เรื่อง รายงานผลการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์
วัตถุประสงค์ของการฝึก
1. เพื่อฝึกและหาประสิทธิภาพของการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551
ขอบเขตการศึกษา
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
ประชากร เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 3 ห้อง จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 115 คน
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียนทั้งสิ้น 39 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบเจาะจง
ระยะเวลาดำเนินการ
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 จำนวน 16 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง โดยใช้เวลาในการสอนรวม 32 ชั่วโมง ทั้งนี้ไม่รวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ทำการสอนและทดสอบกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 37 คน
เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา
1. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 8 เล่ม ดังนี้
เล่มที่ 1 เรื่อง มาตราตัวสะกด แม่กก
เล่มที่ 2 เรื่อง มาตราตัวสะกด แม่กด
เล่มที่ 3 เรื่อง มาตราตัวสะกด แม่กบ
เล่มที่ 4 เรื่อง มาตราตัวสะกด แม่กง
เล่มที่ 5 เรื่อง มาตราตัวสะกด แม่กน
เล่มที่ 6 เรื่อง มาตราตัวสะกด แม่กม
เล่มที่ 7 เรื่อง มาตราตัวสะกด แม่เกย
เล่มที่ 8 เรื่อง มาตราตัวสะกด แม่เกอว
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ ซึ่งเป็นแบบทดสอบแบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ
3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 3 ระดับ จำนวน 10 ข้อ
การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือ
1. แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์
1.1 ดำเนินการสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 8 เล่ม แบบฝึกทักษะแต่เล่มประกอบด้วยกิจกรรมฝึกระหว่างเรียนเล่มละ 10 กิจกรรม ข้อทดสอบย่อยก่อนเรียนเล่มละ 10 ข้อ รวมทุกเล่ม 80 ข้อ และข้อทดสอบย่อยหลังเรียนเล่มละ 10 ข้อ รวมทุกเล่ม 80 ข้อ โดยมีภาพประกอบรูปเล่ม เหมาะสมสวยงาม ขนาดตัวอักษรชัดเจนอ่านง่าย กิจกรรมไม่ซ้ำซาก และจัดทำเฉลยคำตอบท้ายกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนนำมาใช้ตรวจสอบคำตอบด้วยตัวเองหลังจากทำแบบฝึก
1.2 นำแบบสอบถามให้ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ความเห็นเกี่ยวกับแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด จำนวน 8 เล่ม โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ผู้รายงานใช้เกณฑ์ของ ประคอง กรรณสูตร (2544 : 117) ได้แก่
ระดับ 5 หมายถึง ความพึงพอใจมากที่สุด (4.50 – 5.00)
ระดับ 4 หมายถึง ความพึงพอใจมาก (3.50 – 4.49)
ระดับ 3 หมายถึง ความพึงพอใจปานกลาง (2.50 – 3.49)
ระดับ 2 หมายถึง ความพึงพอใจน้อย (1.50 – 2.49)
ระดับ 1 หมายถึง ความพึงพอใจน้อยที่สุด (1.00 – 1.49)
วิเคราะห์ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 คน ได้คะแนนเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 4.66 อยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด
1.3 นำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด จำนวน 8 เล่ม มาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ แล้วนำไปทดลองกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ทำการทดลองจำนวน 3 ครั้ง ดังนี้
ทดลองครั้งที่ 1 การทดสอบรายบุคคล (1:1) โดยนำไปทดลองกับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 3 คน ซึ่งมีผลการเรียนเฉลี่ยระดับเก่ง 1 คน ปานกลาง 1 คน และอ่อน 1 คน เพื่อคิดคำนวณหาค่าประสิทธิภาพและได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เฉลี่ยเท่ากับ 42.67/42.08 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ที่กำหนดคือ 80/80 ผู้รายงานจึงได้นำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด จำนวน 8 เล่ม มาปรับปรุงแก้ไข ได้แก่ คำสั่งคลุมเครือไม่ชัดเจน ความยากง่ายของเนื้อหา เฉลยผิด พิมพ์ผิด แล้วจึงนำไปทดลองครั้งที่ 2 ต่อไป
ทดลองครั้งที่ 2 การทดสอบกลุ่มย่อย (1:10) โดยนำไปทดลองกับนักเรียนที่ไม่ใช่ กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 10 คน ซึ่งมีผลการเรียนเฉลี่ยระดับเก่ง 4 คน ปานกลาง 3 คน และอ่อน 3 คน คำนวณหาค่าประสิทธิภาพและได้ค่าประสิทธิ ภาพ E1/E2 เฉลี่ยเท่ากับ 64.86/65.38 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด คือ 80/80 แต่มีค่าเฉลี่ยที่ดีขึ้น เมื่อเปรียบเทียบกับการทดลองครั้ง ที่ 1 จากการทดลองใช้ในครั้งนี้ยังคงพบข้อผิดพลาดอยู่ ผู้รายงานจึงได้นำมาปรับปรุงแก้ไขอีกครั้ง ได้แก่ ความชัดเจนของภาษา เฉลยผิด และพิมพ์ผิด ผู้รายงานได้นำผลการปรับปรุงจากการทดลองครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 ไปให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาก่อนนำไปทดลองครั้งที่ 3
ทดลองครั้งที่ 3 การทดสอบภาคสนาม (1:100) โดยนำไปทดลองกับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 37 คน เพื่อคิดคำนวณหาค่าประสิทธิภาพและได้ค่าประสิทธิภาพ E1/E2 เฉลี่ยเท่ากับ 84.19/85.37 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด คือ 80/80 ซึ่งสรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด จำนวน 8 เล่ม มีประสิทธิภาพจึงสามารถนำไปใช้จริงเพื่อแก้ปัญหาทักษะการเขียนสะกดคำและพัฒนานักเรียนได้
นำแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกดจำนวน 8 เล่ม ไปใช้ทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้
2.1 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ กำหนดสัดส่วน จำนวนข้อสอบที่สอดคล้องกับจุดประสงค์ ให้ครอบคลุมเนื้อหาสาระการเรียนรู้ภาษาไทยและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ โดยได้เลือกข้อสอบมาทำการคำนวณ แบบปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ
2.2 ลงมือสร้างแบบทดสอบตามสัดส่วนที่กำหนดและนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยใช้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ซึ่งมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้ (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2539 : 249)
+1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อสอบมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์
-1 หมายถึง แน่ใจว่าข้อสอบไม่สอดคล้องกับจุดประสงค์
0 หมายถึง ไม่แน่ใจว่าข้อสอบมีความสอดคล้องกับจุดประสงค์หรือไม่
วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญที่มีต่อความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของแบบทดสอบกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมโดยเลือกข้อทดสอบที่มีค่าตั้งแต่ 0.60 ขึ้นไป เป็นข้อทดสอบที่อยู่ในเกณฑ์ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาที่ใช้ได้ แล้วนำข้อสอบมาปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ
2.3 นำแบบทดสอบที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองกับนักเรียนที่ทำการทดสอบภาคสนาม เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 37 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง โดยนำกระดาษคำตอบของนักเรียนมาให้คะแนน โดยตอบถูกให้ 1 คะแนน ตอบผิดหรือไม่ตอบให้ 0 คะแนน นำคะแนนที่ได้มาไปตรวจสอบหาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r)
ผู้รายงานได้คัดเลือกข้อสอบที่มีค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.64 - 0.92 และค่าอำนาจจำแนก (r) ตั้งแต่ 0.24 - 0.80 ดังกล่าว ไว้จำนวน 20 ข้อ เพื่อนำไปใช้ในการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
2.4 วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยวิธีการของ คูเตอร์ ริชาร์ดสัน จากสูตร KR-20 ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.79
จัดพิมพ์แล้วนำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพแล้วไปใช้ทดลองจริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
3. แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้ แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถม ศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์
3.1 ผู้รายงานได้ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการสร้างแบบประเมินความพึงพอใจจาก เอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และได้สร้างแบบประเมินความพึงพอใจ จำนวน 10 ข้อ
3.2 นำแบบประเมินความพึงพอใจไปให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยแบบประเมินความสอดคล้อง (IOC) ได้ค่าความสอดคล้อง (IOC) ตั้งแต่ 0.60 ถึง 1.00
นำแบบสอบถามประเมินความพึงพอใจต่อการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2/1 ภาค เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 37 คน
จัดพิมพ์แบบประเมินความพึงพอใจที่มีคุณภาพแล้วเพื่อนำไปใช้ในจริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป
การวิเคราะห์ข้อมูล
1. วิเคราะห์หาค่าประสิทธิภาพของการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ โดยเก็บรวบรวมระหว่างข้อมูลจากคะแนนการทำกิจกรรมฝึกระหว่างเรียนและคะแนนจากการทดสอบย่อยหลังเรียน และข้อมูลการทดสอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียนแต่ละคน โดยใช้สูตรการหาค่าประสิทธิภาพ E1/E2 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
2. หาค่าการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างโดยใช้ค่าสถิติ t-test for Dependent โดยเก็บรวบรวมคะแนนจากการทดสอบย่อยก่อนและหลังเรียนและจากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ การเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้น ประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์
3. วิเคราะห์หาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์
ผลการวิจัยพบว่า
1. ประสิทธิภาพของการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรง เรียนวัดแสงสรรค์ นักเรียนที่ได้รับการฝึกด้วยแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด จำนวน 8 เล่ม ในการทดลองภาคสนาม มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 84.19/85.37 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
และแบบฝึกที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างประสิทธิภาพของการพัฒนาการเรียนการสอนด้วยการทำกิจกรรมฝึกระหว่างเรียนและแบบทดสอบย่อยหลังเรียน (E1) 84.30 และประสิทธิของผลลัพธ์ด้วยการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ (E2) 86.75 มีประสิทธิภาพ E1/E2เท่ากับ 84.30/86.75 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ตั้งไว้
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย สูงขึ้น
2.1 ผลสัมฤทธิ์ของคะแนนทดสอบย่อยก่อนและหลังเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 8 เล่ม มีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน 23.08 ค่าเฉลี่ยหลังเรียน 68.29 และมีผลความก้าวหน้าเฉลี่ย 45.2 ค่าการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการทดสอบย่อยก่อนและหลังเรียนภายในกลุ่มเดียวกัน โดยใช้สถิติค่า ที (t-test for Dependent) ได้ 76.11
สรุปได้ว่า นักเรียนมีคะแนนทดสอบย่อยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาการเปรียบเทียบกับตารางค่า t-test พบว่า คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นั่นคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ดังนั้น การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ จำนวน 8 เล่ม ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
2.2 ผลสัมฤทธิ์ของคะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ก่อนและหลังเรียนที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ มีค่าเฉลี่ยก่อนเรียน 4.54 ค่าเฉลี่ยหลังเรียน 17.35 และมีผลความก้าวหน้าเฉลี่ย 12.81 ค่าการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการทดสอบย่อยก่อนและหลังเรียนภายใน กลุ่มเดียวกัน โดยใช้สถิติค่า ที (t-test for Dependent) ได้ 60.53
สรุปได้ว่า นักเรียนมีคะแนนทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างชัดเจน และเมื่อพิจารณาการเปรียบเทียบกับตารางค่า t-test พบว่าคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นั่นคือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ดังนั้น การเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น
3. ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการพัฒนาการเรียนการสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรงเรียนวัดแสงสรรค์ นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก คือมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.92
สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคำตามมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 8 เล่ม มีความสอดคล้องกับความสนใจของนักเรียน ส่งผลให้นักเรียนมีการพัฒนาทักษะด้านการเขียนสะกดคำสูงขึ้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการฝึกที่ตั้งไว้
รออ่านครับ
งานวิจัยน่าสนใจมากเลยค่ะ
เผยแพร่ได้ละเอียดเข้าใจง่ายมากๆ เลยค่ะ
ตอนนี้กำลังทำงานวิจัยอยู่เหมือนกัน คงต้องขอใช้เป็นตัวอย่างแล้วล่ะค่ะ
ขอบคุณครูดำรงค์ที่มาเผยแพร่ค่ะ
ผลงานน่าสนใจ อ่านแล้วเข้าใจใช้เป็นตัวอย่างได้ ขอขอบคุณครูดำรงค์มา ณ โอกาสนี้
ผลงานเยี่ยมมาก เป็นเรื่องที่กำลังศึกษา ขอให้ลงตัวอย่างแบบฝึกสักเล่มจะได้ไหม