ชื่อเรื่อง รายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชื่อผู้ศึกษา นางธนิตา สูงติวงศ์
ปีที่ทำการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550
บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษและเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนประชารัฐธรรมคุณ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาลำปาง เขต 1 กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ห้อง 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 28 คนโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 5 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนภาษาอังกฤษโดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ ใช้เวลาในการทดลอง 5 สัปดาห์ ๆ 3 ชั่วโมง รวมเวลาที่ใช้ในการทดลอง 15 ชั่วโมง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วย ค่าอำนาจจำแนกและค่าความยากง่าย วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมตามเกณฑ์ 80/80 โดยใช้สูตร E1/E2 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังเรียนโดยการทดสอบค่า t-test และค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.)
ผลการศึกษา พบว่า
1. ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น มีค่าเท่ากับ 88.15/83.93 แสดงว่ามีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ดีมาก
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษหลังจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะ การอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.01
3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนภาษาอังกฤษด้วยชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้แหล่งเรียนรู้ในท้องถิ่น มีค่าเฉลี่ย 4.56 ( =4.56) แสดงว่านักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด
สวัสดีค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ อาจารย์ เผอิญรอหนังสือตอบรับจากผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ
รับรองผลงานค่ะ จะจัดส่งให้เป็นตัวอย่าง 1 ชุดนะคะ ขอบคุณมากค่ะ
อ่านบทคัดย่อของคุณครูแล้ว น่าสนใจมากค่ะ
อยากได้ตัวอย่างหนังสือส่งถึงผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศและหนังสือตอบรับรองผลงานบ้าง ถ้าจะกรุณา กำลังทำผลงาน หนังสืออ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับไทยทรงดำค่ะ ของคุณมากค่ะ
อาจารย์อรวรรณคะ บอกเมลอาจารย์ด้วยค่ะ แบบตอบใน gotoknow ไม่บอกเมลอาจารย์และแนบไฟล์ไม่ได้เลยค่ะ อาจารย์ susanna ด้วยนะคะ การส่งผลงานให้ผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ ก็ติดต่อผ่านคนรู้จักไปค่ะ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย แต่ต้องให้เวลาเขาอ่านนานมากเลย ครู Jenny ส่งไปทีละชุดบ้าง 2 ชุดบ้าง ใช้เวลาเป็นเดือนๆ เลย บางทีจนท้อ ฝรั่งเขาบางทีก็พักผ่อนทีละหลายสัปดาห์เลย แต่ก็ตรวจมาดีมากเลย ใช้ track changes จะเห็นว่าผิดตรงไหน แก้ไขตรงไหน บางทีก็อาจจะเกิดจากเราเองที่ทำงานไม่ครบ น่าจะส่งไปทีเดียว ว่าแต่อาจารย์จะส่งรุ่นไหนคะ
ชื่อเรื่อง รายงานการใช้แบบฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ผู้รายงาน นางสาวสันทนา เปี่ยมฤกษ์
โรงเรียน บ่อแร่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ปีที่พิมพ์ 2552
บทคัดย่อ
คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความคิดของมนุษย์ ทำให้มนุษย์ มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบระเบียบ สามารถวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ทำให้สามารถคาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ และแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม แต่การจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่านักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนอยู่ในระดับที่ไม่น่าพอใจ การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อสร้างแบบฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มประชากรได้แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบ่อแร่ อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้มี 4 ชนิด ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวน 27 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ 1 ชั่วโมง แบบฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ 30 ข้อ ซึ่งมีค่าความยากตั้งแต่ 0.22 ถึง 0.78 ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.26 ถึง 0.89 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.78 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t – test (Dependent Samples)
ผลการศึกษา
1. ผลการหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ประสิทธิภาพด้านกระบวนการได้เท่ากับ 78.88 และประสิทธิภาพด้านผลสำเร็จได้เท่ากับ 76.41 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (75/75)
2. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้แบบฝึกเสริมทักษะสูงกว่าก่อนการใช้แบบฝึกเสริมทักษะ
3. ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (คะแนนเฉลี่ย 4.62)
สรุปว่า แบบฝึกเสริมทักษะทางคณิตศาสตร์เรื่องการคูณและการหาร กลุ่มสาระ การเรียนรู้คณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพ สามารถช่วยพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เหมาะสำหรับที่ครูจะนำมาใช้เป็นสื่อเพื่อแก้ปัญหาการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณและการหารได้