ผมควบจักรยานยนต์ของหลานมุ่งหน้าไปวัดท่ายางเหนือ ในใจก็คิดว่า ดูสิรถช่างเลอะเทอะเสียเหลือเกิน ทำไมไม่ค่อยล้าง ไม่ค่อยรักษากันหนอ ใจหนึ่งก็อยากที่จะไปล้างรถเสียก่อน เพื่อให้มันดูสะอาดสะอ้านน่าใช่น่านั่ง แต่อีกใจก็บอกว่า เดี๋ยวไปเอากุญแจรถจักรยานยนต์อีกคันดีกว่า เนื่องจากกุญแจอยู่ที่แม่ และแม่ก็ทำครัวอยู่ที่งานศพซึ่งอยู่เยื้องหน้าวัดท่ายางเหนือพอดี ผมไม่ลืมที่จะเติมน้ำมันให้กับรถที่ผมหยิบมาใช้ เมื่อไปถึงวัดท่ายางเหนือ เห็นหนุ่มคือลูกพี่ลูกน้องของผม แต่อายุเท่ากับผมซึ่งผมเรียกว่า หลวงหนุ่ม เพราะเคยบวชมาก่อน จึงเรียกคำว่า หลวง นำหน้าชื่อ เห็นเม่นซึ่งผมเรียกว่า ครูเม่น เพราะเป็นครูอนุบาลอยู่ที่โรงเรียนวัดพิชัยยาราม อันเป็นโรงเรียนที่ผมเคยเรียนมาก่อน พร้อมกับเพื่อนครูเม่นอีก ๒ คนกำลังประดับผ้าระบายตามโรงประรำพิธี ที่ที่สำคัญๆ ไว้โชว์คงต้องฝากไว้ในมือหลวงหนุ่ม ส่วนที่ที่ไม่ค่อยสำคัญนักก็ต้องฝากไว้ที่ฝีมือครูเม่น ผมเห็นหลวงหนุ่มกำลังยืนโทรศัพท์ ผมคาดว่า คงกำลังโทรหาใครสักคนหนึ่งที่จังหวัดนครศรีธรรมราช เพราะช่วงนี้เป็นช่วงอินเลิฟของแก ส่วนครูเม่นพอเห็นผมถอดหมวกป้องกันภัยออก ก็ส่งเสียงแจ้วมาแต่ไกล ครูเม่นเป็นคนขยัน เอางานเอาการ และเป็นคนอัธยาศัยดี น่าสงสารอยู่อย่างหนึ่งคือ ผิวคล้ำไปหน่อย ดังนั้นเธอจึงครองความโสดมาจนอายุปูนนี้ได้ แต่เธอก็เป็นคนที่ใครๆ รู้จักกันทั้งตำบล ต่อไปหากจะสมัครเป็นตัวแทนของประชาชนคงไม่ยากที่จะถูกเลือก ผมรีบเข้าไปทักทาย พร้อมกับหยอกล้อตามประสาเพื่อนฝูง “สวยเนอะ ฝีมือจัง” “อะไรกัน มาก็ไม่บอก” “เรื่องอะไรจะบอก หลอกให้ตะลึงดีกว่า” “แหม ตะลึงตายแหละ” ฯลฯ ผมพูดคุยไปเรื่อย ขณะที่ครูเม่นก็ทำงานไปด้วย และขอให้ผมช่วย ผมจึงบอกว่า ไปหาแม่และขอกุญแจรถให้ผมก่อน แล้วผมจะมาช่วย เพราะผมไม่กล้าไปที่บ้านงาน ครูเม่นเป็นคนกว้างขวาง กล้าหาญ ผมว่าคงไม่ยากหากจะทำให้ผม” ผมพูดเรื่อยเปื่อยตามประสาบ้าสำนวน ครูเม่นจึงควบจักรยานยนต์ออกไปโดยขัดเสียมิได้ ผมสังเกตหน้าแล้ว แกไม่อยากจะทำให้ผมสักเท่าไร แต่ก็ขัดไม่ได้ ส่วนผมกระหยิ่มในใจที่กลั่นแกล้งเพื่อนสำเร็จ ใช่แล้ว ยามที่เราสนุกจนลืมตัว เพลินเพลินเหลิงใจ เราลืมไปว่า การกลั่นแกล้งเป็นเรื่องที่ไม่ดี หากเป็นไปได้ อย่ากลั่นแกล้งใครเป็นอันขาด เพราะการกลั่นแกล้งเป็นนิสัยที่ไม่ดีเลย
                ไม่นานครูเม่นก็กลับมาพร้อมกับแม่ของผม ผมไหว้แม่และพูดคุยอะไรบางอย่าง จากนั้นจึงให้แม่นั่งไขว้ซ่อนท้ายรถที่ผมขับไปบ้าน แม่ไปหยิบกุญแจรถอีกคันหนึ่งให้ผม รถคันนี้เป็นสมบัติชิ้นแรกที่ผมหาเงินซื้อมาด้วยกำลังหยาดเหงื่อและแรงงาน YAMAHA SPEED ผมเคยขับไป-กลับนครศรีฯ-ชุมพรมาหนึ่งรอบ ไป-กลับ ชุมพร-สุราษฎร์ มาสองรอบ ผมรู้สึกว่าเขาไม่กวนใจผมเลย ผมตรวจตรารถคันนี้สักพักหนึ่ง เห็นรอยฟกช้ำดำเขียว รอยขีดข่วนบางที่บางแห่ง ให้รู้สึกอยากทำสีใหม่ แต่อีกใจก็บอกตัวผมเองว่า ปล่อยมันไปเถอะ กาลเวลาผ่านไป ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป และเปลี่ยนไปในทางที่เสื่อมเสมอๆ แม้แต่ชีวิตเราเองก็ต้องเสื่อมลงทุกวันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรหนีล้นความเสื่อมไปได้ …… ผมขับรถออกจากบ้านไปส่งแม่ที่งานศพ จากนั้นจึงย้อนเข้าวัดท่ายางเหนือเพื่อไปช่วยทำงานตามที่สัญญาไว้กับครูเม่น

                แสงแดดเดือนเมษายน ร้อนระอุเผาเนื้อ มองออกไปไกลบนพื้นถนนเห็นพยับแดดไหวๆ เราสามคนซึ่งก็คือเพื่อนกันตั้งแต่เข้าเรียนชั้นประถม กำลังช่วยกันประดับผ้า ขณะที่ชาวบ้านบางคนกำลังทำเวที กำลังจัดดอกไม้ แม่ค้าเริ่มตั้งร้านค้า คณะกรรมการช่วยกันติดธงทิวสไบ ผูกโยงจากที่สูงลงต่ำ คิดไปคิดมาเพื่อนกับประเพณีในสมัยพ่อหนุ่มๆ เมื่อเราประดับผ้าที่เต็นท์เสร็จ คงเหลือแต่เวทีกลางแจ้ง จึงตกลงกันว่า ไว้ทำช่วงเย็นจะดีกว่า เพราะหากทำตอนนี้คงเป็นลมหน้ามืดแน่ แสงแดดแผดร้อนเหลือเกิน ขณะที่เรากำลังปรึกษากันอยู่นั้น เสียงโทรศัพท์ของหลวงหนุ่มดังขึ้น สักครู่หนึ่ง หลวงหนุ่มก็บอกออกมาว่า เพื่อนชวนไปเที่ยวน้ำตก ไปไหม ครูเม่นปฏิเสธว่า ไปไม่ได้ สาเหตุที่ไปไม่ได้ไม่ใช่ไม่อยากไป ส่วนผมรับปากไปด้วยความเกรงใจ ว่าไป เราสองคนคือ หลวงหนุ่ม และผม จึงขับรถตามกันไปเอาผ้าที่บ้าน เพื่อนำไปเปลี่ยนที่น้ำตก