ที่โรงเรียนเพลินพัฒนาบรรดา KO – Knowledge Officer ที่ทำหน้าที่เป็นคุณอำนวยการแลกแปลี่ยนเรียนรู้ของแต่ละช่วงชั้น จะมีโอกาสมาพบปะกันสัปดาห์ละครั้ง และเวทีนี้ก็มักจะเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นบนการปฏิบัติในหน้างานจริงอยู่เสมอ

 

วันพุธนี้คุณครูหนึ่ง ศรัณธรนำแบบประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียน ตามกระบวนการ ๙ พอดี ในกิจกรรมภาคสนามของช่วงชั้นที่ ๑ มาให้ดูกัน ทำให้คุณครูเจี๊ยบ ชุตินารถ ครูแกนนำนักจัดการความรู้ของช่วงชั้นอนุบาลได้แนวความคิดที่จะนำกลับมาให้ครูในช่วงชั้นได้ลองทำดูบ้าง เพื่อใช้เป็นคู่มือในการประเมินพัฒนาการด้านต่างๆ ของนักเรียนได้อย่างครบถ้วนและไม่ตกหล่น

 

หลังจากจากนั้นคุณครูเจี๊ยบก็ได้เล่าถึงสถานการณ์ในช่วงชั้นอนุบาลให้ฟังว่า ตอนนี้ครูอนุบาลกำลังอยู่ในภาวะที่มักจะใช้กิจกรรมซ้ำๆเดิมๆ เพราะครูตันกับกิจกรรมที่ทำ และคิดกิจกรรมที่แปลกใหม่ไม่ออก ทำให้ครูบางคนเริ่มหันไปเล่นกับการเรียนการสอนที่เน้นในเรื่องเนื้อหามากกว่าการพัฒนาทักษะด้านต่างๆตามความถนัดที่มีมาแต่เดิม

 
ดิฉันจึงเสนอว่าให้ลองใช้วงแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (KM) ที่เราทำกันเป็นประจำทุกสัปดาห์มาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูได้เกิดความคิดแปลกใหม่ขึ้น โดยใช้โจทย์หรือกิจกรรมต่างๆที่ครูให้เด็กได้ทำไปแล้วนั้นมาให้ครูได้ลองคิดกิจกรรมต่อซึ่งครูต้องรู้ด้วยว่า

 

  • แต่ละกิจกรรมที่ให้เด็กฝึกฝนนั้นมีขึ้นเพื่อสร้างทักษะอะไร
  • เด็กของตนได้ฝึกฝนทักษะอะไรไปแล้วบ้างและฝึกฝนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ใด
  •  หากต้องการฝึกทักษะชนิดเดียวกันนี้สามารถใช้กิจกรรมอะไรได้อีก

 

 กิจกรรมฝึกทักษะที่ครูจะคิดต่อนั้นจะต้อง  "มีความหลากหลาย ต่อยอดจากกิจกรรมเดิม และมีความเชื่อมโยง"ซึ่งหมายถึงเชื่อมโยงทั้งกับกับทักษะอื่นๆ ที่ได้เคยเรียนรู้มาแล้วและทักษะที่พัฒนาขึ้นในหน่วยวิชาอื่นๆด้วย

 

 

เมื่อครูได้รับประสบการณ์ตรงจากการฝึกปฏิบัติหัดให้มีความคิดสร้างสรรค์เช่นนี้ ครูก็จะค่อยๆมองออกว่าจะนำหลักการนี้ไปขยายผลสู่เด็กอย่างไร

 

ตัวอย่างแบบฝึกสำหรับครู

 

  • ให้ครูทุกคนลองคิดว่าเมื่อเด็กมีทักษะ ก แล้ว จะสามารถทำกิจกรรมใดได้บ้าง ลองคิดมาคนละ ๕กิจกรรม รวบรวมของทุกคนเก็บไว้เป็นคลังกิจกรรม ก 
  • ทำเช่นเดียวกันนี้กับกิจกรรม ข ค และ ง 
  • ทดลองต่อเชื่อมทักษะ ก เข้ากับทักษะ ข ค งที่ได้เรียนรู้ไปใหม่ ลองคิดหารูปแบบที่จะทำให้ได้ใช้กิจกรรม ก ข ค งอย่างหลากหลาย และเหมาะกับวัยของเด็กให้ได้มากที่สุด

 

 เพราะฉะนั้น"ทักษะ และพัฒนาการตามช่วงวัย"ที่เรากำลังรวบรวมจาก Best Practice ก็จะเป็นแนวทางให้ครูสามารถสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับเด็กๆ ได้อย่างหลากหลาย และเหมาะสมกับวัยโดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนกำกับ
 

สรุปเป็นหลักคิดในการสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ให้กับเด็กได้ดังนี้

 

๑. สร้างเป้าหมายว่าจะพัฒนาทักษะเรื่องใด

๒. นำทักษะที่เสริมสร้างพัฒนาการทั้ง๔ ด้านของเด็กมาแปลงให้เป็นวิธีการไปสู่เป้าหมายด้วยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่มีความหลากหลายต่อยอด เชื่อมโยง


๓. นำกิจกรรมไปทำเป็นแผนการเรียนรู้และนำกิจกรรมเหล่านี้ไปพัฒนาทักษะด้านต่างๆของเด็กให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้