ถ้า อยากจะให้การสอนได้ผลนั้น ต้องใช้ศิลปะในการหาความต้องการของผู้เรียนเสียก่อน ว่าเขานั้นต้องการแค่ไหน เพื่อที่เราจะได้ให้ความรู้ได้อย่างเหมาะสม

สวัสดีครับทุกๆ ท่าน ที่ได้เข้ามาอ่านใน Blog ของเรานี้ครับ

วันนี้ผมเกิดความคิดที่ทำให้นึกถึงคำถามที่ผมมักจะถามผู้ที่เข้ามาฝึกวิชาธรรมกายว่า “ท่านต้องการอะไรจากวิชาธรรมกายหรือ?” ซึ่งคำตอบที่ผมได้รับก็มักจะแตกต่างกันออกไป

แต่โดยหลักๆ นั้น ก็มักจะไม่พ้นการแก้ทุกข์ ภัย โรค บางคนก็เพียงแค่อยากรู้ไว้ประดับสมอง บางคนก็อยากที่จะหลุดพ้น บางคนก็อยากที่จะทำวิชาชั้นสูง โดยสรุปก็คือมักจะต่างๆ กันออกไป

ในการสอนหรือแนะนำนั้น ถ้าเป้าหมายของผู้ที่มาเรียนไม่พ้นทางโลก ความรู้ที่ให้นั้น ก็ต้องเป็นอย่างหนึ่ง ถ้าเป้าหมายของผู้เรียนสูงกว่านั้น การสอนก็ต้องปรับตามไปอีก

ซึ่งปัญหาที่มักจะเกิดก็คือ การที่ผู้สอนไม่ได้หาข้อมูลจากผู้เรียนมา เพื่อจะวิเคราะห์หา Need ของเขาเสียก่อน

ซึ่งผู้สอนมักจะเอาเจตนาดีเข้านำ แต่ผลที่มักจะออกมาก็เหมื่อนกับการเหวี่ยงแห หรือแนวคิดที่ว่า One fit for all นั่นเอง

จะหาครูที่เก่งๆ พอที่จะจัดการนำความรู้ให้ match กับผู้เรียนนั้น หายากนัก

จากประสบการณ์ที่ผมได้ร่วมสอนวิชาธรรมกายมาเกือบ 10 ปีได้นั้น ผมอยากบอกว่า ผมไม่ได้ทำเป็นงานอดิเรก แต่ทำแบบจริงจัง ทำืทุกวันเลยทีเดียว จากประสบการณ์ที่ผ่านมานี้ พอที่จะทำให้เห็นข้อผิดพลาดในอดีตที่ผ่านมามากทีเดียว หนึ่งในนั้น ก็คือ ข้อผิดพลาดในเรื่องของการวิเคราะห์ความต้องการของผู้เรียนนี้เอง

เพราะทุกคนไม่ได้คิดเหมือนเรา

ทุกคนอาจจะคิดว่า ก็เรื่องพื้นๆ นี้เอง

พื้นๆ นี้แหละครับ ที่ทำให้ตกม้าตายมานักต่อนักแล้วครับ ผมจะได้ว่า ตอนที่ผมเห็นวิชาใหม่ๆ นั้น และตอนนั้นก็อยากจะสอนเพื่อนๆ เพื่อนมาบ้านก็จับสอนหมด ผลออกมาก็คือ เพื่อนมันก็เห็นวิชาเหมือนเราน่ะแหละครับ แต่! เขาไม่ได้เห็นความสำคัญของวิชาเหมือนกันเรา ทำให้เพื่อนๆ มองผมเพี้ยนๆ ไปก็มี

นี่คือ ผลของความปรารถนาดีครับ

ต่อมาเมื่อไปสอนตามโรงเรียนแบบ Full Time เราก็อยากจะให้เด็กเห็นวิชา เพราะ่ว่ามีแนวคิดเดิมมาว่า ถ้าเด็กเห็นหรือเข้าถึงธรรมกายได้แล้วนั้น จะทำให้ดีอย่างนั้น อย่างนี้

แต่ฟังผมก่อน… มันไม่ง่ายขนาดนั้น

มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย และธรรมกายเหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน

ซึ่งผมจะค่อยๆ ว่าในโอกาสต่อไป

ประเด็นก็คือ ถ้าอยากจะให้การสอนได้ผลนั้น ต้องใช้ศิลปะในการหาความต้องการของผู้เรียนเสียก่อน ว่าเขานั้นต้องการแค่ไหน เพื่อที่เราจะได้ให้ความรู้ได้อย่างเหมาะสม

ในทางปฏิบัตินั้น ถ้าเราต้องการให้ผู้เรียนรู้ 10 แต่ผู้เรียนต้องการเพียง 2 เราก็ต้องให้ความรู้แก่เขาในระดับ 2 ก่อน โดยคัดเลือกความรู้ที่สำคัญ ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน ค่อยๆ สร้างฉันทะและศรัทธาให้เกิดขึ้นก่อน แล้วค่อยๆ ชี้ให้เห็นความสำคัญของความรู้ต่อๆ ไป ผู้เรียนจะต้องการที่จะเรียนเอง

ซึ่งแนวคิดนี้ก็คือ “การศึกษาแบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” นั้นเอง

ไม่เว้นแม้แต่การสอนธรรม

นี่คือวิชาครูครับ

สำหรับต่อไปนี้ผมจะค่อยๆ ทยอยมาเขียนประสบการณ์เก็บไว้ในนี้ ไว้เป็นแหล่งความรู้ในการเผยแพร่และสอนวิชาธรรมกายกันครับ

วิชาธรรมกายไม่ยากอย่างที่คิดหรอกครับ ถ้าได้ครูที่สอนเป็น และรู้จริง

สำหรับการอบรม 18 กาย ในวันที่ 5 เมษายน 52 นี้ ตอนนี้มีผู้สมัครเข้ามาเยอะมากแล้วนะครับ ดังนั้น ขอให้รีบจัดเวลาและเข้ามาอบรมกันได้เลยครับ อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม>>

สำหรับวันนี้ ผมไปสอนมาที่ โรงเรียนวัดดุสิตาราม กทม. - 4 มีนาคม 2552 มาครับ ก็ขออนุโมทนากับทุกท่านด้วยครับ ไว้เจอกันใหม่ในฉบับต่อไปครับ

สายป่าน

http://www.velvetartists.com/Burton/magnifying%20glass.jpg

ที่มา: http://trainers.wisdominside.org/2009/03/04/dhammakaya-background-concept

----------------------------------------------

เว็บแนะนำครับ  

ศูนย์รวมข้อมูลการเผยแพร่ การเรียนการสอน วิชา ธรรมกาย
เว็บบอร์ดของเว็บ Wisdominside
เว็บ Wisdom Inside ภาคภาษาไทย
ตำราเกี่ยวกับวิชาธรรมกายทุกหลักสูตรสำหรับให้ค้นคว้า ฟรี!!
Blog of Free Meditation Training

ประชาสัมพันธ์

เชิญเข้าร่วมปฏิบัติธรรมนอกสถานที่ในโครงการต่างๆ ครับ