ตอบคำถามจากเรื่องสั้น

ตอบคำถามจากเรื่องสั้น3.1

 

จากการศึกษาเรื่องสั้น เรื่อง กุญแจของนายท่านอยู่ไหน  ข้าพเจ้าคิดว่าผู้บริหารสถานศึกษาทั้งสอง ไม่ใช่ผู้บริหารเพื่อการเปลี่ยนแปลง  ทั้งนี้เพราะในการแก้ไขปัญหาของพวกเขาขาดการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างละเอียดจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และขาดการวางแผนในการแก้ไขปัญหาที่เป็นระบบ  และมีทางเป็นไปได้ ( หากุญแจในที่ที่ไม่มีความเป็นไปได้ว่ากุญแจจะตก แต่ตั้งใจหาเพียงเพราะที่ตรงนี้มีแสงสว่าง)

ซึ่งเป็นบทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้นำยุคการเปลี่ยนแปลง  หรือผู้บริหารมืออาชีพอย่างแท้จริง  จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการบริหารหรือในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง  ดังนี้

            1.  มีวิสัยทัศน์  ( Vision )  หมายความว่าเกิดจากการรวมของการมองไปข้างหน้า (Foresight) ความซึ้งใจ ( Insight )  จินตนาการและการตัดสินใจ ( Imagination  and  Judgement )  ประกอบกับความตั้งใจดีและการเปิดใจกว้างสำหรับแนวโน้มและการพัฒนาสำหรับอนาคต ( ทองหล่อ  เดชไทย . 2544 : 52 )

            2.  จัดอบรมข้อมูลสารสนเทศ  การบริหารยุคใหม่ต้องตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลสารสนเทศมากกว่าสามัญสำนึก  หากมีข้อมูลมากกว่าจะได้เปรียบในเชิงทางเลือก

            3.  การวางแผน  ( Planning )  เป็นหน้าที่ทางการบริหารที่สำคัญ  นอกเหนือหน้าที่จัดองค์การและการควบคุม  เป็นที่สังเกตว่าในบรรดาหน้าที่ทางการบริหารที่นักวิชาการทั้งหลายกำหนดขึ้นนั้น   จะเริ่มต้นด้วยหน้าที่ทางการวางแผนเป็นอันดับแรก  ( วิโรจน์  สารรัตนะ . 2545 : 35 )  จะเห็นได้ว่าการวางแผนจะช่วยให้ผู้บริหารมีทิศทางในการบริหาร  สามารถจัดลำดับความสำคัญในความเร่งด่วน  ในการบริหารได้บรรลุตามจุดหมายที่กำหนดไว้

            4.  การจัดองค์การ ( Organizing ) เป็นกระบวนการจัดระบบการทำงานทั้งหมดภายในองค์การ  หรือในสำนักงานโดยกำหนดในลักษณะของ  ตำแหน่ง  งาน  วิธีปฏิบัติ  ขอบเขต  อำนาจหน้าที่  และการประสานงานระหว่างตำแหน่งต่าง ๆ ให้แน่นอนเพื่อให้การทำงานขององค์การดำเนินไปอย่างมีระเบียบแบบแผน ( ภิญโญ  สาธร . 2519 : 120 )  จะเห็นได้ว่าหากหน่วยงานได้จัดระบบองค์การได้ดี  มีความชัดเจน  คล่องตัวในการบริหาร  หน่วยงานนั้นจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูง

            5.  การจูงใจ ( Motivation ) หรือทฤษฎีการจูงใจ ( Motivation  theory )  มีวิวัฒนาการมาสองรูปแบบ  คือ  รูปแบบเชิงเนื้อหา  ( Content  models )  และรูปแบบเชิงกระบวนการ (Process  models )  กรณีรูปแบบเชิงเนื้อหา  เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคทฤษฎีการบริหารเชิงวิทยาศาสตร์  คือ  Frederick  W. Taylor.  Frank  Gilberth  และ  Henry  L. Gantt  ที่เสนอแรงจูงใจด้วยค่าจ้าง  มาถึงยุคของ  G.E. Mayo  ซึ่งเป็นยุคบริหารทัศนะเชิงพฤติกรรมว่าด้วยเรื่องมนุษยสัมพันธ์  ( วิโรจน์   สารรัตนะ . 2545 : 93 ) จะเห็นได้ว่าการจูงใจมีความสำคัญอย่างยิ่งผู้บริหารสถานศึกษาต้องใช้เทคนิคการสร้างแรงจูงใจในหน่วยงาน  โดยให้สมาชิกได้รับการตอบสนองความต้องการด้านต่าง ๆ ซึ่งนำไปสู่ความสำเร็จของงานตามจุดมุ่งหมายที่ต้องการ

            6.  การควบคุมองค์การ ( Control  process )  เป็นกลยุทธ์ที่ผู้บริหารจะต้องควบคุมยุทธศาสตร์ขององค์การหรือหน่วยงาน  ให้ดำเนินไปตามจุดหมายและแผนโดยภาพรวมทั้งองค์การ  โดยประพฤติปฏิบัติไปในทิศทางที่จะนำให้บรรลุผลตามมาตรฐานหรือจุดหมายดังกล่าว

โดยสรุป  บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา  จะเห็นว่าโลกยุคข้อมูลข่าวสารและโลกไร้พรมแดน  การเป็นผู้นำหรือผู้มีวิสัยทัศน์และใช้กระบวนทัศน์ทางเทคโนโลยี หรือผู้นำทางเทคโนโลยี( E – Leadership ) มีความสำคัญอย่างยิ่งและควรมีลักษณะ  10 E  ดังนี้

            1.  Envision    ต้องสร้างวิสัยทัศน์อย่างชัดเจน  มีความคิดสร้างสรรค์  จินตนาการที่กว้างไกล  โดยเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีในการบริหารและจัดการ

            2.  Enable  ต้องมีความสามารถในการบริหารจัดการ  ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการจัดการคุณภาพของสถานศึกษา

            3.  Empowerment  ต้องเข้าใจและหยั่งรู้ความสามารถของบุคคลในโรงเรียนหรือสถานศึกษาได้เป็นอย่างดี  สามารถขับเคลื่อนให้การปฏิบัติงานเป็นไปตามเป้าหมาย

                              4.  Energize  ต้องหมั่นจุดพลังและประกายไฟอยู่ตลอดเวลาอย่าให้มอด  คอยกระตุ้นให้เกิดพลังในการทำงาน  การปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีความสุข

            5.  Engage   ต้องตั้งใจและจดจ่อต่อการทำงาน  โดยมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า  เพื่อให้งานประสบความสำเร็จ

            6.  Enhance  ต้องยกระดับผลการปฏิบัติงานให้เกิดความเจริญก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง เป็นไปตามมาตรฐาน

            7.  Encourage   ผู้บริหารยุคดิจิตอลจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างแรงจูงใจให้บุคลากรหรือผู้ร่วมงานปฏิบัติงานอย่างมีความสุข

            8.   Emotion  ต้องมีคุณภาพทางอารมณ์ สามารถหยั่งรู้จิตใจผู้ร่วมงาน  อ่านใจคนได้  สุขุมรอบคอบ  สามารถควบคุมอารมณ์ได้เป็นอย่างดี

            9.  Embody   ต้องเน้นการทำงานที่เป็นรูปธรรม  ช่วยให้การสื่อสารประสบความสำเร็จและเกิดความผิดพลาดน้อย

            10.    Eagle  เปรียบประดุจนกอินทรีย์  ที่มองไกลและเน้นในภาพรวมกว่าการมองรายละเอียด  หรือผู้นำควรมองเป้าหมายและผลงานเป็นหลัก

ผู้บริหารการศึกษาในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง  นอกจากมีความรอบรู้ในเชิงการบริหาร  บทบาทหน้าที่และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์แล้วผู้บริหารสถานศึกษาจะต้องมี  E – Leadership หรือผู้นำยุคใหม่ที่แท้จริง  ซึ่งถือว่าเป็นผู้ควบคุมกลไกหรือขับเคลื่อนการศึกษาไปสู่เป้าหมายแห่งการปฏิรูปการศึกษา  เป็นผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพที่แท้จริง

 

 

ตอบคำถามจากเรื่องสั้น 3.2

 

จากการศึกษาเรื่องสั้น เรื่อง กุญแจของนายท่านอยู่ที่ไหนทำให้ข้าพเจ้าเกิดแนวคิดในการจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศในโรงเรียน ดังนี้

ความพร้อมของบุคลากรในสถานศึกษา

                                       ครูเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งในการที่จะนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้   เนื่องจากครูต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง   โรงเรียนที่มีครูอายุค่อนข้างสูงส่วนมากจะมีปัญหา   เพราะครูกลุ่มนี้จะไม่ค่อยชอบการเปลี่ยนแปลง    ดังนั้น ถ้าจะให้เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ  อาจทำให้ครูบางคนไม่ชอบ

หรือบางคนอาจจะปฏิเสธไปเลย    และหากจะให้ครูเหล่านี้ไปอบรมคอมพิวเตอร์ครูก็จะไม่ค่อยอยากไปโดยอ้างเหตุผลต่าง ๆ นานา   เช่น  แก่แล้วสายตาไม่ดี   มีภาระด้านครอบครัว  กำลังจะลาออกแล้ว  เป็นต้น   ด้วยเหตุนี้ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้าไปใช้ในโรงเรียนที่มีครูอายุมาก ๆ จึงค่อนข้างจะมีปัญหา    บางครั้งเทคโนโลยีอาจจะไปสร้างปัญหาให้แก่ครูแทนที่จะไปแก้ปัญหาและช่วยพัฒนางาน

                  สำหรับโรงเรียนที่ครูมีอายุเฉลี่ยต่ำกว่า 45 ปี    ครูกลุ่มนี้จะเป็นครูที่ผ่านสถาบันการศึกษาที่ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ มาแล้ว   ดังนั้น จึงพร้อมที่จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงเพียงแต่ขาดการสนับสนุนเท่านั้น   หากสถานศึกษาให้การสนับสนุน  พวกเขาก็พร้อมที่จะทุ่มเท   จึงมักพบเสมอว่าครูบางคนลงทุนไปซื้อหาอุปกรณ์ทางด้านเทคโนโลยีด้วยเงินทุนส่วนตัว   เพื่อนำอุปกรณ์เหล่านั้นมาใช้ในการสอนนักเรียนหรือใช้ทำงานอย่างอื่นเกี่ยวกับกิจกรรมของโรงเรียน  ดังนั้น การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในโรงเรียนที่ครูมีอายุเฉลี่ยค่อนข้างต่ำจึงไม่ค่อยมีปัญหา

 

1.  หลักสูตร

                  สถานศึกษาซึ่งสอนระดับอนุบาลและประถมศึกษา  นักเรียนส่วนมากยังไม่สามารถคิดในสิ่งที่เป็นนามธรรม   ครูผู้สอนจึงต้องช่วยให้เด็กสามารถคิดโดยนำเสนอในสิ่งที่เป็นรูปธรรมซึ่งจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี     นวัตกรรมทางด้านสื่อการสอนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง   สื่อที่นักเรียนจับต้องได้หรือสามารถทำด้วยตนเองจะช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เช่น อาจใช้คอมพิวเตอร์เพื่อให้นักเรียนเรียนศิลปะโดยการหัดวาดรูป  หรือให้ออกเสียงในการเรียนภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศในกรณีที่นักเรียนอ่านหนังสือออกแล้ว   นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อทำงานส่งครูหรือสามารถใช้ซอฟท์แวร์บางตัวในการฝึกประสบการณ์เพิ่มจากชั้นเรียนได้

                  สำหรับสถานศึกษาที่สอนในระดับมัธยมศึกษา  เนื่องจากเด็กวัยนี้กำลังอยากรู้อยากเห็นและอยากพิสูจน์ความสามารถของตนเอง   การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะเป็นการเสริมประสบการณ์ที่ดียิ่ง   อินเทอร์เน็ตที่นำมาใช้ในโรงเรียนจะช่วยให้นักเรียนค้นหาความรู้เพิ่มเติมทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนและสิ่งที่เขาอยากรู้เองได้    อินเทอร์เน็ตส่งเสริมการทำงานเป็นกลุ่ม ระบบ e - Learning   จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่พวกเขายังไม่เข้าใจขณะที่เรียนในห้องเรียนเพิ่มขึ้น   บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer- Assisted  Instruction : CAI)  จึงสามารถช่วยนักเรียนได้ทั้งในการเรียนเนื้อหาใหม่   ทบทวนเนื้อหาเดิมที่เรียนแล้วแต่ยังไม่เข้าใจ  ช่วยให้เรียนรู้และเข้าใจสื่อที่เป็นนามธรรมได้มากขึ้น

                 

                  ในด้านการบริหาร   ปัจจุบันสถาบันการศึกษาหลายแห่งกำลังขาดบุคลากรอันเนื่อง มาจากนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการลดกำลังคน    การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพได้   ตัวอย่างเช่นงานทะเบียนและวัดผล   เมื่อใช้คอมพิวเตอร์ในการคิดเกรดจะทำให้ลดภาระของอาจารย์และทำให้นักศึกษาได้ทราบผลการเรียนเร็วขึ้น    หรือการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานห้องสมุดก็จะทำให้ลดเวลาเกี่ยวกับการทำบัตรรายการและบริการการค้นหา

 

2  นโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด

 

                  สถานศึกษาทุกแห่งไม่ว่าจะทำการสอนในระดับใด จะต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล แต่การตอบสนองนโยบายนั้นจะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความพร้อมภายในสถานศึกษา ถ้าสถานศึกษาไม่มีความพร้อมก็ไม่สามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้ เช่น กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้โรงเรียนใช้อินเทอร์เน็ต แต่โทรศัพท์ยังเข้ามาไม่ถึง หรือโรงเรียนไม่มีงบประมาณที่จะติดจานดาวเทียม เป็นต้น

 

3. การสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา

 

                  อำนาจในการบริหารโรงเรียนส่วนมากอยู่ที่ผู้อำนวยการหรืออาจารย์ใหญ่  แต่ในสถาบัน อุดมศึกษาผู้มีอำนาจสูงสุด ได้แก่ อธิการบดีหรือสภามหาวิทยาลัย   ถ้าผู้บริหารเป็นผู้ที่ไม่สนใจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีแล้วการดำเนินการก็จะไม่ราบรื่น  สถานศึกษาที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว   ในการจัดทำแผน ต้องให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียน   ในการกำหนดวิสัยทัศน์ ทั้งครู ผู้ปกครอง และผู้บริหาร ต้องร่วมกันคิด  เมื่อได้วิสัยทัศน์แล้วการทำแผนก็จะต้องนำไปสู่วิสัยทัศน์นั้น  แผนจะเป็นตัวกำหนดว่าโรงเรียนจะพัฒนาไปในทิศทางใด

                  เมื่อพิจารณาปัจจัยสภาพแวดล้อมแล้ว ขั้นต่อไปสถานศึกษาจะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เหมาะสมกับสภาพที่เป็นอยู่ ความไม่พร้อมของปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะยกเลิกการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ทั้งหมด แต่โรงเรียนจะต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ให้ได้

การใช้เทคโนโลยีในการสอนปัจจุบันมีมากมายหลายวิธี แต่ละวิธีก็มีกลยุทธ์ในการสอนที่แตกต่างกัน  ในตอนแรกนี้จะได้อภิปรายถึงเทคนิคต่าง ๆ ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอน

 4.  การใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอน

 

สถานศึกษาสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการจัดการเรียนการสอนได้ ทั้งในชั้นเรียนปกติและการศึกษาทางไกล  ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบโรงเรียน  ดังนี้

                  4.1    การสอนในชั้นเรียนปกติ     จะเป็นการใช้สอนโดยตรง   หรือเป็นการใช้สอนเสริมการสอนระบบปกติ   โดยการทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนที่ผู้สอนสร้างไว้ในเว็บไซต์   หรือผู้สอนอาจงานให้ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ   จากการพูดคุยระหว่างผู้เรียนในห้องสนทนา   (Chat room)   จากการเรียนโดยการใช้ e-mail   เป็นต้น    แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อ

                        (1) ส่งเสริมการเชื่อมต่อสื่อสารกับโลกภายนอก   อินเทอร์เน็ตทำให้โลกแคบลง   ไม่ว่าคนจะไปอยู่ส่วนไหนของโลกก็สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ต่าง ๆ   กับโลกภายนอกได้แม้จะต่างเวลา สถานที่ และวัฒนธรรมห้องเรียน   ครูสมัยก่อนสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เหมือนกันแต่จะมีปัญหาเรื่องเวลาและสถานที่    ปัจจุบันนี้ อินเทอร์เน็ตทำให้ครูและนักเรียนสามารถติดต่อหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเรียนหรือครูที่อยู่ในส่วนอื่น ๆ ของโลกได้โดยไม่มีอุปสรรคเรื่องเวลา  สถานที่  และวัฒนธรรม

                        (2) ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม  ปัจจุบัน นักวิจัยทางการศึกษา  ครู และผู้กำหนดนโยบายเชื่อว่านักเรียนเรียนรู้โดยผ่านการปฏิสัมพันธ์สังคม (Social interaction)   ดังนั้น สถานศึกษาจึงควรให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกันโดยให้ทำงานเป็นทีม   ซึ่งอาจให้จับคู่กันเป็นทีมตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป หรือมากกว่าก็ได้  แล้วให้ศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ จากอินเทอร์เน็ต   โรงเรียนสามารถนำรายงานหรือผลงานที่นักเรียนสร้างขึ้นไปเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตได้  เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

                        (3) ส่งเสริมการทำความเข้าใจในเนื้อหาที่ยากแก่การมองเห็น   ตัวแบบ (Model)  เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สำหรับรายวิชาต่าง ๆ  ในระดับต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ    ตัวแบบทำให้นักเรียนมองเห็นแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ อย่างมีความหมาย  ตัวอย่างเช่น  ตัวแบบเกี่ยวกับการเกาะยึดระหว่างโมเลกุลของสารที่นักเรียนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้     แต่คอมพิวเตอร์จะสามารถจำลองตัวแบบการเกาะยึดระหว่างโมเลกุลให้นักเรียนมองเห็นภาพได้ หรือในทางการแพทย์ สามารถจำลองตัวแบบการไหลเวียนของโลหิตภายในร่างกายออกมาให้เห็นได้เนื่องจากนักศึกษาแพทย์ไม่สามารถที่จะเห็นของจริงได้จากการค้นคว้า   นอกจากนี้ในการเปลี่ยน แปลงของอากาศก็สามารถทำตัวแบบออกมาให้เห็นได้เช่นเดียวกัน

                        การใช้ตัวแบบมีข้อดีคือทำให้นักเรียนเข้าใจสิ่งต่าง ๆ  ได้ดียิ่งขึ้น    เพราะตัวแบบจะทำให้นักเรียนสามารถมองเห็นได้หลายแง่หลายมุม   ซึ่งถ้าเทียบกับการใช้อุปกรณ์แบบเก่า ๆ แล้วจะแตกต่างกันมาก   และบางเรื่องในบางวิชาหากจะใช้วิธีการแบบเก่า ๆ มาทำก็ไม่สามารถจะทำได้   นอกจากนี้  เว็บจะมีแหล่งข้อมูลต่าง ๆ จำนวนมากที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างและแสดงผลที่นักเรียนสามารถจะเรียกออกมาดูได้ในชั้นเรียนหรือที่บ้าน

                        (4) ส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย    ก่อนที่จะมีการใช้อินเทอร์เน็ต  กระบวนการค้นคว้าวิจัยซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันอยู่โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับงานห้องสมุด     ครูและนักเรียนสามารถใช้บัตรหัวเรื่อง  หรือชื่อเรื่อง หรืออื่น ๆ  ที่ห้องสมุดใช้  ในการค้นหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นระบบ Dewey  หรือ Library Congress   แต่เมื่อมีการใช้อินเทอร์เน็ต  อินเทอร์เน็ตกลายเป็นแหล่งข้อมูลมหาศาลที่ช่วยทำให้นักวิจัยซึ่งเคยใช้วิธีการเดิมในห้องเรียนสามารถลดเวลาในการค้นคว้าได้มาก ทั้งนี้เพราะมีเครื่องมือใหม่ ๆ ในการค้นหาข้อมูลเพ