ประเด็นต่อจากบันทึก "สังคมอุดมศึกษา" ในมุมมองของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ... ( ๑ )

 

สังคมอุดมศึกษา ( ๒ )

 

ผมอาจพูดเกินเลยไปหน่อย เพราะที่จริงคนที่ฟันฝ่าออกมาเพื่อเรียนด้วยตนเองนั้นมีอีกมาก เพียงแต่ไม่ได้เรียนในเชิงวิชาการเท่านั้น หากเรียนที่จะทำธุรกิจได้เอง เรียนที่จะเป็นนักการเมือง เรียนที่จะเป็นมหาดไทย เรียนที่จะเป็นผู้บริหาร ฯลฯ มีอีกมากครับ แต่ไม่ใช่ส่วนใหญ่ของคนที่จบมหาวิทยาลัย

เป้าหมายของปริญญาตรีดังกล่าวนี้ ไร้ความสำคัญลงไปเรื่อย ๆ เมื่อทุนนิยมยุคใหม่ขยายตัวขึ้นหลังจากสงครามโลกเป็นต้นมา เพราะทุนนิยมยุคใหม่ "ผลิต" ด้วยวิชาความรู้มากขึ้น ในขณะที่องค์กรผลิตก็ขยายตัวจนเป็นยักษ์ใหญ่ที่คลุมไปทั่วโลก จึงต้องการระบบการศึกษาที่สามารถผลิตคนไปป้อนตำแหน่งงาน ไม่ต้องการเสียเงินให้ใครมานั่งเรียนด้วยตัวเองก่อน จึงทำงานได้ดีขึ้น

ทุนนิยมยุคใหม่นี้ มีอเมริกันเป็นตัวแทนหรือหัวหอก

การศึกษาในมหาวิทยาลัยจึงเปลี่ยนไปเป็นการผลิตผู้มีความรู้เฉพาะด้านในระดับสูง เพื่อป้อนเข้าสู่ตำแหน่งงาน

ปริญญาตรีเป็นเพียงบันไดขั้นแรกเพื่อก้าวไปสู่ความรู้ระดับสูงดังกล่าว ไม่ใช่บันไดขั้นสุดท้ายสำหรับการเรียนรู้เองตลอดชีวิตอีกต่อไป

แต่อเมริกันไม่เคยมีอิทธิพลในมหาวิทยาลัยไทยมาก่อน สมัยที่ผมเรียนอยู่ คณบดี (ซึ่งเป็นนักเรียนอังกฤษ) ถือนโยบายว่า ฝรั่งอเมริกันจะเป็นผู้สอนภาษาอังกฤษในชั้นใหญ่ไม่ได้ ทำได้แค่เป็นผู้สอนในชั้นย่อย (tutor) เท่านั้น

มหาวิทยาลัยไทยแห่งแรกที่ปรากฎอิทธิพลอเมริกันอย่างเด่นชัด คือ "วิทยาลัยวิชาการศึกษาประสานมิตร" ซึ่งเมื่อเริ่มเปิดก็มีจุดหมายจะผลิตคนไปป้อนตำแหน่งงานโดยตรง ได้แก่ นักการศึกษาที่จะเป็นผู้ปรับเปลี่ยนระบบการศึกษาไทยเพื่อรองรับการพัฒนา (ตามแผนของธนาคารโลก)

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดด้วยกำลังของอเมริกันในการให้ความช่วยเหลือ ทำให้อิทธิพลอเมริกันครอบงำมหาวิทยาลัยทุกแห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่ผมเคยเรียน

มหาวิทยาลัยไทยจึงตั้งหน้าตั้งตารับใช้ทุนกันอย่างไม่ลืมหูลืมตาจนถึงทุกวันนี้

เวลาเขาจัดหลักสูตร คำอธิบายอันแรกที่สำคัญเพื่อให้ผ่านการอนุมัติทุกขั้นตอนก็คือ แล้วใครจะจ้างผู้สำเร็จหลักสูตรนั้นไปทำงานบ้าง ยิ่งมากยิ่งดี

นักธุรกิจเข้ามากำหนดสเป๊กของบัณฑิตเกือบทุกแขนง จะเรียนธรณีวิทยา ฟิสิกส์ การท่องเที่ยว การโรงแรม รัฐศาสตร์ ศิลปะ ฯลฯ อย่างไร จึงจะตรงกับตำแหน่งงานที่นักธุรกิจต้องการ

การเอานักธุรกิจเข้ามานั่งกำหนดนโยบายในสภามหาวิทยาลัยกลายเป็นแบบปฏิบัติพื้นฐานที่ต้องทำกันในทุกสภามหาวิทยาลัย

ฉะนั้น ในการวางแผนการศึกษาของมหาวิทยาลัย ตลาดงานจึงเป็นตัวกำกับอยู่ตลอดเวลา จนกระทั่งลืมไปว่า ถึงอย่างไร เป้าหมายของการศึกษาทุกระดับ คือ ตัวผู้เรียนเอง เป็นก่อนอื่นทั้งหมด ถ้าจะมีอย่างอื่นตามมาอีกก็น่าจะเป็นสังคมมากกว่าทุน (ถ้าไม่นับสองอย่างนี้เป็นอย่างเดียวกัน ซึ่งก็ไม่ควรนับ)

และด้วยเหตุดังนั้น เป้าหมายตามอุดมคติเดิมของมหาวิทยาลัย คือ สร้างความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเอง จึงน่าจะเป็นเป้าหมายที่ขาดไม่ได้และสำคัญที่สุด เพราะนี่คือ การพัฒนาผู้เรียนไปสู่จุดที่จะทำให้เขาใช้ศักยภาพของเราได้สูงสุด

และเมื่อมองจากบุคคลหรือจากผู้เรียน โลกที่เราทั้งหลายต้องมีชีวิตอยู่สืบไปตั้งแต่บัดนี้ถึงภายหน้า คือ โลกที่ไม่อนุญาตให้ใครมีทักษะแคบ ๆ เพียงทักษะเดียวอีกแล้ว แม้แต่ทักษะที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี ก็กลายเป็นสิ่งล้าสมัยงุ่มง่าม และไร้ประสิทธิภาพโดยเปรียบเทียบไปได้ในพริบตาเดียว

ฉะนั้น ความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตนเองจึงเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดในการศึกษา

 

(มีต่ออีกตอน)

 

.......................................................................................................................................

 

เป็นอย่างไรบ้างครับ ตอนที่ 2 แล้ว คงต้องขออนุญาตเพิ่มอีกตอนนะครับ เพราะเนื้อหายังยาวอยู่

ค่อย ๆ เรียนรู้กันไป ทีละน้อย ๆ ดีที่สุด

มีความคิดเห็นอย่างไร นำเสนอได้เลยนะครับ

ขอบคุณมากครับ :)

 

.......................................................................................................................................

แหล่งอ้างอิง

นิธิ เอียวศรีวงศ์.  "สังคมอุดมศึกษา", มติชนสุดสัปดาห์.  29, 1489 (27 ก.พ. - 5 มี.ค.52) : หน้า 33.