ประเด็นตอนที่ ๓ ต่อจากบันทึก "สังคมอุดมศึกษา" ในมุมมองของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ... ( ๑ ) และ "สังคมอุดมศึกษา" ในมุมมองของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ... ( ๒ )

 

สังคมอุดมศึกษา ( ๓ )

 

ในแง่บุคคล นอกจากการเรียนรู้จะให้ความสุขแก่ผู้เรียนแล้ว เขาจะเป็นคนที่สามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วได้ รวมทั้งรู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงนั้นด้วย เช่นรู้เท่าทันเทคโนโลยีและการตลาดแบบใหม่

แท้จริงแล้ว คนที่สามารถเรียนรู้ได้เองนี่แหละครับที่รับใช้ทุนนิยมยุคใหม่ได้ดีกว่าเพราะทุนยุคใหม่เองก็ต้องปรับทั้งกระบวนการผลิต, การตลาด, และผลผลิตอยู่ตลอดเวลาเหมือนกัน ทักษะที่หยุดนิ่งไม่พัฒนาต่อเลยใช้งานได้ไม่กี่ปีก็กลายเป็นภาระรุงรังของบริษัทไป

คนงานที่จะให้กำไรได้สูงสุดคือ คนงานที่สามารถเรียนเองได้ในงานทุกตำแหน่ง

แต่ทุนไทยยังเป็นแค่ทุนตะกลาม จึงไม่ได้มุ่งมองหาคนที่เรียนรู้เองเป็นเท่ากับทักษะสำเร็จรูปที่มหาวิทยาลัยผลิตมาป้อน (อย่างน้อยทุนที่ได้ไม่ต้องควักกระเป๋าฝึกเอง)

ผมจึงคิดว่า การวางเป้าหมายของการศึกษาระดับปริญญาตรีไว้แต่เพียงการป้อนแรงงานเข้าสู่ตำแหน่งงาน ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้เรียน แม้แต่ที่อยากจะรับใช้ทุนก็เป็นการรับใช้ที่ไม่ฉลาด เพราะให้ผลในระยะสั้นเท่านั้น ส่วนการรับใช้สังคมนั้น ไม่ได้ผลอะไรเลย

เราจึงควรหันกลับมาสู่การวางเป้าหมายตามเดิม คือ เรียนปริญญาตรีเพื่อให้เรียนเองเป็นก่อน

และถ้าวางเป้าหมายอย่างนั้น มหาวิทยาลัยที่ต้องเร่งสร้างขึ้นก็คือ สร้างสังคมไทยให้เป็นมหาวิทยาลัย ผมหมายความว่า ทำให้การเรียนรู้ด้วยตนเองเกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายและสะดวกทั้งสังคม

ผู้เรียนตั้งโจทย์เอง เรียนเอง จนกว่าจะได้คำตอบที่ตนพอใจ

มีสื่อที่ให้ความรู้และความคิดที่คนส่วนใหญ่เข้าถึงได้

มีห้องสมุดเล็ก ๆ กระจายไปทั่วประเทศ และเชื่อมโยงเข้าหากันจนกระทั่งสามารถเข้าถึงทรัพยากรของห้องสมุดได้เท่าเทียมกัน

มีพิพิธภัณฑ์หรือมิวเซียมที่ให้ความรู้ด้านต่าง ๆ อยู่มากมายในทุกท้องถิ่น

มีสมาคมวิชาการและวิชาชีพที่มีกิจกรรมให้ความรู้ทั้งแก่สมาชิกและแก่สาธารณชนอยู่จำนวนมาก

มีการปาฐกถาสาธารณะในเรื่องต่าง ๆ ที่เปิดให้ผู้คนเข้าฟังหรือเข้าร่วมได้มากมาย

ผลผลิตของมหาวิทยาลัยที่สามารถเรียนเองเป็น จึงไม่ตายด้านเพราะออกจากมหาวิทยาลัยในระบบก็เข้าสู่มหาวิทยาลัยนอกระบบ ในขณะที่ผู้คนทั่วไปก็ใช้ชีวิตในการเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นปรกติอยู่แล้ว

แม้แต่เศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ผู้คนก็มีปัญญาที่จะเอาตัวรอด รวมทั้งมีปัญญาที่จะกำกับควบคุมรัฐบาลในการใช้ทรัพยากรส่วนรวมอย่างประสิทธิภาพอีกด้วย

สรุปก็คือ มหาวิทยาลัยสอนให้น้อย ๆ แต่เรียนให้มาก ๆ ดีกว่าครับ

 

.......................................................................................................................................

 

มหาวิทยาลัยต้องรู้จักเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับสังคม ผลิตบัณฑิตออกไปสู่การพัฒนาความรู้ตลอดชีวิต มิใช่ ผลิตไปแล้วไร้ประโยชน์ นอนกอดใบกระดาษแผ่นเดียว สองแผ่น สามแผ่น แล้วบอกคนในสังคมว่า ฉันจบตรี โท เอก มานะ จ้างฉันสูง ๆ หน่อย

คิดอย่างไรกันบ้างครับ สำหรับตอนสุดท้ายของ "สังคมอุดมศึกษา" ในมุมมองของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

ขอบคุณมากครับ :)

 

.......................................................................................................................................

แหล่งอ้างอิง

นิธิ เอียวศรีวงศ์.  "สังคมอุดมศึกษา", มติชนสุดสัปดาห์.  29, 1489 (27 ก.พ. - 5 มี.ค.52) : หน้า 33.