สองวันมานี้ นั่งเขียนโครงการวิจัยเพื่อจะเสนอขอรับการสนับสนุนอยู่ครับ แต่เขียนยังงัยๆ ก็วนอยู่ที่เดิมครับ ฮิฮิ ไม่ได้วนอะไรมากหรอกครับ แค่วนในใจว่า จะเสนอดีหรือเปล่า ส่วนเรื่องที่จะเสนอนั่นพร้อมเขียนแล้ว ฮือ คิดไม่ตกครับ ผมนั่งเขียนไปพร้อมๆ กับคำว่า จะเสนออีกหรือ ดีหรือเปล่า มาสองวันเต็ม แต่ตอนนี้คิดว่า ตัดสินใจได้แล้วครับว่า ไม่เสนอดีกว่า เหตุผลไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากครับ แค่นึกถึงตอนลาออกจากตำแหน่งบริหาร จนถึงตอนนี้ งานยังยุ่งอยู่เหมือนเดิม และวิทยานิพนธ์ก็ไม่คืบหน้าไปไหนเลย ยังอยู่ที่เดิมที่มันเคยอยู่ตอนที่ลาออกจากตำแหน่ง สรุปว่า ยาขนานแรกไม่ได้ผลครับ สงสัยต้องยาขนานสองครับ วันนี้ก็เปรยๆ กับ (ว่าที่อดีต) หัวหน้าสาขาวิชาไปแล้ว

มาเลเซียนัยสำคัญต่อไทย เป็นประเด็นที่ผมสนใจมากครับ รอบที่แล้วผมทำเกี่ยวกับนโยบายรัฐต่อความหลากหลายทางวัฒนธรรม แล้วผมก็เกิดประเด็นสนใจเพิ่มขึ้นและอยากทำต่อในโครงการสองที่ สกว.กำหนดประกาศรับโครงการอยู่ เพียงแต่ว่า หัวข้อที่ผมสนใจทำต่อกลับไม่ใช่ทางด้านการศึกษาหรือเทคโนโลยีการศึกษาที่ผมควรจะทำเท่านั้นเอง

เมื่อเดือนที่แล้ว ท่านอธิการบดีเล่าถึงความสำเร็จของอุดมศึกษาของมาเลเซียได้น่าสนใจครับ ท่านบอกว่า มหาวิทยาลัยในมาเลเซียอายุมากสุดไม่เกิด 50 ปี ในขณะที่ไทยมีมหาวิทยาลัยที่อายุมากกว่ามหาวิทยาลัยในมาเลเซียจำนวนก็ไม่น้อย (อันนี้ผมนึกเอง) แต่มาเลเซียประสบความสำเร็จในการจัดการศึกษาระดับนี้ และเป็นไปตามแผนที่เขาวางไว้ครับ ดูง่ายๆ ครับ มหาวิทยาลัยที่อยู่ชายแดนประเทศไทยสามารถเปิดในระดับปริญญาเอกได้เกือบทุกสาขาวิชา และที่สำคัญอาจารย์ในไทยก็ไปเรียนต่อกันเยอะ การสร้างอาจารย์ของเขาในตอนเริ่มต้น น่าสนใจมากครับ เขามีการส่งพี่เลี้ยงไปอบรมเรื่องคุณธรรมจริยธรรมถึงยุโรปและอเมริกา ไม่ใช่แค่ให้ทุนไปเรียนให้จบๆ มาแล้วก็มาสอนที่มหาวิทยาลัยในประเทศ

ผมเลยรู้สึกเอาจากหลายเรื่องราวที่ไปเจอจากการทำวิจัยรอบที่ผ่านมาว่า มาเลเซียเขาคิดต่างจากเราค่อนข้างมาก แต่ปัญหาหนึ่งคือ เวลาเราไปเรียนรู้เขา เราก็ไม่ได้อะไรกลับมา เนื่องจากเราใช้ฐานคิดที่เป็นเราไปให้ค่าการกระทำของเขาครับ ด้วยเหตุนี้ผมเลยมองว่า ผมเหมาะที่จะทำวิจัยที่มาเลเซีย เพราะผมคิดว่าผมอธิบายเขาได้ใกล้เคียงกับที่เขาเป็นมากกว่า แต่คิดไปคิดมา วางไว้ก่อนดีกว่า

เหตุผลหนึ่ง ซัมเมอร์นี้ เทอมหน้าต้องใช้พลังเยอะสำหรับการสอนครับ เนื่องจากขนาดห้องเปลี่ยนไปจากเดิมเยอะ อันเนื่องจากจำนวนนักศึกษาในห้องที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อีกไม่กี่วันแล้ว จะเริ่มสอนแล้ว แต่ยังไม่เห็นอะไรที่ผู้บริหารสัญญาว่าจะให้เลย แต่ก็คิดเผื่อใจแล้วละครับว่า เขาสัญญาไว้ (ก่อน)

สองวันนี้มีเรื่องดีอยู่เรื่องหนึ่งครับ คือ อาจารย์อนุญาตให้ผมไม่ต้องไปดูงานที่อเมริกาแล้ว อันนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดที่ถูกจงใจให้เป็นอย่างนั้นมานานครับ สุดท้ายเมื่อไม่ใช่ภาคบังคับตามหลักสูตร ผมก็ขอไม่ไปแล้วกัน แต่เสียดายเงินที่จ่ายไปสำหรับการดำเนินไปบางส่วนแล้วเหมือนกันครับ การไปดูงานไม่ใช่ปัญหาครับ แต่สังขารกับงบประมาณเป็นปัญหา อีกอย่างหนึ่งคือ งานที่วางแผนไว้ตลอดเดือนจะเสียไปด้วย ดังนั้นเมื่อไม่ต้องไปแล้ว งานก็เดินได้คล่องขึ้นครับ แต่วันนี้อาจารย์ฝากมาบอกว่า ให้ทำหนังสือแจ้งไปที่ม.มิสซูรีด้วยว่า ผมไม่ไป ฮือ ใครจะช่วยผมเขียนที ฮือ

ส่วนเช้าวันนี้ รองอธิการบดีท่านหนึ่งตั้งคำถามกับผมว่า ทำไมแปดปีมาแล้ว เราสร้างศึกษาศาสตร์ไม่สำเร็จ ทั้งๆ ที่ในทุกแผนของมหาวิทยาลัยระบุชัดว่าจะให้มีคณะๆ นี้ เหมือนจะเป็นความผิดของผมด้วยครับ ผมเป็นประธานคณะกรรมการฝ่ายพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาตรี แต่ก็ต้องถามไปยังคณะผู้บริหารด้วยแล้วกันครับว่า คนอย่างผมจะทำอะไรได้บ้าง ในเมื่อเส้นทางเดินที่ขีดให้ผมมันหลายเส้นที่หาจุดบรรจบไม่เจอ

เอาละครับ ผมถือว่าคืนนี้คือตัดสินใจครับ ทำสิ่งที่มีอยู่ให้ดีที่สุด สมบูรณ์ที่สุด พอแล้ว ส่วนงานอื่นค่อยว่ากันอีกที่เมื่อผมพร้อมแล้วกัน