ถ้ามหาวิทยาลัยที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า คนพูดและสะท้อนความคิดเห็นมากกว่า ยังเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราจะเปลี่ยนแปลงสังคมที่สลับซับซ้อนกว่านั้นได้อย่างไร

โจทย์ที่อยู่ในใจของผมมาตลอดในการทำกิจกรรมตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 สมัยอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย  ดูเหมือนจะเป็นเรื่องการทำยังไงจะทำให้กิจกรรมนักเรียน/นักศึกษาพัฒนาขึ้นได้ เรื่องนี้ย้อนไปถึงสมัยจะขึ้นม. 6 ที่ผมได้โอกาสจากเพื่อนคนนึงชื่อเอกราช ซาบูร์ ที่เป็น NGO สายสิทธิเด็กตั้งแต่มัธยมฯ เค้ารบกวนให้ผมไปประชุมแทนเขาที่บุรีรัมย์ และหลังจากนั้นเองในกิจกรรมต่อเนื่องจากการประชุมนั้น ผมได้เข้าอบรมเกี่ยวกับเรื่องวิทยากรกระบวนการ , ​Mind Mapping และทักษะอื่นๆที่ ทำให้ผมเกิดแรงบันดาลใจในการที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงหลายๆประการ  เท่าที่จำได้ตอนสมัยทำกรรมการนักศึกษา รุ่นผมเป็นรุ่นแรกในรอบหลายๆปีที่มีการจัดกิจกรรมค่ายนักกิจกรรมขึ้น 

เมื่อเข้ามหาวิทยาลัย ผมได้มีโอกาสได้ไปเกี่ยวข้องกับภาคประชาชนอีกสายหนึ่ง (ที่เขาไม่อยากให้เรียกว่า NGO ) ที่เรียกตัวเองว่า ภาคประชาสังคม (Civil Society) ผมเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานะเยาวชนขององค์กรที่ชื่อว่า สถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (Civic Net)  (มีฐานในกรุงเทพฯชื่อ Bangkok Forum นำโดย อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ และท่านอื่นๆ) ที่นี่เองที่ผมได้เรียนรู้เครื่องมือเพิ่มเติม โดยเฉพาะเครื่องมือในด้านการคิด เช่น ความคิดสร้างสรรค์ , การคิดเชิงระบบ, Six Thinking Hat เป็นต้น , ทักษะในการนำประชุมอย่างสร้างสรรค์ ,  ทักษะในการออกแบบการฝึกอบรม ฯลฯ   จากทักษะและองค์ความรู้ที่ได้จากการฝึกอบรมเหล่านี้เองที่ผมและเพื่อนๆที่ไปด้วยกันอย่าง น้ำทิพ (อ.ชญานี ชวะโนทย์),นำมาใช้ในการทำกิจกรรมของคณะ และหนึ่งในนั้นก็คือ ค่ายอบรมนักกิจกรรม

เราเพียรพยายามสร้างและปรับเปลี่ยนรูปแบบของค่ายอบรมนักกิจกรรมมาตั้งแต่เราอยู่ปี 2 จนปี 3 ก็แล้ว ปี 4 ก็แล้ว ตัววิธีการฝึกอบรมที่ออกแบบก็ยังไม่ให้ผลที่น่าพอใจเสียที รูปแบบพัฒนาตั้งแต่การประยุกต์เอาเกมส์โชว์ที่ดังมากใน UBC สมัยนั้นคือ Survival มาใช้ ก็คือ ให้น้องๆที่เข้าร่วมได้ลองทำกิจกรรมจริงๆเลย ในช่วงเวลาค่ายนั่นเอง  ในปีที่สองเราเปลี่ยนใหม่เป็นใช้โมเดลดินน้ำมันและให้น้องทำกิจกรรมเสมือนว่ากำลังเล่นเกมส์วางแผนการรบแบบสลับตา กับพี่สต๊าฟที่จะกำหนดเงื่อนไขต่างๆให้น้องแก้ปัญหา ในขณะเดียวกันก็แฝงการฝึกทักษะในการทำกิจกรรมที่จำเป็นเข้าไปด้วย ในปีสุดท้ายที่เราทำเป็นในลักษณะของการอบรมที่เป็นทางการมากขึ้น ระยะยาวมากขึ้น แต่ก็ยังคงไม่เวิร์คอยู่ดี ปัญหาประการนึงก็คือ น้องที่เข้าอบรมกับเราไม่ได้เติบโตมาเป็นคณะกรรมการนักศึกษา แต่กระจัดกระจายไปร่วมกิจกรรมอื่นๆทั้งในระดับคณะและมหาวิทยาลัย และเราก็ไม่รู้จริงๆว่าตกลงแล้วทักษะที่เราให้น้องได้เอาไปใช้ประโยชน์จริงหรือไม่

คำว่า ยังไม่ให้ผลที่น่าพอใจนั้น หมายถึงว่า ตอนนั้นเราตั้งใจสร้างกิจกรรมเหล่านี้ เพื่อที่จะทำให้กิจกรรมของคณะมีการพัฒนาให้มากขึ้น  แต่ดูเหมือนว่า กิจกรรมฝึกอบรมจะไม่ใช่ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเข้มแข็งของกิจกรรมนักศึกษาในคณะโดยตรงนัก ปัจจัยที่ดูจะมีผลดูเหมือนจะต้องมองในเชิงสังคมวิทยา และมานุษยวิทยาเสียมากกว่าคือ  มองในเชิงของเครือข่ายทางสังคม, ค่านิยมวัฒนธรรม  กติกาไม่เป็นทางการ, โครงสร้างสังคมที่เรียกว่า “โต๊ะกลุ่ม” (คล้ายๆกับชนเผ่าก็ไม่ปาน) และความสัมพันธ์ระหว่างโต๊ะกลุ่ม, เป้าประสงค์ของกรรมการนักศึกษ และความสัมพันธ์กับโต๊ะกลุ่ม , ความสัมพันธ์และอิทธิพลทางวัฒนธรรมของรุ่นพี่สู่รุ่นน้องและรุ่นหลาน ฯลฯ

สาเหตุนึงที่ผมให้ความสำคัญกับกิจกรรมของคณะมากในสมัยนั้น ผมคิดว่าน่าจะได้อิทธิผลจากแนวคิดเรื่องประชาสังคมอยู่มากทีเดียว ตอนสมัยนั้น กิจกรรมมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้าไม่เป็นอารมณ์สายลมแสงแดดเอนเตอร์เทนเมนต์ ก็จะอยู่บนอุดมการณ์สังคมนิยม , Marxism หรืออะไรก็ตามที่ออกแนวซ้าย สังคม ชนชั้น ความไม่เท่าเทียมกัน อย่างเช่น กลุ่มวัชพืช, กลุ่มธรรมาภิวัฒน์ เป็นต้น  ผมก็เห็นวา ไม่เห็นมีใครเอาแนวคิดประชาสังคมมาใช้เลย ผมจึงเริ่มสนใจศึกษาเรื่องนี้จากหนังสือหลายเล่มทีเดียว ตั้งแต่เข้าปีหนึ่งนั่นล่ะ  ตอนนั้นจำได้ว่า คิดว่าต้องศึกษาก่อน จะได้ลองใช้แนวคิดประชาสังคมในการเปลี่ยนแปลงมหาวิทยาลัย ... คือ ถ้ามหาวิทยาลัยที่มีความซับซ้อนน้อยกว่า คนพูดและสะท้อนความคิดเห็นมากกว่า ยังเปลี่ยนแปลงไม่ได้  เราจะเปลี่ยนแปลงสังคมที่สลับซับซ้อนกว่านั้นได้อย่างไร 

จากการศึกษาและความตั้งใจนั้นก็นำมาซึ่งแนวคิดเชิงวิธีการก็คือว่า เราควรจะต้องเริ่มจากทำให้คณะเข้มแข็งก่อน ต้องทำให้แต่ละกลุ่มมาร่วมคิดร่วมทำร่วมกัน สร้างกระบวนการการมีส่วนร่วม กลุ่มเป็นเหมือนครอบครัว หลายครอบครัวรวมกันเป็นชุมชน ใช้ทักษะที่ได้จากการอบรมจาก Civic Net นั่นล่ะ  การนำประชุมอย่างสร้างสรรค์เอย กระบวนการความคิดสร้างสรรค์เอย  จากนั้นถ้าคณะเข้มแข็ง เราก็ควรจะเชื่อมเครือข่ายของคณะ เพื่อให้มหาวิทยาลัยเข้มแข็ง  SFN ในบทก่อนก็เป็นผลผลิตจากแนวคิดนี้  จากนั้นผมถึงไปพยายามผลักดันเครือข่ายระดับมหาวิทยาลัยกับการเข้าร่วมโครงการอบรมหลักสูตรผู้นำนักศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่ 1 จัดโดยมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

ถ้าเครือข่ายเหล่านี้เข้มแข็ง นักศึกษาน่าจะมีพลังมากพอ ที่จะสร้างสรรค์กิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและคนอื่นได้ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสที่นักศึกษาจะได้พบเจอสังคมภายนอก และทำให้เขามีความตระหนักต่อสังคมมากขึ้น เป็นพลเมืองที่ดี หรือกระทั่งพลเมืองที่กระตือรือร้น (Active Citizen) ในอนาคตได้

ที่กล่าวมานี้ สามารถทำได้สำเร็จในสองส่วนแรกคือ ในคณะ และในเครือข่ายสายสังคม แต่ระดับมหาวิทยาลัยทำไม่สำเร็จ และผมไม่สามารถส่งผ่านไปยังรุ่นต่อไปได้  อย่างไรก็ดี แนวคิด แนวปฏิบัติอย่างนี้เอง ที่ทำให้ผมให้ความสำคัญต่อการพัฒนานักกิจกรรมของคณะอย่างมาก