นี่มิใช่เรื่องปาฏิหาริย์ หรือสิ่งมหัศจรรย์ใดๆ หากแต่เป็นเรื่องราวของธรรมชาติ และกฎของธรรมชาติ ตาม “ธรรมดา” นี่เอง

ลมหายใจ

            โลกและชีวิตยุคใหม่ ภายใน หรือภายใต้โลกาภิวัตน์ หลายต่อหลายคนอาจมีข้อสรุป หรือข้อยุติ ว่าคุณค่าสำคัญของชีวิต คือวัตถุ หรือเงินตรา เชื่อว่า นั่นเป็นตัวชี้วัด และตัดสินว่าใครมี ฐานะ “สูง” หรือ “ต่ำ” กว่าใคร

            การแก่งแย่งแข่งขัน และการฉกฉวยปล้นชิง จึงกลายเป็นส่วนใหญ่ หรือทั้งหมด ของกลไกดำเนินชีวิต สำหรับหลายต่อหลายคน ด้วยถูกกระทำให้เชื่อ เกี่ยวกับ “โอกาส” และ “เวลา”  ซึ่งถูกสมมติขึ้นมาอย่างแฝงเล่ห์ หรืออำพราง ว่าสามารถมีได้ อย่าง “เท่าเทียม” กัน ในระบบเศรษฐกิจ และการเมืองสมัยใหม่ ที่เอาเข้าจริง ก็แทบมิได้มีอะไรมากไปกว่า “ผลประโยชน์”, “ชัยชนะ” และ “กำไร” เป็นด้านหลัก

            มายาคติเกี่ยวกับความเท่าเทียมจอมปลอมดังกล่าวนั้น จึงบีบคั้น และกดดันให้หลายต่อหลายคน ต้องทนทุกข์ และท้อถอย อย่างไม่สามารถค้นหาความสงบเย็น ให้แก่ “กาย” และ “จิต” ของตนได้

            ปล่อยให้ความพ่ายแพ้เพียงครั้งสองครั้ง ครอบงำ จนกลายเป็น “ผู้แพ้” ไปตลอดกาล

            ด้วยข้อสรุปที่ว่า “โลกนี้ไม่เท่าเทียม” และ “พรหมลิขิตกำหนดให้ฉันต้องเป็นอย่างนี้..มาตั้งแต่ไหนแต่ไร...”

            นี่ย่อมมิใช่วิธี หรือวิถี ของศาสนิกชน และมิใช่จริตนิสัยของนักภาวนา ผู้ก้าวเดินอยู่ในภานาวิถี เยี่ยงนักปฏิบัติ เพื่อมุ่งขจัดกิเลส และขัดเกลาตนเอง

            หลักคิดประการหนึ่งในพุทธศาสนา คือ โดยสภาพวัตถุ สรรพสิ่งย่อมเชื่อมโยง และส่งผลต่อกันและกัน ขณะที่ในทางสภาวจิตก็เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ สภาวะหนึ่งส่งผลไปสู่สภาวะหนึ่ง อย่างเป็นเหตุและเป็นปัจจัยต่อกันและกัน ราวกับห่วงโซ่ หรือวงจร เชื่อมโยงแต่ละสภาวะ แต่ละอาการของจิต

            และที่สำคัญ ระหว่างจิตกับวัตถุ สภาวะกับวัตถุ หรือรูปกับนาม ก็ใช่จะแยกกันเป็นอิสระ ทั้งที่อายตนะสัมผัสได้ และไม่สามารถสัมผัสได้

            นี่มิใช่เรื่องปาฏิหาริย์ หรือสิ่งมหัศจรรย์ใดๆ หากแต่เป็นเรื่องราวของธรรมชาติ และกฎของธรรมชาติ ตาม “ธรรมดา” นี่เอง

            ในความแตกต่างหลากหลาย ในความเชื่อมโยงและสัมพันธ์ของสรรพสิ่ง และในอุปาทาน หรือความยึดมั่นถือมั่นว่า “สำคัญ” บรรดามี..นั้น ความเท่าเทียมอย่างสำคัญของมนุษย์ประการหนึ่ง ซึ่งมีอยู่ แต่มักถูกมองข้าม หรือถูกละเลยไปเสีย ราวเส้นผมบังภูเขา หรือหญ้าปากคอก ก็คือ “ลมหายใจ” นั่นเอง...

            “ลมหายใจ” คือความเท่าเทียมขั้นพื้นฐานของมนุษย์ผู้มีชีวิตทุกรูปนาม เขา(หรือเธอ)ย่อมยังเป็นสิ่งมีชีวิตอยู่ได้ ตราบที่ยังมีลมหลายใจเข้าออก ไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะสูงศักดิ์อัครฐาน เป็นไพร่บ้านพลเมือง และ/หรือ มีเชื้อชาติศาสนาใดๆ ก็ตาม

            “ลมหายใจ” คือสายใยเชื่อมโยง ระหว่างกายกับจิต ระหว่างชีวิตกับธรรมชาติ ทั้งภายในและภายนอก

            ผู้รู้ท่านหนึ่งกล่าวไว้ว่า ทรัพย์สมบัตินับร้อยนับพันล้าน หรือกว่านั้น จะพลันมลายหายไปทันที ที่เขา(หรือเธอ)ผู้นั้น ไม่สามารถหายใจเข้าออก อย่างต่อเนื่องกันเพียงไม่กี่อึดใจ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เพียงแค่หมดลมหายใจ วัตถุอะไรต่อมิอะไรที่เคยสำคัญ ก็แทบจะไม่เหลือคุณค่าสำหรับผู้นั้นอีกต่อไป

            กล่าวสำหรับนักภาวนา “ลมหายใจ” สูงค่าไปยิ่งกว่านั้น เพราะถือเป็นบาทฐานสำคัญแห่งสติ ดังพุทธพจน์ ที่มีมาในพระสูตร..ในพระไตรปิฎก ที่ว่าด้วยการภาวนา หลายต่อหลายวาระและหลายบริบท

            และ “ลมหายใจ” นี้เอง ที่เป็นเครื่องยืนยัน ว่าการ “ภาวนา” เป็นเรื่องที่สามารถปฏิบัติได้ “ตลอดเวลา” เพราะไม่ว่าในอิริยาบถใด เราทั้งหลายก็ยังต้อง “หายใจ” อยู่นั่นเอง ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ไม่ว่าจะหลับหรือตื่นก็ตาม...

            ขอเพียงให้มีการ “กำหนดรู้” ให้ได้ ทั้งเมื่อ “หายใจเข้า” และ “หายใจออก”

            ลมหายใจเข้าสั้นๆ เราก็รู้ ว่า...ลมหายใจเข้าสั้นๆ ลมหายใจเข้ายาว ก็รู้ ว่าขณะนั้นลมหายใจเข้ายาว ลมหายใจออกเป็นอย่างไร ก็รู้ ว่ากำลังหายใจออกเป็นอย่างนั้น...

            การ “รู้” ในลมหายใจ “เข้า-ออก” ทุกครั้ง เป็นเบื้องต้นของการ “มีสติ” และเมื่อเราสามารถ “มีสติทุกลมหายใจเข้าออกอย่างต่อเนื่อง-ตลอดเวลา” ก็เท่ากับว่าเรามีสติสมบูรณ์พร้อม

            ผู้มีสติสมบูรณ์พร้อมตลอดเวลา “กิเลสมาร” ก็ไม่สามารถกล้ำกลายได้

            ผู้มีสติรู้้เท่าทันตลอดเวลา จึงเป็นผู้ปราศจากทุกข์ เพราะเหตุและปัจจัยแห่งทุกข์ ไม่สามารถมีอิทธิพลต่อเขา(หรือเธอ)ได้...

            ใช่หรือไม่ว่า ทรัพย์ศฤงคารนับหมื่น นับแสน นับโกฏิล้าน ก็ดลบันดาลให้เกิดภาวะเช่นนั้นแก่เรามิได้

            หากปราศจาก “ลมหายใจ” และ/หรือ “หายใจไม่เป็น”

........

เคยตีพิมพ์ในคมชัดลึกรายวัน