สิ่งที่เราต้องรู้ คือ ผู้สูงอายุพัฒนาได้

 

15. ผู้สูงอายุทุกคน ก็คล้ายๆ กันหมด ?

อ.พิช ... ใครตอบใช่ ให้ไปตอบตั้งแต่ต้น

อ.มัท ... อย่างพวกเรานี้ ก็ไม่เหมือนกันสักคน แต่พวกเราก็ต้องสูงวัย สักวันหนึ่ง และพอเราสูงวัยแล้ว เราก็ยังต่างกันอยู่ดี

อ.พิช ... คำตอบนี้ มีทั้งถูก และผิดในประโยคเดียว เพราะว่า ความคล้าย คือ ความชรา เหมือนกันหมด ชรามาก น้อย ไม่เท่ากัน แต่ความชรามีเหมือนกันหมดทุกคน

อ.มัท ... ถ้าเราคิดว่า ทุกคนเหมือนกันหมด เขาก็มีคำนิยาม เป็นเจตคติทางลบต่อผู้สูงอายุ (Ageism) คือ เราลำเอียง และเหมาว่าไปเหมือนกันหมด อันตรายของการมองอย่างนี้ ก็คือ ผู้สูงอายุเองก็จะไปรับรู้ว่า เขาเป็นอย่างนี้ อย่างที่เรามอง เขาอาจไปเชื่อว่า ตนเองเป็นไปตามที่สังคมตราไว้ให้ เช่น บอกว่า เขาทำงานไม่ได้แล้วละ

อ.พิช ... อันนั้นเป็นเจตคติทางลบ แต่เดิมจะมีมากเลย จะเป็นหมอรุ่นเก่าๆ และบอกว่า แก่แล้ว ยาย จะเอาอะไรกันมากมาย ไม่มีแล้วนะคะ คำนั้นไม่เกิดขึ้นในคลินิกผู้สูงอายุของเรา เราจะมีแต่ว่า ทำได้แม่จ๋า สู้อีกนิดนะคนดี พยายามคิดหน่อย เดี๋ยวมันดี แม่ เดี๋ยวมันดี อันนั้นเป็นเจตคติทางบวก

สิ่งที่เราต้องรู้ คือ ผู้สูงอายุพัฒนาได้ เพราะอีกหน่อยเราจะกลายเป็นสังคมของผู้สูงอายุ เราพบว่า เขาจะกลายเป็นพลังสำคัญ ไม่เชื่อลองดูธุรกิจตอนนี้ สิ่งที่คนกำลังพูดถึง และกระทรวงสาธารณสุขกำลังทำกฎหมายออกมา เพื่อที่จะรับรองธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุในทุกรูปแบบ อาจจะเป็นกระเป๋าเงินเลยนะคะ แต่จริงๆ แล้ว เขาเป็นพลังสำคัญที่จะผลักดันให้เกิดสิ่งต่างๆ ขึ้นในสังคม ว่าเขามีประสบการณ์มาก่อน เขาไม่ใช่ภาระของเรา เราต่างหากที่เคยเป็นภาระให้เขาต้องดูแล ทุกวันนี้ เราต้องดูแลเขาเพื่อเป็นการตอบแทน

การดูแลผู้สูงอายุ เป็นสิ่งหนึ่งที่อาจารย์พบว่า เป็นความสวยงามของวัฒนธรรมไทย สมัยที่อาจารย์เรียนอยู่ที่โน่น มีแต่คนบอกว่า ทำไม คนไข้ในคลินิกก็มีคุณหมอด้านสูงอายุหลายคน อาจารย์เป็นคนไทยคนแรก และคนเดียวในโปรแกรม เขาไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมผู้สูงอายุจึงต้องมาหาหมอคนไทย ที่พูดภาษาอังกฤษได้ แต่ไม่เก่ง ไม่ใช่คนอเมริกันจริงๆ แล้วทำไมวันคริสตมาสทีไร คุณหมอคนไทยหิ้วคุ้กกี้กลับบ้านเยอะมากเลย แถมยังเผื่อแจกพยาบาลรอบข้างอีก เขาไม่เข้าใจ แต่อาจารย์พบว่า เขารักเรา เพราะว่าเราดูแลเขาแบบวัฒนธรรมไทย เรากอดเขา เรารักเขา เราให้ความสนใจเขา เราให้ความสำคัญเขา ในขณะที่ คนที่มาเรียนพร้อมๆ กัน ที่เป็นคนอเมริกัน อาจจะมีเป้าหมายว่า จะไปทำ Nursing home เปิดของตัวเอง ก็เป็นคนละเป้าหมาย ทำให้ความรู้สึกต่อการดูแลผู้สูงอายุไม่เหมือนกัน

อีกอันหนึ่ง เราต้องรู้ว่า ผู้สูงอายุเขาซับซ้อน มีอิทธิพลกับหลายๆ อย่างที่เรากล่าวไปแล้ว เพราะฉะนั้น จะต้องดูแลเขาด้วยความเข้าใจ และเจตนคติที่บอกว่า แก่แล้ว ทำอะไรไม่ได้แล้ว ให้ทิ้งไป แล้วเราต้องถือว่า เป็นหน้าที่ของเราที่จะดูแล และให้สิ่งที่ดีที่สุดกับเขา เหมือนที่เราได้จากเขาเมื่อตอนที่เราเล็กๆ

เวลาที่เราดูเจตคติ นั่นคือ เจตคติของเรา ต่อความเป็นผู้สูงอายุ แต่เจตคติอีกอันหนึ่งของผู้สูงอายุเอง ที่มีกับตัวเขา ส่วนใหญ่แล้ว อย่างที่อาจารย์ได้ยินจากผู้สูงอายุไทย คือ ไม่อยากอยู่แล้ว รู้สึกว่า อยู่เป็นภาระ มันเกิดจาก 2 อันนะคะ เราทำให้เขารู้สึกว่า เขาเป็นภาระของเรา หรือ เขาเองไม่เห็นประโยชน์ของการอายุยืน

อายุยืนมีข้อดีนะคะ มีคุณค่า มีคนไหว้เยอะกว่า มีความสุข อยู่ได้ไม่ว่าจะอยู่กี่คน อยู่เป็นโสด อยู่เป็นครอบครัว อยู่อย่างไรก็ได้ ถ้าคุณมีอายุยืน คุณมีโอกาสเป็นสุขกว่าคนอื่นๆ นะ

อ.มัท ... มีคนไข้เคยพูด บอกว่า เนี่ยะ ถ้าไม่สุขตอนนี้แล้วจะไปสุขตอนไหน เรื่องจะต้องๆ ทำงาน ทะเลาะกับเจ้านาย ก็ไม่ต้องไปกังวล ลูกก็โตแล้ว ไม่ต้องไปกังวล ถ้าไม่สุขตอนนี้ แล้วจะไปสุขตอนไหน

อ.พิช ... เดี๋ยว 60 อย่าง อ.พิช แล้ว ก็เก็บกระเป๋า เที่ยวรอบโลกเลย สุขจะตาย หาไม่ได้แล้ว ถ้าอายุไม่ถึง 60 แย่เลย แถมการไปเที่ยวรอบโลกของอาจารย์จะพังพาบไปเลย ไม่ได้เลยนะคะ การที่อายุยืนมีข้อดี มีโอกาสได้ทำงานมากกว่าคนอื่นตั้งเยอะ ก่อน 60 อาจารย์พิชท่าทางจะไม่ได้เที่ยวรอบโลกแน่ๆ เลย หลัง 60 เสร็จเรา จะไปให้หมดเลย ปากี อินเดีย เนี่ยะ นะคะ เพราะฉะนั้น มันจะมีโอกาสที่จะทำอะไรได้มากขึ้น ด้วยเจตคติที่ดี ที่ต้องบอกกับผู้สูงอายุ ไม่ให้เขารู้สึกว่า จะต้องอยู่อย่างเป็นภาระ เขาต้องมีความสามารถ มีพฤติกรรม มีความพยายามที่จะดูแลตัวเอง ให้ดี และพึ่งพาตัวเองให้ได้มากที่สุด และเยอะที่สุด ในสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับการใช้ชีวิตอยู่อย่างยืนยาว

รวมเรื่อง สุขภาพช่องปากที่สัมพันธ์กับโรคทางระบบ