เมื่อคืน พ่อดีใจมากที่จะได้กลับบ้านพร้อมกับผมในวันนี้ ตกลงตัดสินใจกลับบ้านประมาณ ๓ ทุ่มครึ่ง แต่ทราบว่าพ่อตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่ เก็บผ้าเก็บเครื่องมือใส่กระเป๋าเป็นที่เรียบร้อย ส่วนผมลุกขึ้นประมาณ ๗ โมงเช้า เมื่ออาบน้ำเสร็จจึงเดินลงมาด้านล่าง เห็นพ่อ น้องชาย เพื่อนน้องชาย พี่เขยนั่งดูโทรทัศน์อยู่แล้ว ผมจึงเดินก้มตัวออกไปทางหน้าบ้าน (จริงๆ แล้วน่าจะเป็นหลังบ้านที่ทำเป็นหน้าบ้านมากกว่า) พบพี่สาว พี่สาวส่งเสียงดังออกมาทันที “กินปลาท่องโก๋ก่อน โน่นน้ำเต้าหู้ เพิ่งซื้อมา เขากินกันหมดแล้ว เอาอย่างนี้ เดี๋ยวไปทำให้” จากนั้นจึงไปหยิบถ้วยโถ และเทน้ำเต้าหู้ส่งให้ผม ผมยังไม่รู้สึกหิว หรืออยากกินในตอนนี้ แต่ก็ต้องรับไว้และนำมาดื่มพร้อมกับปลาท่องโก๋ที่เตรียมไว้ให้ เพราะหากไม่รับไม่กิน ผมมองว่ามันไม่ควร อาจทำให้ผู้ให้ที่ตั้งใจจะให้เสียกำลังใจได้ กินดื่มไปก็นั่งดูโทรทัศน์ไป เนื่องจากบ้านนี้มีเคเบิ้ลด้วย มีหนังตลอดทั้งวันให้ดูอย่างเพลิดเพลิน ไม่นานก็ถึงเก้าโมงเช้า พี่สาวเตรียมอาหารให้อีกหนึ่งรอบ คราวนี้เป็นข้าวสุก ส่วนกับข้าวก็เป็นยำมะม่วง แกงส้มและต้มกะทิ ในใจผมบอกว่า “กินอีกแล้วหรือ” แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่าความนิ่งเฉย เรากินอาหารกันเสร็จเป็นที่เรียบร้อย แต่พี่สาวและพี่เขยไม่ได้กินด้วย เนื่องจากกำลังลดน้ำหนักกันอยู่ กินเสร็จจึงแยกย้ายกันทำภารกิจ เช่นขนของออกไปข้างนอกเพื่อจำหน่ายประจำวัน เช่นมะม่วงสุกที่นำมาจากสวนมะม่วง น้ำแข็งปั่น ฯลฯ
                ประมาณเที่ยง พี่สาวชวนไปเอามะม่วงมันที่สวน เราคือ ผม น้องชาย เพื่อนน้องชาย หลานตัวกะเปี๊ยกของพี่เขยที่ขอติดตามไปด้วย หลานสาวของผมพร้อมด้วยเหลน และพี่สาว เดินทางออกจากบ้านโดยให้พี่เขยเป็นคนขับ รถที่ใช้ก็เป็นรถกระบะตอนครึ่งที่หลานสาวเพิ่งนำมาจากชุมพรเมื่อวาน ผม พี่สาว หลานสาว เหลน พี่เขย จับจองที่ด้านใน ที่เหลือนั่งถ่วงกระบะอาบแดดตามประสาคนบ้านนอก ประมาณหนึ่งชั่วโมงจึงถึงสวนมะม่วง เมื่อลงจากรถเป็นที่เรียบร้อย ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันตามประสาความชอบใจ โดยหลานสาว เหลน และเพื่อนของน้องชายพักอยู่ที่ร้านใต้ร่มเงาไม้ ส่วนผม น้องชาย พี่สาว และหลานพี่เขย เดินเข้าไปในส่วนมะม่วง เพลิดเพลินกับการเก็บและการเกิน ขณะเดียวกันมีสุนัขตัวใหญ่ ๑ ตัวและตัวเล็กอีก ๒ ตัวซึ่งพี่เขยฝากคนดูแลสวยเลี้ยงไว้ วิ่งกระดิกหางมาหาพี่สาวและน้องชาย คล้ายกับจะคิดถึงกันมาก ทราบมาว่า หมาตัวใหญ่ชอบกินมะม่วงเหมือนคน แต่ต้องเป็นมะม่วงสุกที่แกะเปลือกออกแล้วเท่านั้นถึงจะกิน ไม่นานมะม่วงก็เต็มพุงของผม เมื่อพุงอิ่มก็ต้องเก็บใส่มือออกไปจากส่วนมะม่วง แต่ละคนพยายามเก็บเท่าที่จะเก็บได้ พี่สาวเปรยออกมาว่า ปีนี้ยังดีที่มะม่วงติดบ้าง ไม่เหมือนปีที่แล้ว มะม่วงไม่ติดเลย เพราะฝนตกจนทำให้ดอกหล่น มะม่วงจึงไม่ติด ฝนนั้นก็คือฝนเทียมที่โปรยปรายให้ชาวนา แต่มีผลกระทบต่อชาวสวนอย่างเรา ผมจึงได้ข้อสรุปว่า การที่ฝนตกไม่ใช่เรื่องที่ดีเสมอไป เราอยู่กันในสวนมะม่วงกันเป็นเวลานาน หลังจากที่ได้มะม่วงมากกว่า ๒ ลัง จึงเดินทางออกจากสวน ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เป้าหมายหนึ่งที่ผมไปเพชรบุรี เพราะพี่เขยต้องการเก็บภาพรายละเอียดของบ้านเรือนไทยหลังหนึ่งที่เพิ่งสร้าง ผมจึงต้องลงเพชรบุรีก่อน เมื่อไปถึงบ้านทรงไทยหลังเป้าหมาย จึงขออนุญาตถ่ายภาพ เจ้าของบ้านช่างมีน้ำใจดีเหลือเกิน ยินรับเป็นอย่างดี มองสายตาและกิริยาแล้วไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นใดๆ ผมเปรยให้พี่สาวฟัง พี่สาวก็สำทับว่า ที่นี้เขาเป็นอย่างนี้แหละ เขาไม่ถือตัวเหมือนคนเมือง …. ผมคิดว่า บ้านทรงไทยหลังนี้มีราคาน่าจะประมาณ ๒๐ ล้านบาทได้ ส่วนเจ้าของบ้านไฉนถึงแต่งตัวติดดินเช่นนั้น ทำให้ผมนึกถึงภาษิตที่ผมเคยคิดไว้เมื่อตอนที่ชอบเดินในห้างอันหนึ่งว่า คนมั่งมีมักไม่อวดรวย ส่วนคนไม่มีมักจะอวดความมั่งมี เหมือนกับสัตว์บางชนิดที่พยายามสร้างเกราะคุ้มกันของตนเองเพื่อซ่อนเร้นจุดบอดของตนฉะนั้น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเป็นอย่างนี้เสมอไป เรากลับถึงบ้านก็ประมาณ ๑ ทุ่ม หลังจากอาบน้ำ กินข้าว ประมาณ ๓ ทุ่ม พี่เขย พี่สาว น้องชาย เพื่อนน้องชาย หลานสาวจึงไปส่งผมและพ่อที่สถานีรถไฟ ผมไม่ลืมที่จะขอมะม่วงมันไปด้วย ๖ ลูก (ไม่ชอบที่จะถือมาก) โดยบอกพี่สาวว่า เมื่อสมัยผมไปอยู่นครศรีธรรมราช ผลไม้ที่ออกชุดแรกเขาจะนำไปถวายพระก่อน และ ๖ ลูกนี้ผมขอนำไปถวายพระก่อน พี่สาวให้เอาไปเยอะๆ แต่คราวนี้ผมไม่ตามใจพี่สาวแล้ว ๖ ลูกเท่านั้น