ณ ปัจจุบันนี้ เราต้องให้แนวคิดในเรื่องการคัดกรอง การป้องกันโรค ในระยะแรกให้ได้

 

ตอนจบ ของ อ.พิช และ อ.มัท ผู้สูงอายุกับการดูแลสุขภาพ

อ.พิช ... การที่เขาจะดูแลตัวเองได้ เขาต้องดูแลสุขภาพด้วย สุขภาพอันนี้ คือ กาย จิต สังคม สิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่เราต้องดูอยู่เสมอ เรื่องของแนวคิดการดูแลสุขภาพสมัยก่อน ว่าแต่การป้องกันโรคเลยนะคะ ให้รอดจายจากการเป็นโรค ก็ลำบากแล้ว ... เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว ณ ปัจจุบันนี้ เราต้องให้แนวคิดในเรื่องการคัดกรอง การป้องกันโรค ในระยะแรกให้ได้

อ.มัท ... ถ้าทำได้ ก็จะมีผู้สูงอายุที่สูงวัยอย่างมีคุณภาพมากขึ้น

อ.พิช ... ไม่ใช่มาถึงต้องพิมพ์ฟันปลอมทุกคนนะคะ อาจารย์ก็คาดว่า จากการอบรมวันนี้ไป 15 ปีข้างหน้า ผู้สูงอายุก็จะมาแค่ขูดหินปูน จากฟันเดิมที่ยังดีอยู่ ไม่ใช่มาถึงต้องพิมพ์ฟันเท่านั้น

อ.มัท ... ถ้าสูงวัย แล้วจะมีคุณภาพหรือไม่นี่ อยู่ที่ว่า ท่านเตรียมพร้อมหรือเปล่า เมื่อถึงวันนั้นจริงๆ แล้ว ท่านปรับตัวได้ไหม ซึ่ง 2 จุดนี้ เป็นจุดที่ เรา ในฐานะเป็นบุคลากรสาธารณสุข จะต้องเข้าไปช่วย เราสามารถช่วยท่านได้ตรงนี้ และส่วนที่ 3 เรื่องโชคชะตา ต้องปล่อยให้เป็นไป

อ.พิช ... โชคชะตา นี่ เรียกว่า กรรม ข้อมูลนี้มาจากตำรา มีคนถามอาจารย์เหมือนกันว่า ทำไมแม่เป็นสมองเสื่อม และมีคุณตาบ้านข้างๆ ไม่เห็นเป็นเลย แต่เป็นโรคหัวใจ อาจารย์บอกว่า กรรม มีมาไม่เหมือนกันนะคะ โชคชะตากำหนดมาไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ณ วันนี้ เราต้องทำอะไรเพื่อเขา

จริงๆ แล้ว การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ไม่ยากเลยค่ะ อันที่หนึ่ง กินต้องดี อาหารที่กินเข้าไปต้องพอ มีคุณภาพ อันที่สอง สูบบุหรี่ เหล้า เลิกได้ให้เลิก ใครที่ ณ วันนี้ ยังมีญาติพี่น้อง หรือยังสูบบุหรี่อยู่ หยุดวันนี้ ทันมั๊ยอาจารย์ ทัน ... หยุดเมื่อไรก็ทันนะคะ หยุดเมื่อไร ดีเมื่อนั้น ตรวจหา คัดกรองหาโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความดัน ไขมัน น้ำหนักตัวเกิน อย่าลืมนะคะ ผู้สูงอายุบางคนตรวจฟันเสร็จ และระหว่างที่กำลังอ้าปากแคะขี้ฟันอยู่ ตะโกนจนห้องข้างๆ ได้ยินเลยนะคะ "คุณตาอ้าปาก อ้าปาก" ... "หมอ ไม่ได้ยิน อะไรนะ" ... อย่างนี้ ทำฟันเสร็จ ให้ส่งไป แคะขี้หู ตรวจหูด้วยนะคะ บางทีมัวแต่ดูฟัน ลืมไปนะคะ ว่าหูแกไม่ได้ยิน ตาเป็นสิ่งที่อาจารย์ย้ำ ทุกคน ทุกครั้ง ผู้สูงอายุนอกจากที่เราตรวจทั่วๆ ไป แล้ว สิ่งที่คนดูแลผู้สูงอายุ ต้องดู ตา หู และฟัน

คนหนึ่งที่อาจารย์รักที่สุดในชีวิตเลย ทุกวันนี้ ตาเขามองไม่เห็น จากโรคต้อหิน ซึ่งเป็นต้อหินที่ไม่มีอาการ ไม่ปวดตา เขาตาบอดตั้งแต่อายุ 60 และเขาก็อยู่ในความมืด จนปัจจุบันเขาอายุ 92 คุณปู่ของอาจารย์เองค่ะ และเท่าที่เคยมีญาติซึ่งสูญเสียการมองเห็น เมื่อเขาอายุเยอะ ที่จะไม่รู้เลยว่า คำว่า ทุกข์ เป็นอย่างไร อาจารย์ยังเคยจำที่คุณปู่จับชุดครุยของอาจารย์ ตอนที่อาจารย์รับปริญญา เป็นหลานสายตรงคนแรกที่จบหมอ เพราะว่าที่บ้านเป็นนักกฎหมายทั้งบ้าน คุณปู่ถามว่า มีกี่แถบ แถบตรงนี้ มันเขียวอะไรลูก มันเขียวยังไง เขียวเหมือนใบไม้อะไร ... เป็นสิ่งเดียวที่อาจารย์รู้ว่า ถ้าเป็นผู้สูงอายุ สิ่งที่อาจารย์จะเก็บไว้ให้มากที่สุด คือ ตา หู และฟัน และเนื่องจากตาเขาไม่มี ทุกวันนี้ เขาสมองเสื่อมแบบ เขาแย่เร็วมาก และก็เขาสูญเสียการรับรู้ไปด้านหนึ่ง ทำให้บางครั้ง เขาหลงแบบเลอะเทะ เลยนะคะ เหมือนโฆษณาสี และมีเด็กผู้หญิงบอก "อย่าโยนสิ มันเลอะเทะ ไปหมดแล้วนะ" ... อาจารย์ โถ พูดยังไม่ชัดเลย ทะลึ่งจะสอนน้อง แต่ว่าบางครั้ง เขาเลอะเทะจริงๆ เพราะว่าเขามองไม่เห็น เพราะฉะนั้น อย่าลืมนะคะ ตา หู ฟัน สำคัญมาก

เรื่องออกกำลังด้วย ใครที่ไม่เคยออกกำลังเลย เย็นนี้ไปวิ่งออกกำลังกายกันนะคะ อย่าลืมต้องออกกำลังสม่ำเสมอ ผู้สูงอายุต้องมีสังคม ยังต้องเจอเพื่อนสมัยอนุบาลอยู่นะคะ ถ้ามีอาการเจ็บป่วย อย่าลืมบอกเขานะคะ ไม่ใช่ "เจ็บไหมพ่อ" "เจ็บ เจ็บ นะคุณหมอ แต่มันก็ไม่เป็นไรหรอก" โถ หนองอึ้กเลยนะคะ ส่งไปหาหมอฟันแทบไม่ทัน

อ.มัท ... อย่างที่เมื่อเช้าบอกว่า เจ็บก็น้อยลง เป็นไข้ก็ไม่ค่อยมี

อ.พิช .... ถ้าเขามีโรคประจำตัว อย่าลืมบอกให้เขาไปหาคุณหมอด้วย แล้วก็ผู้สูงอายุ ควรได้รับการตรวจสุขภาพ ทุกปี อย่าลืมที่บ้านด้วย พาไปตรวจสุขภาพด้วย

อ.มัท ...  ในช่องปาก ก็ต้องทุกๆ 6 เดือน ถ้าไม่มีฟันก็ปีละครั้ง

อ.พิช .... บางคนใส่ฟันปลอม ใส่แล้วลืมเลยนะคะ ต้องดูทุกปี เพราะว่า ถึงแม้จะใส่ฟันปลอมไปแล้ว กระดูกก็ยังจะยุบต่อไปเรื่อยๆ ... อย่างเมื่อเช้าที่ใช้กาวที่ติดฟันปลอม ก็อย่าเพิ่งไปซื้อ ให้หมอดูก่อน เพราะว่าจะปรับฐานฟันปลอมได้

อ.มัท ... เมื่อเช้า ลูกศร จะไปทาง สุขภาพช่องปาก ไปมีผลกับสุขภาพโดยรวมอย่างไร อย่าลืมว่า มันเป็นลูกศรสองด้าน แล้วมันมีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันเยอะ อย่างเช่น น้ำตาล บางคนกินหวาน และบุหรี่ ก็ทำให้โรคปอด โรคเหงือก ในขณะที่เราเป็นบุคลากรสาธารณสุขนี่ เราไม่ใช่คิดว่า ฉันจะต้องให้คนไข้แปรงฟันอย่างเดียว จริงๆ การที่ทำให้เขากินดี ทำให้เขาเลิกบุหรี่ ก็เป็นงานทันตสาธารณสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน

อ.พิช ... อาจารย์เคยเจอคนไข้เป็นมะเร็งที่ลิ้น และสูบบุหรี่

อ.มัท ... การสูบบุหรี่ กับสุขภาพทั่วไป หรือสุขภาพช่องปาก ก็จะมีโทษทั้งหมด ถ้าน้อยๆ หน่อยก็แค่เป็นคราบ หรือว่าการรับรส การได้กลิ่นลดลง หรือการมีรอยโรคต่างๆ เคยเห็นลิ้นดำเป็นขนไหน ที่เขาเรียก Hairy tongue หรือราขึ้น หรือว่า ฟันเป็นโรครำมะนาด หรือว่าร้ายที่สุด คือ เป็นมะเร็งในช่องปาก

 

ภาพซ้ายบนเป็นมะเร็งแล้วจริงๆ คือ Squamous cell carcinoma รูปบนขวา เป็นแค่เริ่มๆ เป็นแค่รอยโรคดังกล่าว ที่ยังเป็นแค่เนื้องอก ยังไม่เป็นมะเร็ง ส่วนรูปล่าง เหมือนกับว่า รูปซ้ายมีรอยขาวๆ ส่วนรูปขวาไม่มี ในคนไข้คนเดียวกันที่เลิกบุหรี่ รอยมันหายไปเลย ... แค่เลิกบุหรี่ก็หายได้

เรามีไอเดียในการทำงานส่งเสริมสุขภาพ ในกลุ่มประชากรผู้สูงอายุอย่างไร

ที่แคนาดา ศูนย์สาธารณสุข เขาเปลี่ยนชื่อ ชื่อ Centre for Healthy Living และในนั้นจะเป็น 3 กองย่อยอยู่ในกองเดียวกัน มีกองควบคุมยาสูบ / สุรา ยาเสพติด และพวกนักโภชนาการ และทันตสาธาณสุข อยู่ในจุดเดียวกัน และทำงานข้ามเข้ามาด้วยกัน ทำงานข้ามกันก็ได้ อย่างเมืองที่ไปทำวิจัย คนที่เป็นหัวหน้าสุด เป็นทันตานามัย แต่ว่าคุมทุกอย่างเลย อันนี้ก็คือ จะทำให้ทำงานร่วมกันได้ อย่างบูรณาการ ของเราจะติดในเรื่องโครงสร้าง ก็ไม่เป็นไร เราก็ทำกันไม่เป็นทางการก็ได้ เป็นตัวอย่าง

หรืออย่างเช่น slogan ที่ว่า ไม่ว่าจะไป supermarket ที่ไหน หรือไปตลาดที่ไหน ถ้าจะมีขาย apple จะมีป้ายติดอยู่ว่า "An apple a day keeps doctors away" กินแอปเปิ้ลวันละลูก ทำให้หมอไปไกลๆ คือ ไม่ป่วย เราก็เอาไอเดียอันนี้มาปรับใหม่ก็ได้ เรามีของของเราอยู่ มีผักจิ้มน้ำพลิก ถ้าเราถามคุณตาคุณยาย ที่มีฟันเหลือเยอะ ถามเขาว่าทำอะไร นี่ละ เขาทานพวกนี้ละ

อ.พิช ... พวกนี้อยู่นานกว่า KFC นะคะ ถ้ารุ่น KFC อยู่ไม่นานนะคะ ไปหมดละค่ะ 50 กว่า

อ.มัท ... และเราก็ทำให้มันคล้องจองกันเอง และไปรณรงค์กันในชุมชนก็ได้

ของคนนี้เป็นคนที่เรียนผู้สูงอายุมาเหมือนกัน เขาบอกว่า เรารู้แล้วว่า เราจะสุขภาพดี เราก็ต้องเปลี่ยน Lifestyle "วิถีการใช้ชีวิต" เขาบอกว่า เอาตัวย่อมาเล่นเลย เพื่อติ๊กให้ครบทุกด้าน เราไปสอนให้เขาแปรงฟันอย่างเดียว มันไม่ได้สักที เราก็มาดูว่า มันมีปัจจัยอย่างอื่นหรือเปล่า เขาอยู่อย่างไร อยู่คนเดียว หรืออยู่สองคน หรืออยู่เป็นครอบครัวใหญ่ หรือต้องเลี้ยงหลาน แล้วเขาทำอะไรเองได้มั๊ย มีใจชอบไหม ได้พบหน้าคนในครอบครัวบ่อยแค่ไหน คือ คนที่เขาทำเรื่องนี้ เขาเชื่อว่า ตราบใดที่เขายังไม่ได้ปัจจัยอื่น เขาไม่มาทำตามที่เราขอเขาหรอก ต้องทำให้อย่างอื่นเขาได้ด้วย เขาถึงจะมาทำตามที่เราขอ เขากินเขาดื่มอะไร ลองสำรวจดูสิ เขาชอบ และเขามีกิจกรรมทางด้านจิตอาสาหรือเปล่า มีไปวัด ไปสุเหร่า ไปโบสถ์บ้างหรือเปล่า และเขาพอใจกับการจัดบริการทางการแพทย์ไหม ได้เจอกับลูกหลานบ่อยแค่ไหน อ่านหนังสือพิมพ์ หรือหนังสือวิทยาสาร หรืออะไร หรือเล่น Internet เขาออกกำลังกายบ่อยแค่ไหน ถ้าเราทำได้ครบทั้งหมด Lifestyle นี้ ก็ OK สุขภาพเขาก็คงจะดีขึ้น และสูงอายุได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้น

ตอนนี้พวกเราทำงานเฉพาะกับชมรมผู้สูงอายุ ลองดูสิว่า จะขยายกลุ่มเป้าหมายได้ไหม กลุ่มเป้าหมายหลักก็คือ ผู้สูงอายุ แน่ๆ แต่เราอาจไปทำงานกับครอบครัวของเขา หรือคนดูแล หรือหน่วยงานอื่นๆ ในชุมชนด้วยก็ได้ และลองเปิด คิดให้กว้างขึ้น แต่ละที่ก็จะไม่เหมือนกัน

อ.พิช ... แต่จริงๆ ลงชุมชนครั้งหนึ่งนี่ ลงให้ครบเลยนะคะ ไม่ใช่แบบ วันนี้ลงไปจะตรวจเฉพาะ 60 ขวบ ก็คิดว่า มันไม่เท่าไร แต่ถ้าตรวจเป็นครอบครัว อาจารย์ว่า เก๋กว่านะคะ ตรวจไปหมดเลย ตั้งแต่เด็ก

อ.มัท ... เราจะรู้จักคุณย่าคุณยายได้เต็มที่ ก็เมื่อเราได้รู้จักครอบครัวของเขา อย่าไปยึดติดกับรูปแบบ เห็นที่อื่นเขาทำอย่างนี้แล้วสำเร็จ ก็ไม่ใช่ว่า เราจะทำสำเร็จ เราก็ต้องมาถามว่า แล้วที่ของเรามีอุปสรรค หรือมีตัวเอื้ออะไร และเราก็คิดเสียว่า เราก็มีจุดหมายเดียวกัน แต่เราจะเลี้ยวซ้ายหน่อย เลี้ยวขวาหน่อย ไปคนละทางก็ได้ ไม่ใช่รูปแบบเดียวกัน

ความแน่นอน ก็คือ ความไม่แน่นอน ความต้องการของผู้สูงอายุ ก็อาจะจะเปลี่ยนไปก็ได้ เพราะฉะนั้น ก็ต้องสำรวจเสมอ

อ.พิช ... เพราะว่า จริงๆ แล้ว ผู้สูงอายุ 10 คน ก็ 10 แบบ นะคะ ต่างกันนิดหน่อย หรือต่างกันเยอะ เพราะฉะนั้น แบบหนึ่ง อาจใช้ได้กับคุณตา ก ไก่ แต่ใช้ไม่ได้กับคุณตา ข ไข่ นั่นคือ ข้อดีที่ผู้สูงอายุสอนเรา ให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ และการที่เรามีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักหาวิธีที่หลากหลายมากขึ้น ก็ทำให้เราสมองไม่เสื่อม พี่เม่อร์ไม่ถามหา

อ.มัท ... ทีนี้ จะใช้วิธีไหน รู้ได้อย่างไร ก็ถามท่านน่ะแหล่ะ ดีที่สุด ถามความต้องการ และถามความคาดหวังของท่าน เป็นอย่างไร และในฐานะที่เราเป็นบุคลากรทางสาธารณสุข หน้าที่ของเราก็คือ ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง และทันสมัย และก็ต้องใส่ใจกับอุปสรรคที่ขัดขวาง การที่ผู้สูงอายุมามีส่วนร่วมทำงานกับเรา

ไม่ต้องคิดว่า ว่าจะต้องทำวิธีที่คนอื่นเขาทำ และประสบความสำเร็จ และจะต้องใช้วิธีนั้นที่เขาใช้ ก็ไม่จำเป็น เราก็เอาอย่างอื่นมาเสริม ใช้หลายๆ วิธีให้มันได้ผลมากขึ้น และเมื่อทำได้แล้ว ก็ห้ามหยุด ไม่ใช่ว่า สำเร็จแล้ว ดีใจ ... แล้วหยุดไป มันก็จะไม่ยั่งยืน เพราะว่า ความแน่นอน คือ ความไม่แน่นอน มันเปลี่ยนได้เสมอ จะต้องคอย update ตัวเอง

ในเมื่อเราต้องทำงานกับผู้สูงอายุ ก็จะมีกลุ่มอื่นอีกตั้งเยอะ เช่น เราอาจจะต้องไปให้ความรู้ ผู้ดูแลผู้สูงอายุ อย่าง ใน สสจ. ก็อาจจะจัดอบรม ตัวอย่างนี้ เป็นงานปฐมนิเทศของแพทย์ที่เพิ่งจบใหม่ที่อเมริกา เด็กพวกนี้ไม่รู้หรอกว่า กลุ่มผู้สูงอายุเป็นอย่างไร ก็จะคิด และมีทัศนคติทางลบต่อผู้สูงอายุ วันปฐมนิเทศ เขาก็ให้เล่นเกมเลย ให้เอาแว่นมาใส่ แบบที่ใส่แล้ว มัวๆ มองไม่เห็น และสร้างเป็นสถานการณ์ขึ้นมา และให้เด็กเหล่านี้ พยายามปกป้องอิสรภาพของตัวเอง เขาก็จะเกิดความอึดอัด และเข้าใจในที่สุด

 

อย่างเชน่า ที่เราพูดว่า อย่ามองผู้สูงอายุเป็นเด็ก ถึงแม้จริงๆ ว่า เขาจะต้องใส่ผ้าอ้อม หรือต้องใส่ที่กันเปื้อนเวลาทานข้าว มันก็จะมีวิธีที่จะดูแลเขาอย่างมีศักดิ์ศรีเหมือนกัน

อ.พิช ... การทำแบบนี้ จะบอกว่า ทำให้คุณหมอมีความเข้าใจในการดูผู้สูงอายุมากขึ้น เข้าใจว่า ต้อกระจกมันมองอย่างนี้นะ มองไม่เห็นอย่างนี้ ก็ต้องส่งเสริมสุขภาพอะไรบ้าง ทำจริงๆ ทำกันอย่างนี้เลย ทำเป็น course 2 วัน 3 วัน ก็มีแล้วแต่แต่ละโรงเรียนแพทย์ในต่างประเทศ อาจารย์เองก็คิดว่า จะไปทำที่รามาฯ อยู่เหมือนกัน

อ.มัท ... อย่างที่เราคิดว่า เพื่อนร่วมงานเรา มีคนที่มีเจตคติทางลบอยู่ เราก็อาจจะไปจัดกิจกรรมนี้กับเพื่อนร่วมงานเรา หรือว่าคนในชุมชน ถ้ามีรุ่นวัยทำงาน หรือมีคนที่มีทัศนคติทางลบ ก็ไปจัดกิจกรรมแบบนี้ก็ได้ และในภาพขวาสุดคือ เด็กคนนี้ได้รับจับฉลากออกมาว่า เขาจะต้องเป็นคนหูตึง เพราะฉะนั้น ที่จะเข้ามาก็ต้องตะโกนใส่เขาอยู่ตลอดเวลา และก็มาพูด โดยไม่ได้พูดต่อหน้าเขาตรงๆ ชอบเข้ามาข้างๆ เดี๋ยว อ.พิช จะพูดเรื่องการสื่อสารกับผู้สูงอายุเป็นอย่างไร

อ.พิช ... จริงๆ แล้ว อาจารย์พบว่า สิ่งหนึ่งที่จะทำให้เราทำงานร่วมกับผู้สูงอายุสำเร็จ ก็คือ ต้องคุยกันรู้เรื่อง ต้องคุยภาษาเดียวกันกับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในบางท้องถิ่นที่มีภาษาท้องถิ่น อย่างเช่น เมื่อเช้านี้มีคนจากสุราษฎร์ที่พูดภาษาใต้ได้ แบบนี้ทำให้เขาเข้าถึง ก็จะมีเทคนิคพื้นฐานง่ายๆ เลย ก็คือ ในการที่จะคุยกับผู้สูงอายุให้เข้าใจ และรู้เรื่อง ก็ต้องมาก่อนว่า ตาเราตาเขาปกติ หูเราหูเขาปกติ ฟันเขามี ฟันเรามี ไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็นแบบอาจารย์ ซึ่งจัดฟันตอนนี้ ก็เลยทำให้พูดไม่ชัด แต่เราจะพบว่า เราต้องนิดหนึ่งว่า ตา หู เขาปกติ ไม่งั้นตะโกนไปเถอะค่ะ ท่านก็ไม่ได้ยินหรอกค่ะ เพราะว่าแกหูตึงและลืมเอาเครื่องช่วยฟังมา บรรยากาศก็ต้อง OK ไม่ใช่ว่า วันนี้คุณตาเสียใจมากเลย คุณยายเพิ่งตายไป พอพี่ไปถึง พี่ก็บอกว่า เวลาถูขี้ฟันนี่ทำยังไง แล้วคุณตาจะฟังอย่างไรละค่ะ เพราะว่าตอนนั้นแกไม่รู้จะถูฟันแล้วละค่ะ แค่ตื่นมา แกยังหายใจอยู่ แกก็ทุกข์มากแล้วนะคะ เพราะว่าคุณยายไม่อยู่ เพราะฉะนั้น เวลาสอน ก็ต้องดูบรรยากาศผู้ฟัง กับผู้รับรู้ด้วย

อ.มัท ... วันสำคัญ ก็มีส่วนด้วย มัทเคยทำงาน รพ.ทหราผ่านศึกษาที่โน่น ในวันทหารผ่านศึกนี่ ไปทำกิจกรรมอะไร ก็ต้องคิดหน่อย เพราะว่า เขาจะซึมกันหมดเลย เพราะว่า นึกถึงเรื่องราวสมัยก่อน และเราก็ต้องเลือกว่า ในบริบทของคนไทย มีอะไรพวกนี้บ้างหรือเปล่า

อ.พิช ... หรืออย่างวันพระใหญ่ ถ้าทำกิจกรรมอะไรก็ต้องไปที่วัด ไม่ต้องไปที่ สอ. เพราะว่า สอ. จะร้าง เพราะว่าชุมชนไปวัดกันหมด ขึ้นกับแต่ละท้องถิ่นด้วย

เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว การสื่อสารกับผู้สูงอายุ มีเทคนิคการพูด เมื่อทุกอย่าง OK ผู้ฟังพร้อม ผู้พูดพร้อม นั่งให้ระดับเดียวกัน และพยายามนั่งให้หน้าตรงกัน คนถามบอกว่า จะทำอะไรต้องนั่งระดับเดียวกัน ถ้าพี่ยืน พี่ไปข่มเขา เขาจะรู้สึกว่า ถึงเขาไม่อยากทำ เขาสงสัย เขาจะไม่กล้าถาม เขาจะไม่กล้าบอกสิ่งที่เขารู้สึก เพราะเท่ากับเราไปข่มเขา แต่พื้นฐานของวัฒนธรรมไทย เราก็ไม่ไปยืนค้ำหัวผู้ใหญ่ จะมีก็แต่นั่งเตี้ยกว่า

อ.มัท ... จริงๆ การทำงานใน สอ. หรือใน รพ. หมอฟันต้องระวังมาก เพราะว่าคนไข้นอน และเรามาจากข้างบน มองอยู่ ก็คือ เป็นตำแหน่งที่เราข่มท่านอยู่ เพราะฉะนั้น ก็จะมีหลายๆ คนที่สอนว่า นั่งคุยให้เสร็จเรียบร้อยเสียก่อน และก็ค่อยเชิญท่านไปนั่งที่เก้าอี้ทำฟัน

อ.พิช ... และก็จะมีคนบอกอาจารย์ว่า แล้วนั่งต่ำกว่าได้มั๊ย นั่งยองๆ และเงยได้มั๊ย ... อาจารย์บอกไม่เมื่อยขาให้มันรู้ไปสิ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าบอกว่า ผู้สูงอายุที่มีบุคลิกภาพที่ค่นข้างจะแข็ง บางครั้งจะดื้อ ค่อนข้างที่จะเสียงดัง การที่นั่งข้างล่างเขา ก็อาจทำให้เขายิ่งเสียงดัง อาจารย์ก็บอกว่า เดินสายกลาง คือ นั่งให้เสมอกันดีกว่า

ทำไมต้องนั่งตรงหน้า ถ้ายังจำได้ ที่บอกว่า ผู้สูงอายุนี่ retina หรือจอรับภาพ จะรับแสงได้น้อยลง แต่อย่างน้อยทางคุณหมอตา ถ้าเราตรวจการรับภาพของคนไข้สูงอายุ ด้านข้างๆ จะหุบเข้ามา ตามอายุที่มากขึ้น พอเขาสัก 70-80 ถ้าเราขับรถ ตำแหน่งที่ผู้สูงอายุจะชนบ่อยที่สุด คือ มอเตอร์ไซต์ที่ชอบโผล่มาข้าง ขนาดที่ตาดีๆ ก็ยังจะล่อกันตั้งหลายหน อาจารย์มี concept ว่า มอเตอร์ไซต์มีลักษณะคล้ายยุง คือ ทำให้เกิดความรำคาญ แต่ไม่สามารถชนให้ตายได้ เพราะบาป แต่ว่าจริงๆ แล้ว พบว่า ผู้สูงอายุชนมอเตอร์ไซต์เยอะมาก เพราะว่าด้านข้างมองเห็นได้แคบลง

เพราะฉะนั้น ถ้าทุกท่านในที่นี้ คุยกับเขาทางด้านข้าง จะหลุดออกไปจากวงโคจรของการคุย ก็ต้องปรับมาให้หน้าตรงกัน

อ.มัท ... เวลาสอนแปรงฟัน ก็ต้องใช้วิธีนี้ด้วย

อ.พิช ... เพราะว่า ถ้าไปสอนข้างๆ คุณย่า คุณยาย ก็จะไม่รู้

อ.มัท ... และถ้าคนไข้ที่เป็นสมองเสื่อมแล้ว ถ้าเข้าตรงนี้ ท่านจะตกใจมาก

อ.พิช ... ใช่ ใช่ ... ท่านจะตกใจมาก หรืออย่างบางคน ก็จะหลอน คนไข้ที่สมองเสื่อม จะมีอาการหลอน หวาดระแวง ถ้าเราเข้าไปข้าง หรือไปจับตัวเขาปุบปับ อาจเจอลูกถีบเข้าไป

อาจารย์เคย มีอยู่หนหนึ่งคนไข้นอนอยู่ และอาจารย์เข้าไปปลุกเขาข้างๆ คนไข้นอนอยู่บนเตียง บอกว่า พ่อ พ่อจ๋า อาจารย์มาดู ป้างขึ้นมาเลยค่ะ หลบแทบไม่ทัน กะว่า ถ้าโดนหัว สงสัยจะแตก วันนั้น โชคดีมากเลยนะคะ หลบทัน แกตกใจ เพราะฉะนั้น ถ้าให้มอง มองในท่าระดับเดียวกัน

วิธีพูด อย่าตะโกน พูดให้เสียงดังพอสมควร แต่ไม่ต้องเสียงสูง เสียงแบบอาจารย์นี่สูงนะ ซึ่งต่ำแล้วนะ สมัยก่อน เจอ อ.พิชที แก้วหูจะแตก เพราะว่า เสียงแหลมมาก เชื่อไหมว่า ตอนที่อาจารย์เรียนผู้สูงอายุ อาจารย์ต้องไปเรียน Phonation class ใหม่ คือ การออกเสียงให้ออกมาจากพุง เพราะว่าเสียงแหลมมาก ไม่สามารถตรวจผู้สูงอายุได้ ตรวจเสร็จครึ่งวัน เสียงหาย เพราะท่านไม่ไวกับเสียงที่สูงปรี๊ด ... อาจารย์ต้องกดเสียงให้ทุ้ม ให้ออกมาจากช่องท้อง และอย่าตะโกน เพราะว่า เวลาที่ท่านตะโกน หน้าท่านจะไปด้วย หน้าตาจะก้าวร้าวขึ้นมา คล้ายกับจะเชือดผู้สูงอายุไปเลย ... อาจารย์ก็บอกว่า ไม่ต้องตะโกน คุยกันปกตินี่ละ แต่ต้องให้เสียงทุ้ม

พูดให้ช้า และชัด แต่ไม่ยานคาง หลายๆ คนพยายามจะช่วยคนไข้เหลือเกิน พูดยานคางมาก ปรากฎว่า พ่อที่หูตึงก็พยายามที่จะอ่านปาก ปากผิดรูปไป เดาไม่ถูกเลยนะคะ เพราะฉะนั้น พูดให้ชัด และออกเสียงให้เป็นปกติ

อาจารย์เจอกับตัวเอง ว่า จัดฟัน หรือไม่จัดฟันนี่ละค่ะ คนไข้ฟังอาจารย์รู้เรื่องต่างกัน บางทีอาจารย์จะออกเสียงตัว ส เสือ ไม่ชัด เพราะอาจารย์จะกลัวน้ำลายกระเด็น อาจารย์ก็จะคอยเม้มปากเอาไว้ ปรากณว่า คนไข้ที่อ่านปากอาจารย์ บางคนอ่านไม่ได้ ทั้งๆ ที่เคยอ่านได้ เพราะอาจารย์คอยจะหุบปากตัวเองเข้ามา เพราะฉะนั้น จริงๆ แล้ว พูดช้า ชัด ไม่ยานคาง อธิบาย พยายามให้กระชับ ไม่มากไม่น้อยเกินไป บางคนอธิบายที ขยายไปตั้ง 5 ประโยค สรุปแกไม่ได้ Key word นะคะ เพราะฉะนั้น เวลาอธิบาย ต้องมี Key word ด้วย เวลาที่จะอธิบายอะไร จะเน้นตรงไหน เพราะว่า เวลาที่เราพูดกันไปนานๆ ไม่ต้องดูเลย นั่งไป 2 ชม. สมาธิลมปราณ ก็จะเริ่มแตกซ่าน แล้ว เริ่มไม่ get แล้ว ... ผู้สูงอายุ อะไรที่เยิ่นเย้อ ยืดยาด ก็เก็ยไว้ให้หมด เอาเท่าที่จำเป็น

เวลาสอน หรือเวลาคุยกับเขา พยายาม อย่าให้กิจกรรมไหนมาแทรก เพราะฉะนั้น อาจารย์หลายๆ ท่านในที่นี้ ถ้าโทรหา อ.พิช ตอนตรวจคนไข้อยู่ และอาจารย์ไม่รับ แต่มีเสียงอันไพเราะของเลขาฯ ของอาจารย์ ให้ฝากเรื่องไว้นะคะ อย่าโกรธกัน เพราะอาจารย์จะไม่รับโทรศัพท์ เวลาที่เราตรวจคนไข้ เพราะว่าจะคุยกับคนไข้ไม่ต่อเนื่อง และอาจจะจำไม่ได้ทั้งคู่ละค่ะ ... จึงพยายามจะให้กิจกรรมอื่นมาซ้อน

เวลาที่สอนเขา ควรสงบนิดหนึ่ง ไม่ใช่เราสอนอยู่ข้างๆ เขา แบบรำวงกันใหญ่เลย เสียงดังลั่น แบบนี้ กี่ปีก็ไม่รู้ว่า แปรงฟันกันยังไง

เพราะฉะนั้น เทคนิคง่ายๆ เหล่านี้ ทำไม่ยาก อาศัย ความใส่ใจ เข้าใจเขา และผู้หญิงไทย ต้องปรับการออกเสียง ให้ทุ้มสักนิดหนึ่ง และคนสูงอายุจะได้ยินชัดขึ้น เวลาคุยจะได้ไม่เหนื่อยมากด้วย

อ.มัท ... ภาพนี้ให้ร่วมด้วยช่วยกัน

 

เป็นภาพมือของผู้สูงอายุถือเข็ม และมือของเด็ก กำลังจะร้อยด้ายเข้าไป หรืออีกอย่าง

 

เด็กถือดอกไม้ ผู้สูงอายุตัดก้านดอก

เราก็ต้องเอาทั้งสองด้าน

วันนี้ก็คิดเสียว่า จุดประสงค์ที่สำคัญ คือ ได้สำรวจทัศนคติต่อผู้สูงอายุของตัวเอง เหมือนกับเป็นกล่องดำของเรา และได้เปิดกล่องไว้ ไม่ต้องไปเทียบกับคนอื่น เอาตัวเราเองนี่ละ

 

ก็หวังว่า ได้แค่นี้เราก็พอใจแล้ว

อ.พิช ... อาจารย์เชื่อว่า ทุกคนที่นั่งในที่นี้ มาด้วยจิตใจที่มีเจตคติที่ดีขึ้น กับการทำงานร่วมกับผู้สูงอายุ และคน 1 คน ไม่ได้มีแค่ปากกับฟัน อย่าลืมดูในภาพรวมของเขาด้วย แล้วก็ขอให้ทุกคนมีความสุข เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการทำงาน ไม่ว่าจะกับผู้สูงอายุ หรือประชากรกลุ่มอื่นๆ ถ้าเป็นสิ่งที่ทุกท่านทำดีแล้ว ขอให้ทำต่อไป อย่างเพิ่งท้อ

อ.มัท ... รับรองว่า ผลที่ได้กลับมา จะทำให้มีความสุข วันนี้เราพูดกันถึงผู้สูงอายุที่มีความปกติ แต่เราก็สามารถพูดกันถึงผู้สูงอายุที่ต้องได้รับการดูแลได้

เพราะว่าเราก็ทำงานกับผู้สูงอายุในชมรมฯ ที่ยัง active กันอยู่ อีกหน่อยถ้าเราทำงานอยู่ตัวแล้ว และเราต้องเริ่มไปดูผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อม ทุพพลภาพ

อ.พิช ... บางคนเป็นอัมพาตอยู่ที่บ้าน และก็ไม่มีญาติแปรงฟันก็มี

อ.มัท ... จริงๆ มัทดูคนไข้กลุ่มนั้นเยอะมาก

อ.พิช ... อย่างคุณปู่อาจารย์แปรงฟันไม่ได้ เขาจะกลืนยาสีฟันลงท้องตลอด อาจารย์ก้เปลี่ยนใหม่ เอาผ้าก๊อสถู

อ.มัท ... เราก็จะมีเทคนิคต่างๆ ตอนนี้ ก็จะเอาชมรมผู้สูงอายุให้แน่นๆ ก่อน

อ.พิช ... มีคนทักว่าเราเหมือนพี่น้องกันเลย แต่เราได้แต่คุยกันทางโทรศัพท์

อ.มัท ... มีคนบอกว่า เรียนทางนี้ แล้วจะเครียด จะ depress แต่จริงๆ แล้ว

อ.พิช ... มีความสุขทุกวันเลยนะ ไม่เคยมาทำงานแล้วไม่มีความสุข

อ.มัท ... อาจจะเข้าใจชีวิตมากขึ้นหรือเปล่าก็ไม่รู้ คือ เห็น ความเจ็บ ความตาย และความสุขอีกด้านหนึ่ง ที่จริงๆ ท่านมีโรคเรื้อรังเยอะแยะ ทำให้มุมมองชีวิตของเราเปลี่ยนไปเหมือนกัน เหมือนสนับสนุนให้ทำงานกับผู้สูงอายุ

[... อาจารย์ต่อยอดให้ไปถึง Long term care หรือ Home health care เลยนะคะ ... พวกเราคงจะรู้ได้แล้วละ ว่า เรามีงานต่อยอดกันไม่มีที่สิ้นสุดละค่ะ ... ตอนนี้ใครใคร่สร้างสรรค์งานอะไร ก็คิดได้เองเลยนะคะ]

วิทยากรคู่ค่ะ ... อ.อรพิชญา + อ.มัทนา

ตัวเต็ม อ.มัท ค่ะ ... น้องเจตมัย ใกล้จะออกมาเล่นกับเราแล้ว

รวมเรื่อง สุขภาพช่องปากที่สัมพันธ์กับโรคทางระบบ