สวัสดีครับ
ผมรู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง และความคิดเห็นในงานสัมมนา เรื่องการปฏิรูปประเทศไทย เริ่มด้วยร่วมใจปฏิรูปการศึกษา ในประเด็นเรื่อง ทศวรรษที่ 2 ของการปฏิรูปการศึกษา ครับ ซึ่งในวันนี้ ผมขอเน้นเกี่ยวกับเรื่อง
· การปฏิรูปการศึกษา พูดเก่งไม่พอ ต้อง ทำ และทำแบบยุทธศาสตร์ และไปสู่คุณภาพของทุนมนุษย์ของคนไทย
· การเน้น Knowledge ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่ม Creativity สู่ Innovation
· เน้นที่ผลลัพธ์ มากกว่าปริมาณ
· และสุดท้าย ผมขอให้การศึกษาเน้นเรื่องความรู้ และการสร้าง Network มากขึ้นครับ
เพื่อเป็นช่องทางแห่งการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ผมก็ได้เปิดBlog นี้และคาดหวังว่าทุกท่านจะใช้Blog เป็นช่องทางในการแลกเปลี่ยนความรู้กันและเป็นคลังสมองของพวกเราและก็คงจะเป็นประโยชน์สำหรับชาวBlog ที่สนใจด้วย
จีระ หงส์ลดารมภ์


ปฎิรูปประเทศไทยคือปฎิรูปการศึกษา
ผมขอขอบคุณสภาการศึกษา เลขาธิการสภาการศึกษารองศาสตราจารย์ธงทอง จันทรางศุ ที่จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2552 ระดมความคิด เพื่อจะปฎิรูปการศึกษารอบ 2 โดยให้ผมมีส่วนร่วมสัมมนา
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ คุณจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ก็ไปร่วมเปิดงานและแสดงวิสัยทัศน์ด้วย
ประทับใจอีกเรื่องหนึ่งคือกระทรวงศึกษาเปิดกว้าง ให้หลาย ๆ ฝ่ายมีส่วนร่วม อย่างตัวผมเอง ผมถือว่าทำอยู่แล้วเกือบทุกวัน เรื่องสร้างทุนมนุษย์ ให้มีคุณภาพ ถ้าสำเร็จเล็ก ๆ ขยายกว้างขึ้นและมีแนวร่วมมากขึ้น ผมก็มีความรู้สึกว่า
§ รัฐบาล
§ ข้าราชการ
§ ภาคประชาชน
§ ภาควิชาการ
ผนึกกำลังกันจริง ๆ เพราะอนาคตประเทศไทยอยู่ที่ตรงนี้
สรุป 10 ปีที่ผ่านการปฎิรูปความล้มเหลวมีมากกว่าความสำเร็จ เพราะคุณภาพของนักศึกษาที่จบออกมามีแต่ปริมาณ แต่ไม่มีคุณภาพเปรียบเทียบแม้กระทั่งลาวหรือเขมร มีการปฎิรูปโครงสร้างหลาย ๆ อย่าง เช่น
§ แบ่งเป็นแห่งชัดเจน
§ ดึงเอา ทบวง มหาวิทยาลัยมาอยู่ที่กระทรวงศึกษา
§ ดึงเอาสภาการศึกษา จากสำนักนายกฯ เป็นหน่วยวิจัยคล้าย ๆ เป็นฝ่ายเสนาธิการของกระทรวงศึกษา
แต่ที่ทำยังไม่ได้ดีก็คือ การปรับพฤติกรรมของบรรดาตัวละครต่างๆในการศึกษาที่มีบทบาท เช่น
§ ประมาณ 4,000 คน ที่เป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษา
§ ผู้อำนวยการเขตการศึกษาทั่วประเทศเกือบ 200 คนของสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
§ ผู้บริหารโรงเรียน ทั้งอาชีวะ ประถม มัธยมว่า 30,000 คน ถ้านับเอกชนอีกมากมาย
§ ไม่นับรองผู้อำนวยการเป็นแสนคน
ผมจึงเสนอแนวคิด 3 เรื่องใหญ่ ๆ แต่ก่อนเสนอ เน้นว่า อย่า พูดหรือระดมความคิดอย่างเดียว ต้องทำ เป็นยุทธศาสตร์ทำต่อเนื่องและให้สำเร็จ เช่น Get thing done และระยะยาว
§ พัฒนาระบบการบริหารจัดการและสร้างภาวะผู้นำในการศึกษาอย่างจริงจัง สำคัญที่สุด คือ บริหารคน ในระบบการศึกษาให้มีขวัญกำลังใจโดยเฉพาะครูกว่า 600,000 คน ให้เขามี
HRDS
Ø Happiness
Ø Respect
Ø Dignity
Ø Sustainability
§ แทนที่จะใช้ระบบราชการ สั่งการ 2C’s (Command and Control)
ข้อที่ผมเสนอจะต้องมีการสร้างระบบให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวละครในการบริหารจัดการอย่างแท้จริง วิธีก็คือสร้างสังคมการเรียนรู้ในหมู่นักบริหาร คิดเป็นวิเคราะห์เป็น บริหารจัดการการเรียนรู้ เป็นผู้นำและหลีกเลี่ยงวัฒนธรรมองค์กรแบบเดิมๆ แบบระบบราชการ
§ เรื่องที่สองก็คือ วิธีการเรียนการสอนที่เรียกว่า Learning Methodology ประเทศไทยในอนาคตจะขับเคลื่อนไปข้างหน้าด้วยสัมคมการเรียนรู้
Creativity ความคิดสร้างสรรค์
Innovation นวัตกรรม
ต้องกระตุ้นให้นักเรียนมีอิสระในความคิด ค้นคว้าอยากรู้อยากเห็น Curiosity เป็นจุดสำคัญที่สุด การเน้นแนวคิดการเรียนของเศรษฐกิจพอเพียงให้เด็กมีภูมิคุ้มกันไม่ว่า 4L’s , Peter Senge หรือทฤษฎี Mindmapping ของ Buzan และเรียนจากประสบการณ์ เรียนเรื่องการใช้ชีวิตไม่ใช่วิชาการ จบทำอะไรไม่เป็น เรื่องนำไปทำอย่างทฤษฎี Constructionism ของคุณพารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา พัฒนาและจัดการปฎิรูปวิธีการสอนและเรียนรู้โดยเอาเด็กเป็นศูนย์กลางแบบเน้นความจริงอย่าพูดเฉย ๆ จะทำได้เราก็ต้องมีการฝึกเป็นจำนวนแสน ๆ คน
สุดท้าย ผมต้องการให้การศึกษามีเครือข่าย Network ที่กว้างขึ้น เช่น
§ เครือข่ายระดับประชาชน
§ เครือข่ายระดับท้องถิ่นร่วมมือกันระหว่างประถม มัธยม อาชีวะและมหาวิทยาลัยฯ
§ เครือข่ายกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง
§ เครือข่ายกับกระทรวงอื่น ๆ เช่น กระทรวงเกษตร อุตสาหกรรมและกระทรวงแรงงาน
§ เครือข่ายกับต่างประเทศ
§ เครือข่ายกับสื่อมวลชน
ไม่ใช่มีเครือข่าย (Network)กับปกครองท้องถิ่นเท่านั้นแต่สร้างมูลค่าเพิ่มจาก Network โดยการเป็นพันธมิตรกัน ผู้ดำเนินรายการได้เปิดโอกาสให้ผู้ฟังมีส่วนร่วมซึ่งมีบรรดากลุ่มพลังนอกระบบราชการทางการศึกษาแสดงออกกันมากมาย ผมได้ความรู้มากขึ้น เข้ากับการเรียนของผมคือหลากหลาย แต่ไม่แตกต่างนำไปสู่พลัง ผมคิดว่า
§ การปฎิรูประบบศึกษาภาคประชาชนน่าจะมีบทบาทสำคัญคล้าย ๆ การเมืองภาคประชาชน แต่ในข้อเท็จจริงทำอย่างไร? เพราะข้าราชการกระทรวงศึกษายังมองว่าบทบาทของฉันสำคัญ รัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ คงต้องสร้างค่านิยมว่าการศึกษาเป็นสมบัติของชาติทุกคนต้องมีส่วนร่วม มีวิธีการที่ชัดเจน
§ ส่วนเรื่องเข้า ครม.อย่างเดียว เพราะไม่ศักดิ์สิทธิ์พอ หลายเรื่องอาจจะต้องออกเป็นกฎหมายที่เร็วและกะทัดรัด
§ อย่างเรื่องปฎิรูปโครงสร้างให้กระจายอำนาจไปสู่โรงเรียนและท้องถิ่นจะต้องทำอย่างจริงจังเพราะปรากฏว่าภายใน 10 ปีของการปฎิรูปอำนาจส่วนกลางกลับมีมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด
§ เรื่องการเงินกับคุณภาพการศึกษาต้องคิดคำนวณเรื่องค่าใช้จ่ายต่อหัวใหม่ เรื่องสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต
§ เรื่องการศึกษานอกระบบต้องเอาจริงและการเรียนรู้ตลอดชีวิตน่าจะเป็นวาระแห่งชาติ
ผมจะติดตามแนวทางของรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ซึ่งได้มอบให้รัฐมนตรีจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ในที่สุดนายกฯก็คงต้องลงมาเป็นผู้นำทางการปฎิรูปด้วย เพราะโอบามาพูดเรื่องการศึกษาในอเมริกาไปแล้ว รอโอบามาร์คได้ให้แนวทางการศึกษาด้วย
แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือเปิดกว้างให้ภาคประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม ข้าราชาการกระทรวงศึกษาต้องใจกว้างและพร้อมจะรับความจริงและหายุทธศาสตร์ที่ปฎบัติได้ผนึกกำลังกับทุกฝ่าย
§ มีงบประมาณ
§ มีคนที่มีความสามารถทั้งนอกและในช่วยขับเคลื่อนไปคงจะสำเร็จมากขึ้น
§ มีปัจจัยการเมืองทำให้สำเร็จ
อาทิตย์นี้ผมพูดเรื่องการศึกษาเป็นส่วนใหญ่
สุดท้ายขอขอบ ผ.อ.วิชชาพรรณ กิ่งวัชระพงศ์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวะศึกษาสุราษฎร์ธานีที่จัดสัมมนาหลักสูตรพัฒนาครูและบุคลากรวิทยาลัยอาชีวศึกษาสุราษฎร์ธานี กว่า 60 คน ระยะเวลา 2 วัน โดยให้ผมและทีมงานมีส่วนร่วมในการสัมมนาครั้งนี้ มีผู้นำแบบนี้ชาติเจริญ