ให้เขาไป 30,000 บาท คือ ให้คนละ 15,000 บาท อีกคนละ 5,000 บาท ให้ไปหากันเอง

คนจนจริง 2 คนที่เรารู้จักอยู่ที่ชัยภูมิ   ต้องการใช้หนี้เงินกู้กองทุนหมู่บ้าน คนละ 20,000 บาท  แต่เลยเวลามา  2-3 วันแล้ว ยังหาเงินไม่ได้    แกนนำชาวบ้านที่ทำงานกับเรามา 4 ปี.. และคิดว่าจะทำงานด้วยกันต่อไป (แบบอาสาสมัคร) จึงโทรมาหา

 

ชาวบ้าน 2 คน จะขอยืมเงินอาจารย์ คนละ 20,000 บาท ไปคืนกองทุนหมู่บ้าน   คืนแล้วจะยืมออกมาใหม่เพื่อใช้หนี้อาจารย์ปัท  (เข้าตำราที่เราไปเห็นมาที่ชัยนาทเปี๊ยบเลย)

 

 เรากลับไปคิด 30 นาที แล้วจึงตัดสินใจ

 

ให้เขาไป 30,000 บาท  คือ  ให้คนละ 15,000 บาท  อีกคนละ  5,000 บาท ให้ไปหากันเอง  (กั๊กไว้งั้นเอง  ไม่ยังงั้นจะช่วยแก้ปัญหาง่ายไป)   ข้อแม้คือ  หากคืนกองทุนหมู่บ้านแล้วห้ามกู้ใหม่  แต่หากจะกู้ยืมใหม่  ขอให้กู้น้อยกว่าคนละ 20,000 บาท  (ที่จริง เราสอนให้สมาชิกคนแรก คืนกองทุนหมู่บ้าน  20,000 บาท แล้วยืมกลับออกมาแค่ 10,000 บาท  เอามาให้คนที่สองไปโปะ 10,000 บาทที่เหลือเพื่อส่งคืน   แต่ให้ถือว่า แต่ละคนมีภาระรับผิดชอบหนี้กองทุนหมู่บ้านคนละ 5,000 บาท)

 

เงินยืมนี้ไม่คิดดอกเบี้ย  แต่ให้เขาทยอยคืนเข้ากองบุญข้าวสารซึ่งกำลังจะเริ่มขึ้นในหมู่บ้าน   ให้สัจจะว่าจะคืนเดือนละกี่บาท  (ดูกำลังเขาแล้วคืนได้เดือนละ 100 บาทก็สุดกำลังแล้ว   หากคืนเงินก้อนจะยิ่งแย่ใหญ่   และการคืนเงินมาที่กรุงเทพฯก็ต้องจ่ายค่าโอนเงินให้ธนาคารเสียเปล่าๆ   กว่าจะครบ 30,000 บาท  ฝากเก็บไว้ที่หมู่บ้านใช้ประโยชน์ไปพลางๆ จะดีกว่า)

"ช่วยทำบัญชีการส่งคืนเงินไว้ให้ด้วยนะคะ" ... เราบอกแกนนำ..  ต้องทำเป็นสร้างวินัยเสียหน่อย

 

งานนี้ไม่รู้จะหมู่หรือจ่า...   เป็นการทดลอง model  ที่อาศัยความไว้เนื้อเชื่อใจชาวบ้านแบบ 50-50  (แม้จะรู้ว่าเขาเป็นคนดี และขยัน แต่ในหมู่บ้านก็ไม่ค่อยมีช่องทางสร้างรายได้มากนัก  ต้องอาศัยกระบวนการกลุ่มนี่แหละ)