น


          ผู้เขียนมองดูด้วยความห่วงใย เพราะประเทศไทยกำลังจะแพ้ทุกประเทศในอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้   ไม่อยากให้ท่านผู้บริหารประเทศที่ดีใช้ระบบการบริหารบุคลากรในกระทรวงศึกษาธิการมาเป็นฐานอำนาจและฐานเสียงหรือหัวคะแนน  โดยที่และหากปัญหาการบริหารงานในสพฐ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักยังมิได้รับการแก้ไขเยียวยาโดยด่วน เช่นกรณีการต่อสู้ขั้นแตกหักเรื่องกลุ่มโรงเรียนมัธยมขอแยกตัวจากกลุ่มโรงเรียนประถมก็เป็นผลพวงมาจากปัญหาครูที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดจาก อ.ก.ค.ศ.เขต ซึ่งเป็นปัญหามาก เพราะกรรมการดังกล่าวมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งมาจากผู้มีอิทธิพลเสียเป็นส่วนมาก   มีสายงานสั่งกันได้เสมือนมาเฟียไม่ปฏิบัติกันตามกฎเกณฑ์กติกา จึงทำให้วงการครูที่ตกต่ำอยู่แล้วยังมีปัญหายิ่งขึ้นไปอีก


          ปัญหาที่สำคัญที่สุดอีกอย่างหนึ่งของชาติ คือ โรงเรียนส่วนใหญ่ขาดแคลนครูดี ๆ ที่มีประสิทธิภาพในการสอนหนังสือที่จะทำให้เด็กเก่ง   เมื่อปี พ.ศ. 2530 ประมาณ 20 ปีก่อน ประเทศสหรัฐอเมริกาได้มีการตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อศึกษาและตรวจสอบดูว่าทำไมระบบการศึกษาของสหรัฐอเมริกาจึงแย่ลงจนคิดกันไปว่าอาจจะแพ้ญี่ปุ่นซึ่งเป็นคู่แข่งในทางเศรษฐกิจ   กรรมาธิการคณะนี้ได้เขียนรายงานออกมาเล่มหนึ่งชื่อ The Nation at Risk   ซึ่งในรายงานฉบับนี้ชี้ให้เห็นว่าปัญหาหลักคือการไม่ได้คนดีคนเก่งมาเป็นครู เพราะเงินเดือนครูในขณะนั้นต่ำมาก ๆ เมื่อเทียบกับวิชาชีพอื่น เช่น กฎหมาย หรือ แพทย์ จึงมีการเพิ่มเงินเดือนครูที่จะบรรจุใหม่   เพื่อดึงดูดคนเก่งเข้ามาเป็นครูสอนเด็ก ซึ่งหากมามองดูครูไทยในยุคหลัง เราไม่อาจดึงคนเก่ง ๆ มาอยู่ในอาชีพได้  คนเก่ง ๆ ก็จะไปสอบเข้าเรียนวิชาชีพอื่นกันเกือบหมด   เหลือพวกสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้มาเรียนวิทยาลัยครู จึงเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้อาชีพครูขาดแคลนคนเก่ง   ทำอย่างไรในอนาคตเราจึงจะมีครูดีครูเก่งมาก ๆ ขึ้น เพื่อที่จะทำให้คุณภาพของนักเรียนสูงขึ้น เราจึงจะไม่ถูกทิ้งไว้เป็นประเทศล้าหลังด้อยพัฒนา ผู้เขียนเสนอว่าเราอาจจะต้องสร้างครูโดยเรียนแบบอาชีพแพทย์ ที่ต้องเรียนถึง 6 ปี แล้วได้เงินเดือนสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับแพทย์ โดยมีการฝึกสอน 1-2 ปี ในหลักสูตรเป็นต้น แต่ครูหรืออาจารย์ในคณะวิชาที่ผลิตครูก็ต้องเป็นพวกหัวกะทิคั้นมาเสียก่อน มิใช่ใคร ๆ ก็สอนกันได้ เช่นปัจจุบัน

 

          ปัญหาที่สอง คือปัญหามาตรฐานทางวิชาการที่ตกต่ำมาก   อันเกิดจากการบริหารงานของผู้บริหารของกระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะในสพฐ.   กล่าวคือการที่ไม่อาจรักษามาตรฐานทางวิชาการได้ ในบางโรงเรียนเด็กจบชั้นประถมปีที่ 4 ยังอ่านหนังสือไม่ค่อยออก ครูไม่สนใจสอนมัวแต่มุ่งทำผลงานเพื่อขอตำแหน่งที่สูงขึ้นเงินเดือนสูงขึ้น   ระบบโรงเรียนที่มุ่งขยายตำแหน่งขยายซี (ระดับ)    จึงมีทั้งโรงเรียนขยายโอกาสซึ่งส่วนใหญ่ขยายชั้นเรียนจากประถมขึ้นถึงมัธยม   และบางแห่งขยายลงจากมัธยมลงมาประถมและอนุบาลโดยมุ่งให้ครูได้เข้าครบเกณฑ์คุณสมบัติที่จะเลื่อนซี (ระดับ) สูงขึ้น   ส.ม.ศ.ได้ประเมินผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนทั่วประเทศแล้ว รายงานว่าโรงเรียนประมาณสองในสามของทั้งหมด มีคุณภาพต่ำอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่พอใจและต้องปรับปรุง   ส่วนที่ประเมินผ่านคือประมาณหนึ่งในสามนั้น พวกที่อยู่ท้ายแถวก็มิใช่ว่าจะน่าพึงพอใจนัก   จึงเป็นการฟ้องถึงความล้มเหลวของการบริหารงานด้านการศึกษาของชาติมาโดยตลอด

          อีกเรื่องหนึ่งที่น่าให้ความสนใจมาก ๆ คือ เรื่องคุณธรรมจริยธรรมที่บ้านเมืองเราหาคนดีได้ยาก หานักการเมืองดี ๆ เช่นนายกรัฐมนตรีได้ยาก   เป็นเพราะผลพวงของระบบการศึกษาไทยใช่หรือไม่   เราจึงมีศรีธนชัยกันเต็มเมือง   หากเปรียบเทียบกับสังคมการเมืองของสหรัฐอเมริกา เมื่อวันสาบานตนของนายบารัค โอบาม่า เข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี แล้วเราต้องถามกลับว่าเขาฝึกคนอเมริกันได้อย่างไรที่รู้จักแพ้รู้จักชนะ และทุกคนรวมเป็นหนึ่งเดียวเพื่อผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของคนอเมริกัน จึงน่านำมาวิเคราะห์ว่าเขาจัดระบบการศึกษากันอย่างไรจึงสร้างคนได้เช่นนี้

          เพื่อมิให้สถานะการณ์เลวร้ายไปกว่านี้ เรื่องที่จะต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุด คือ การยกระดับมาตราฐานการศึกษาของชาติทั้งระบบ   หากจะทำให้ได้ผลสัมฤทธิ์อย่างเร่งด่วน ก็จะต้องคำนึงถึงการที่จะปฎิรูปหรือเปลี่ยนแปลงในเรื่องใหญ่ ๆ 3 เรื่องดังต่อไปนี้

          เรื่องแรก คือ ยกระดับคุณภาพทางวิชาการของนักเรียนด้วยการใช้สื่อการสอนทดแทนครู
          เรื่องที่สอง คือ ยกระดับมาตรฐานการศึกษาของประเทศโดยการจัดสอบหรือการวัดผลการศึกษาในระดับชาติในทุกระดับให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
          เรื่องที่สาม คือ การบังคับโดยทางอ้อมให้ครูกลับมาสนใจอุทิศตนในการสอนหนังสือมากกว่าที่จะทำกิจกรรมอย่างอื่น ด้วยการนำผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในชั้นเรียนมาเป็นผลงานของครูเป็นหลักในการให้ความดีความชอบหรือการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายครูและผู้บริหาร

           ต่อไปนี้จะขอกล่าวในเชิงรายละเอียดของทั้ง 3 เรื่องที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับระบบการศึกษาของชาติอย่างได้ผลจริงจัง ดังนี้คือ

          เรื่องแรก คือ การยกระดับคุณภาพทางวิชาการของนักเรียน ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าเรามีครูดีครูเก่งน้อยมาก เมื่อพบว่าครูส่วนใหญ่ที่ไม่เก่งหากสอนเด็กจะทำให้มาตรฐานทางวิชาการต่ำลง   ซึ่งต้องยอมรับว่าครูในสภาพปัจจุบันมักจะเป็นคนที่ไม่มีความรู้ความสามารถในเชิงวิชาการเสียเป็นส่วนใหญ่   อันเป็นผลพวงมาจากเรื่องของการก่อตั้งวิทยาลัยครูในสมัยก่อนโดยกู้เงินธนาคารโลกมา   โดยคาดหวังว่า อัตราการเกิดของเด็กที่สูงมากในไม่กี่ปี จะทำให้ขาดแคลนโรงเรียน และขาดแคลนครูที่จะมาสอนเด็กที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตเป็นจำนวนมาก   จึงเร่งที่จะเปิดวิทยาลัยสำหรับที่จะฝึกสอนครู ให้ครูมาสอนเด็กในวิชาต่าง ๆ   แต่เนื่องจากในช่วงเวลานั้น เป็นจังหวะที่ไม่เหมาะสม   เพราะเป็นช่วงเวลาที่เริ่มมีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแบบสอบรวม   จึงทำให้คนที่สอบไม่ได้ไม่รู้จะไปไหน ส่วนมากจะมาสมัครเรียนครูเพื่อที่จะรอหาทางไปก่อน   จึงทำให้วิทยาลัยครูทั้งหลายที่ตั้งขึ้นมาหลายสิบแห่งได้คนที่ไม่เก่งวิชาการมาเป็นครู จึงทำให้ครูส่วนใหญ่ในยุคหลังไม่ได้คนที่เป็นหัวกะทิของกลุ่มนักเรียน  เพราะหัวกะทิก็ไปเรียนด้านอื่นหมด   เมื่อครูไม่เก่งในทางวิชาการ ก็ไม่สามารถที่จะสอนนักเรียนให้เก่งได้  เพราะฉะนั้นโดยภาพรวมครูส่วนใหญ่ก็จะมีปัญหา   กระทรวงศึกษาฯ ก็จะมีปัญหามากในเรื่องการสร้างครูที่มีคุณภาพมาโดยตลอด การที่จะฝึกอบรมพัฒนาครูในระบบปกติก็ทำได้ยากมากเพราะมีจำนวนมากจึงทำได้เพียงส่วนน้อยเท่านั้น ประการต่อมาก็คือ กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายที่จะไม่ให้เด็กสอบตก กล่าวคือให้เด็กเลื่อนชั้นไปเรื่อย ๆ ถ้าเด็กสอบตกก็สอบซ่อมเอา   มาตรการอย่างนี้ก็ทำให้นักเรียนไม่มีความรู้สึกกลัวที่จะซ้ำชั้น ไม่มีความตั้งใจในการเรียน


          การแก้ปัญหาทั้งสองเรื่องดังกล่าวนี้ อาจทำได้ใช้สื่อการสอนแทนครู ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำสื่อในรูปโมดุลหรือรายการวิทยุ โทรทัศน์ หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นสื่อการสอนให้แก่เด็กในวิชาหลักต่าง ๆ ทุกระดับชั้น ตั้งแต่ประถมถึงมัธยมปลาย   โดยที่สื่อเหล่านี้อาจจัดทำในรูปแบบสื่อการสอนวิชาเดียว หรือสอนเป็นกลุ่มวิชารวมกัน  เพื่อที่จะส่งเสริมให้เด็กได้มีความรู้ความสามารถในเชิงพัฒนาการ ด้านการรับรู้ รับทราบในเรื่องนั้น ๆ อย่างทันเหตุการณ์ของโลก และสามารถที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างจริงจัง   การทำสื่อดังกล่าวก็อาจจะแตกต่างอย่างที่โรงเรียนไกลกังวลทำคือไปถ่ายการสอนในชั้นเรียนแล้วก็ส่งต่อไปยังที่ต่าง ๆ    ซึ่งจริงแล้วสามารถพัฒนาได้มากว่านั้นด้วยการใช้ครูที่เก่งหรือนักวิชาการที่มีความรู้ความเข้าใจและความสามารถในเนื้อหาวิชาการด้านนั้น ๆ เป็นอย่างดีมาผลิตสื่อการสอน ซึ่งอาจจะจัดทำได้ในหลากหลายรูปแบบ /ลักษณะ  เช่น จัดทำสื่อการสอนในรูปแบบโปรแกรมหรือโมดุลในแต่ละเรื่อง โดยเปิดโอกาสให้ครูเหล่านี้อาจส่งผลงานสื่อการสอนเข้าประกวดสื่อในแต่ละวิชาและในแต่ละระดับชั้น  หากชนะเลิศหรือได้รับคัดเลือกมาใช้สอนก็อาจจะได้รับค่าตอบแทน หรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่น ๆ  นั้นคือค่าลิขสิทธิ์ และอาจได้รับพิจารณาเลื่อนระดับ เลื่อนตำแหน่ง หรืออาจจะเชิญครูเก่ง ๆ มาร่วมทีมกันจัดทำสื่อการสอนในวิชาหนึ่ง ๆ ก็ได้ หรืออาจเปิดโอกาสให้บุคคลภายนอกสรรหาและสร้างสรรค์สื่อการเรียนการสอนมาเสนอให้พิจารณาก็ได้   หากไม่มีก็อาจใช้วิธีสุดท้ายคือ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ความสามารถมารวมทีม เรียกว่าคอร์ทีมเพื่อผลิตสื่อให้มีประสิทธิภาพ และเหมาะสมกับการเรียนการสอนในแต่ละระดับชั้น  เช่นการสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งบ้านเราล้มเหลวมาโดยตลอด เรียนมา 12 ปีจบแล้วยังพูดไม่คล่อง อ่านเขียนลำบากไม่เข้าใจไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เพราะว่าครูที่มาสอนวิชาภาษาอังกฤษส่วนมากก็จะไม่รู้ภาษาอังกฤษดีพอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการออกสำเนียง การสะกด หรือแม้กระทั่งไวยากรณ์ และสอนกันมาแบบนี้โดยตลอด ทางที่ดีอาจจะเชิญครูที่เป็นชาวต่างชาติเจ้าของภาษาที่มีความรู้จริงสักจำนวนหนึ่งสอนแทนด้วยวิธีลงเทป ลงวีดีโอ หรือลงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถที่จะโต้ตอบได้ คนละประโยคหรือชั้นละ 3-4 คนก็ได้ และทั้งหมด 12 ประโยคก็อาจจะเอาคนมา 30-50 คน แล้วเอามาแบ่งกันตามระดับชั้น   แล้วผลิตออกมาเป็นสื่อ  สิ่งเหล่านี้สามารถที่จะพัฒนาทำให้เด็กทั้งหมดได้เรียนกลับครูฝรั่งโดยตรงเพราะเป็นเจ้าของภาษา การเรียนภาษาอังกฤษก็จะพัฒนาอย่างรวดเร็ว    หรืออีกวิธีหนึ่งคืออาจจะไปเชิญคนสอนที่เป็นคนที่เก่งและสังคมยอมรับ เช่น อาจารย์ลิลลี่ ที่ติวภาษาไทย อาจารย์อุ๊ที่สอนติววิชาเคมีที่นิยมไปติวเพื่อสอบเข้ามหาวิทยาลัย ก็ไปเชิญมาเลย นอกจากจะพัฒนาตัวเด็กแล้วเด็กก็จะได้ไม่ต้องไปนั่งเรียนกวดวิชาให้เครียดและยังเสียเงินเสียทองผู้ปกครองอีก    เมื่อเชิญบุคคลเหล่านี้มาสอนก็ให้ค่าตอบแทนตามที่จะตกลงกันได้  ซึ่งเป็นผลดีกับตัวเด็ก และจะสามารถลดระบบกวดวิชาลงไปได้  ผลประโยชน์ทางอ้อมคือสามารถพัฒนาเป็นบทเรียนเพื่อการเรียนการสอนผ่านสื่อได้อีกด้วย สามารถนำสื่อเหล่านี้ไปเปิดให้เด็กในโรงเรียนของรัฐ /เอกชน หรือแม้กระทั่ง กศน. อื่น ๆ ได้หมด   ผลคือทำให้ทุกคนจะได้รับความเสมอภาคในการเรียนรู้ เรียนรู้ในสิ่งเดียวกัน มาตรฐานเดียวกัน เพราะได้เรียนจากอาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถสูง สามารถลดปัญหาเรื่องความรู้ความสามารถไม่เท่ากันของครูในแต่ละโรงเรียนได้ หรือแม้แต่การถ่ายทอดให้นักเรียนได้ไม่เท่ากัน ก็จะลดน้อยถอยลงไปจนเกือบหมด เพราะว่าสามารถทดแทนการเรียนการสอนได้ด้วยสื่อ ซึ่งแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว สื่อเหล่านี้สามารถปรับปรุงให้ทันสมัยได้ตลอดเวลาและทันเหตุการณ์ โดยอาจปรับทุก 1-2 ปี อาจจะทดลองปรับเปลี่ยนสื่อไปเรื่อย ๆ จนเป็นที่น่าพอใจ


          ด้วยวิธีนี้กระทรวงก็จะสามารถได้สื่อทีมีคุณภาพมาแทนครู ครูอาจจะเปลี่ยนสถานภาพตัวเองไปเป็นพี่เลี้ยงหรือติวเตอร์  ถ้าจะได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก็ต้องทำคู่มือครูประกอบขึ้นด้วย  เพื่อที่จะให้ครูศึกษาคู่มือให้เข้าใจเนื้อหาที่จะสอน และนำเนื้อหาอธิบายเพิ่มเติมให้เด็กได้เข้าใจยิ่งขั้น  ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย ครูก็ผ่อนแรงลงเด็กก็พัฒนาขึ้น  ซึ่งหลีกเลี่ยงปัญหาครูขาดแคลนที่จะสอนในบางวิชา เช่น คณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์  ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ฯลฯ การแก้ปัญหานี้จึงต้องหาทางออกโดยการทดแทนด้วยสื่อการเรียนการสอนทั้งหมด และอีกประการที่สำคัญคือครูที่สอนวิชาต่างกันสามารถสอนทดแทนกันได้ เมื่อได้อ่านครูมือ เพียงเพราะตัวเองทำหน้าที่เป็นเพียงติวเตอร์ หรือผู้ช่วยสอนคอยควบคุมให้เด็กเรียนเท่านั้นเอง รวมทั้งอธิบายเสริมเพื่อให้เด็กเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ก็สามารถจะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ได้ดี
 
           เรื่องที่สองยกระดับมาตรฐาน หรือการตรึงมาตรฐานการศึกษาของเด็กที่จะจบในแต่ละชั้นเรียน โดยที่ผ่านมาปัญหาสำคัญคือ เด็กนักเรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้วยังไม่สามารถอ่านหนังสือออก อ่านไม่แตกฉาน เพราะการวัดผลไม่ได้วัดด้วยเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน  ต่อแต่นี้ไปควรให้สำนักทดสอบแห่งชาติ เป็นผู้ทำการสอบ จัดการสอบทั่วประเทศทุกระดับชั้น หรือในระยะแรกอาจจะเอาระดับชั้นตัวประโยคไปพลางก่อน เช่น ป. 3, ป.6 และม.3, ม.6 ซึ่งใช้ข้อสอบมาตรฐานเดียวกันหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนของรัฐ โรงเรียนของเอกชน หรือเป็นโรงเรียน กศน. จากนั้นก็ค่อยขยายให้ทุกระดับชั้นต้องสอบข้อสอบเดียวกันหมด   ทุกคนที่จบจะได้มาตรฐานเดียวกันหมดไม่ว่าจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ จึงจะ  สามารถลดปัญหาแบ่งแยกว่าใครจบจากที่ไหนโรงเรียนไหน หลีกเลี่ยงวิธีการที่เคยทำมาในอดีตให้ต่างคนต่างวัดผลในแต่ละโรงเรียนซึ่งขาดมาตรฐาน ทำให้ต้องมี สมศ. มาตรวจ  หากเป็นมาตรฐานเดียวกันหมด ก็อาจไม่จำเป็นต้องมีสมศ. คอยตรวจก็ได้   นี่คืออีกระบบที่จะสามารถช่วยยกระดับมาตรฐานการศึกษาของชาติได้   หากโรงเรียนไหนที่ผลการสอบออกมานักเรียนตกมาก แสดงถึงคุณภาพโรงเรียนนั้นแย่ ครูไม่สนใจสอนเด็กขาดความรู้ มาตรฐานการศึกษาต่ำ  เพราะฉะนั้นก็ต้องเรียนซ้ำชั้น หากไม่ทำให้มีมาตรฐานเช่นว่านี้จะทำให้การศึกษาของชาติก็ต้องล้มเหลวหมด    เมื่อล้มเหลวหมดก็ทำให้พลเมืองของประเทศเป็นคนที่โง่ ไม่มีความรู้ความสามารถ สิ่งเหล่านี้เป็นระบบที่ทำลายประเทศชาติในอนาคต
 
          เรื่องที่สาม คือ การยกระดับครูด้วยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กนักเรียน ปัญหาที่ต้องแก้คือ ทำอย่างไรจึงจะบังคับทางอ้อมให้ครูกลับมาอุทิศตนในการสอนหนังสือ ไม่ใช่ครูวิ่งไปทำงานอย่างอื่น ขายแอมเวย์ ขายประกัน ทำบ้านเช่า ไปทำกิจกรรมอย่างอื่นเพื่อให้ได้รายได้เสริม ไม่สนใจการสอน สนใจแต่จะได้ตำแหน่งสูง ๆ เงินเดือนรายได้มาก ๆ   ไม่คิดมุ่งให้ตัวเองก้าวหน้าด้วยการสอน แต่มุ่งรวบรวมผลงานทำพอร์ทโพริโอ เพื่อแสดงผลงานให้เห็นให้เหมาะสมกับการขอเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง    ซึ่งระบบในกระทรวงศึกษา เป็นระบบที่เหนี่ยวนำให้ครูไปทำอย่างนี้ ครูคิดแต่ความก้าวหน้าของตัวเอง ไม่อุทิศตัวเพื่องาน เพื่อเด็ก   ผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันก็ประจานถึงความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงของกระทรวงศึกษาธิการมุ่งส่งเสริมการแสวงหาตำแหน่ง แต่ไม่ส่งเสริมการเรียนการสอนให้มีคุณภาพ   ตัวอย่างเช่นการเสนอผลงานทางวิชาการเมื่อสมัยอดีต ใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีมาตรฐานทางการศึกษาในระดับอุดมศึกษามาอ่าน  ผลคือ 10 รายไม่ผ่านเสีย 8-9 ราย  เมื่อเห็นว่ายากเกินไปก็เปลี่ยนเป็นเอาอาจารย์จากราชภัฎมาเป็นผู้ตรวจผลงานแทน ก็คือ เปลี่ยนให้ช่วยเหลือกันให้ได้ง่าย ๆ    ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เป้าหมายที่ครูทั้งหลายจะสร้างโอกาสให้แก่การพัฒนาการเรียนการสอน หรือมุ่งหวังตำแหน่งด้วยทุ่มเทสอนเด็กหรืออุทิศตนเพื่อการเรียนการสอน แต่ครูกลับมุ่งหวังที่จะทำ เพื่อให้ตัวเองได้ตำแหน่งที่สูงขึ้นโดยไม่สนใจที่จะสอนหนังสือแก่เด็กนักเรียน ไม่สนใจดูแลเด็ก ไม่สนใจที่จะให้เด็กมีความรู้  แต่กลับแสวงหาทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง


          วิธีที่จะทำให้ครูหันมาสนใจในการสอน คือต้องให้การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเลื่อนวิทยฐานะครูด้วยการพิจารณาจากผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนในภาพรวมของแต่ละชั้นในแต่ละวิชาที่ครูสอน ถ้าเด็กสอบตกมากครูคนนั้นก็ไม่ควรจะได้เลื่อนขั้นเงินเดือน   หากเด็กสอบได้คะแนนดี (ในภาพรวมทั้งชั้น) ก็ควรจะถือว่าครูประสบผลสำเร็จ ควรได้รางวัลด้วยการเลื่อน 2 ขั้น แต่อย่างไรตามจะมีคนมาเถียงว่า โรงเรียนดี ๆ เด็กเก่ง ๆ ครูก็สบาย และได้เปรียบ โรงเรียนไม่ดีเด็กไม่เก่ง ครูก็ตาย ครูก็ไม่มีทางที่ก้าวหน้า จมปรักอยู่อย่างนั้น โอกาสเลื่อนขั้นก็ไม่มี การวัดผลแบบนี้ไม่ใช่ว่าเด็กโรงเรียนไหนสอบได้มาก ยกชั้นได้มากจะทำให้ครูสอนวิชานั้นเลื่อนขั้นได้เยอะ  แต่จะใช้วิธีวัดผลในแต่ละวิชา โดยดูภาพรวมของพัฒนาการของเด็กนักเรียนในแต่ละวิชาที่ครูแต่ละคนสอนในเทอมที่หนึ่ง กับในเทอมที่สอง หรือในประถมปีที่ 1 กับปีที่ 2 ดูว่าเด็กทั้งชั้นที่ครูสอน โดยเปรียบเทียบกันเป็นภาพรวมของแต่ละวิชาในแต่ละชั้น  แล้วก็จะวัดครูไม่ใช่เฉพาะในโรงเรียน    ครูที่จะเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งของพื้นที่การศึกษา เอาเปอร์เซนต์มาวัดเทียบกัน อย่างนี้จะได้ผลจะทำให้ครูที่เก่งและตั้งใจสอนจะได้เลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่งได้สูง  ไม่ใช่โดยวิธีวิ่งเต้น เล่นพรรค เล่นพวกดังที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้   วิธีดังกล่าวมานี้ครูต้องสอนเด็กอย่างเดียว และทำให้เด็กเก่ง   การปฏิรูปการศึกษาที่ต้องสอนแบบมี child center ที่ผ่านมาทำเป็นพัก ๆ แล้วหายไป และจะเป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้ครูเอาใจใส่สอนเด็กแบบจริงจัง แบบรายบุคคลเพื่อให้เด็กเรียนได้ดีที่สุดในวิชานั้นซึ่งก็คือแบบ child center นั่นเองโดยปริยาย และครูก็จะได้ผลประโยชน์ตอบแทนด้วยการได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นจากผลงานที่ครูสอนเด็ก แต่ไม่ใช่ได้จากผลงานแบบอื่น ซึ่งในสภาพความจริงปัจจุบันมีครูจำนวนไม่น้อยที่ไปจ้างเขาทำบ้าง ไปขโมยคัดลอกเขามาบ้าง  ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นความจอมปลอมที่คนในกระทรวงศึกษาฯ สมยอมกัน    ซึ่งตรงนี้เป็นอุปสรรคมากทำให้ระบบการศึกษาเละเทะไปหมด    เพราะกระทรวงศึกษาเกือบทั้งกระทรวงทำอย่างนี้ทั้งนั้น ไม่มีใครเคยมาคิดว่า จะวัดจะเลื่อนครูจะให้บำเน็ญความชอบครูโดยผลงานจากการเรียนการสอนอย่างนี้ แต่หันไปประเมินค่าจากการตอบแทนกันด้วยสินบน ผู้เขียนได้ตรวจผลงานไม่น้อยเห็นกิจกรรมเป็นปึก ๆ หนาเป็นยกลังๆ  แต่เกือบไม่มีสัมฤทธิ์ผลของการสอนทางวิชาการเลย
 
          โดยสรุป ความล้มเหลวของกระทรวงศึกษาธิการขึ้นอยู่กับการปล่อยปละละเลยของผู้บริหารที่เล่นการเมืองกัน เล่นพรรคเล่นพวก ไม่ใส่ใจในเรื่องการถ่ายทอดความรู้ให้เด็กนักเรียน แล้วยังจัดประเมินผลการเรียนกันอย่างสมยอมขอไปที    เพราะกลัวเด็กตกซ้ำชั้นจึงเป็นการทำลายคุณภาพของการศึกษาจน ล้มละลายไปทั้งระบบ   เหลือโรงเรียนดีๆอยู่เป็นส่วนน้อยประมาณ 10%    การที่รัฐบาลของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เพิ่มงบประมาณมากขึ้นอีกหนึ่งหมื่น หนึ่งพันกว่าล้าน โดยใช้นโยบายขยายไปให้เด็กเรียนฟรีถึง 15 ปีนั้น เด็กก็อาจจะได้รับความช่วยเหลือในด้านเครื่องแต่งกาย อาหารการกิน แต่ในเรื่องทางวิชาการนั้นเด็กคงไม่ได้อะไรเลย หากระบบการเรียนการสอนในโรงเรียนที่ล้มเหลวเช่นนี้ งบประมาณที่เพิ่มลงไปเป็นหมื่นล้าน ก็คงเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำหากจะได้บ้าง คือ ประชานิยมที่ไปแจกเงินช่วยเหลือเด็ก นักเรียนที่มีปัญหาอยู่บ้าง ผู้เขียนขอกราบเรียนในเบื้องต้นเพียงนี้ก่อน ในโอกาสต่อไปจะขอกราบเรียนถึงนโยบายการเรียนฟรี 15 ปี มีปัญหาอย่างไรอีกครั้ง

                                                                                                                  ศาสตราจารย์ศรีราชา  เจริญพานิช
                                                                                                           กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ  สภาการศึกษาแห่งชาติ

 

 


วิจารณ์ พานิช
๙ มี.ค. ๕๒