กุญแจของนายท่านอยู่ไหน ?

กุญแจของนายท่านอยู่ไหน ?

                ถ้าหาก  กุญแจ  คือ  ยุทธศาสตร์ในการนำพาสถานศึกษาไปสู่เป้าหมาย  เรื่อง  กุญแจของนายท่านอยู่ไหน  ได้สะท้อนพฤติกรรมการบริหารจัดการ  ด้านยุทธศาสตร์ที่ผิดพลาด  ซึ่งเมื่อผู้บริหารมองยุทธศาสตร์ผิดพลาด  การนำพามาซึ่งการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดผลที่เบี่ยงเบนได้  และยังสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริหารขาดทักษะความพยายาม  ความคิดสร้างสรรค์  มุ่งหวังแต่ความสะดวกสบาย  ดันทุรัง  ซึ่งเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี  ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ คือ

1. การกำหนดจุดหมายปลายทาง (Ends) ที่ต้องการบรรลุ

2.  วิธีการและกระบวนการ (Means and Process) จะประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลัก คือ1) กลวิธีการปฏิบัติ หรือมาตรการ (Strategy) เป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติให้บรรลุจุดหมาย (Ends) ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) แผนงาน (Programs) และโครงการ (Projects) เป็นการกำหนดแนวทางการกระทำที่เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปจะมีประเด็นในการเขียนที่ชัดเจน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ

3. ทรัพยากร (Resources) และค่าใช้จ่าย (Cost)

4. การนำแผนไปปฏิบัติ (Implementation)

5. การประเมินผลแผน (Evaluation)

แต่จากนิทานที่เล่ามาจะเห็นว่า มีองค์ประกอบของยุทธศาสตร์ที่เลือนราง  คือ 1. ได้การกำหนดจุดหมายปลายทาง (Ends) ที่ต้องการบรรลุ   แต่ กำหนดวิธีการและกระบวนการ กลวิธีการปฏิบัติ หรือมาตรการ (Strategy) เป็นการกำหนดแนวทางปฏิบัติให้บรรลุจุดหมาย (Ends) ที่กำหนดไว้ไม่ถูกต้องทำให้ขาดประสิทธิภาพ เราควรมี แผนงาน (Programs) และโครงการ (Projects) เป็นการกำหนดแนวทางการกระทำที่เป็นรูปธรรมในการปฏิบัติมากขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปจะมีประเด็นในการเขียนที่ชัดเจน ครอบคลุม และเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบเพื่อผลสัมฤทธิ์สูงสุดขององค์กร

                        หากจะมองพฤติกรรมการบริหารจัดการ เปลี่ยนแปลงของผู้บริหารทั้งสอง

คงต้องบอกว่าขาดคุณลักษณะของผู้นำการเปลี่ยนแปลง เพราะคุณลักษณะของผู้นำการเปลี่ยนแปลง คือ บุคคลที่มีคุณลักษณะพิเศษด้านบุคลิกภาพ และความสามารถในการนำ เพื่อให้เป้าหมายการเปลี่ยนแปลงบรรลุผล  ผู้นำการเปลี่ยนแปลงมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเปลี่ยนแปลง  ในด้านการทำงานกับคน การตระหนักและไวต่อปัญหา  ต่อความรู้สึกของคน  มีทักษะในด้านการวิเคราะห์  วินิจฉัยปัญหา  สามารถให้คำปรึกษาแนะนำการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

 

การจัดการนวัตกรรมและสารสนเทศ

                        การบริหารจัดการของสถานศึกษานั้นต้องมุ่งที่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นหลักสำคัญ    โดยการการมุ่งเน้นที่การจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาตามศักยภาพอย่างต่อเนื่อง และการบริหารจัดการที่ดีจะต้องอาศัยการวางแผนการที่ดี  การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล สารสนเทศ ที่ดี  กล่าวคือ   มีความถูกต้องแม่นยำ   มีความสมบูรณ์และครอบคลุม  มีความชัดเจน  มีความยืดหยุ่น  ใช้ได้ง่าย รวดเร็ว   ทันต่อเหตุการณ์  ทันสมัย  สามารถนำมาใช้ได้อย่างรวดเร็วทันต่อความต้องการ    หากมีการจัดการระบบสารสนเทศที่ดีเท่ากับว่าการบริหารงานได้สำเร็จลุล่วงไปแล้วครึ่งหนึ่ง  ซึ่งต้องจัดการให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา  ครอบคลุม  การวางแผน  ควบคุมคุณภาพ  การตรวจสอบ  การทบทวน  และการวัดประเมินผล  กล่าวคือ

1. สารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษา  ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น  ข้อมูลทั่วไปของสถานศึกษา  

ความจำเป็นและต้องการของสถานศึกษา   บริบทด้านต่าง ๆ ของสถานศึกษา  แนวทางการดำเนินการจัดการศึกษา   การมีส่วนร่วมของชุมชน  และองค์กรอื่น ๆ ทางการศึกษา  ซึ่งจากแนวคิด  กุญแจของนายท่านอยู่ไหน  บ่งบอกว่า  ผู้บริหารต้องรู้และจัดการสารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษาให้ชัดเจน  ประหนึ่งว่า  รู้เขารู้เรา  การรู้เรา  ต้องรู้ว่าบริบทต่างๆ  อันเกี่ยวเนื่องกับสถานศึกษา  ชุมชน  องค์กรอื่นๆ  ที่เกี่ยวข้องเป็นอย่างไร  เพื่อจะได้สามารถนำพาไปพัฒนาในทิศทางที่ถูกต้อง

2. สารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียน  ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน  คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน  ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน  เมื่อสามารถจัดระบบสารสนเทศพื้นฐานของสถานศึกษาได้แล้ว  ก็นำมาจัดแผนงานให้ครบทาง  จัดทำสารสนเทศเกี่ยวกับผู้เรียนให้ครบด้านตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษาชาติ

3. สารสนเทศเพื่อการบริหารงานวิชาการ  ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น หลักสูตรและการเรียนการสอน   การวัดและการประเมินผลการเรียน   รูปแบบการพัฒนานักเรียน   การจัดทำการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนา

4. สารสนเทศเพื่อการบริหารจัดการ  ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ เช่น  สภาพหรือบริบทด้านการบริหารจัดการ  บริบทด้านทรัพยากรและสิ่งสนับสนุน ส่งเสริม การบริหารจัดการ   การพัฒนาวิชาชีพ ประโยชน์เพื่อการพัฒนาคุณภาพสถานศึกษา

 

                  ดังนั้น การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในโรงเรียนจึงควรคำนึงถึงองค์ประกอบต่างๆ คือ

1.  หลักสูตร

                        สถานศึกษาซึ่งสอนระดับอนุบาลและประถมศึกษา  นักเรียนส่วนมากยังไม่สามารถคิดในสิ่งที่เป็นนามธรรม   ครูผู้สอนจึงต้องช่วยให้เด็กสามารถคิดโดยนำเสนอในสิ่งที่เป็นรูปธรรมซึ่งจะทำให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดี     นวัตกรรมทางด้านสื่อการสอนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง   สื่อที่นักเรียนจับต้องได้หรือสามารถทำด้วยตนเองจะช่วยให้นักเรียนมีพัฒนาการที่ดีขึ้น เช่น อาจใช้คอมพิวเตอร์เพื่อให้นักเรียนเรียนศิลปะโดยการหัดวาดรูป  หรือให้ออกเสียงในการเรียนภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศในกรณีที่นักเรียนอ่านหนังสือออกแล้ว   นอกจากนี้ นักเรียนยังสามารถค้นหาข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเพื่อทำงานส่งครูหรือสามารถใช้ซอฟท์แวร์บางตัวในการฝึกประสบการณ์เพิ่มจากชั้นเรียนได้

                        สำหรับสถานศึกษาที่สอนในระดับมัธยมศึกษา  เนื่องจากเด็กวัยนี้กำลังอยากรู้อยากเห็นและอยากพิสูจน์ความสามารถของตนเอง   การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาใช้จะเป็นการเสริมประสบการณ์ที่ดียิ่ง   อินเทอร์เน็ตที่นำมาใช้ในโรงเรียนจะช่วยให้นักเรียนค้นหาความรู้เพิ่มเติมทั้งที่เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนและสิ่งที่เขาอยากรู้เองได้    อินเทอร์เน็ตส่งเสริมการทำงานเป็นกลุ่ม ระบบ e - Learning   จะช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้และเข้าใจในสิ่งที่พวกเขายังไม่เข้าใจขณะที่เรียนในห้องเรียนเพิ่มขึ้น   บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน (Computer- Assisted  Instruction : CAI)  จึงสามารถช่วยนักเรียนได้ทั้งในการเรียนเนื้อหาใหม่   ทบทวนเนื้อหาเดิมที่เรียนแล้วแต่ยังไม่เข้าใจ  ช่วยให้เรียนรู้และเข้าใจสื่อที่เป็นนามธรรมได้มากขึ้น

                        สถานศึกษาที่สอนหลักสูตรปริญญาตรีหรือสูงกว่า นักศึกษาในวัยนี้เป็นวัยที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่อาชีพ  และสังคมในมหาวิทยาลัยมีแนวโน้มจะใช้เทคโนโลยีมากขึ้น   ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นที่นักศึกษาจะต้องฝึกฝนและเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ  โดยเฉพาะนักศึกษาที่เรียนวิชาชีพครูจะต้องเรียนรู้นวัตกรรมด้านการสอนและด้านสื่อการศึกษา เช่น นักศึกษาที่เรียนวิชาเอกเคมี  จะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีของเครื่องมือสมัยใหม่   การนำอินเทอร์เน็ตมาใช้ในระดับมหาวิทยาลัยจึงเป็นการสมควรอย่างยิ่ง เพราะทำให้นักศึกษาได้ค้นหาในสิ่งที่จะนำไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคต   ได้ค้นหาความรู้บางอย่างเสริมในสิ่งที่อาจารย์สอนแล้วแต่ยังไม่เข้าใจ   รวมทั้งได้ค้นหาความรู้บางเรื่องที่อาจารย์กำหนดให้ศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ทั่วโลก

                        การสอนสิ่งที่เป็นนามธรรมให้แก่นักศึกษาในมหาวิทยาลัยจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าใดนัก เพราะผู้สอนสามารถให้นักศึกษาเรียนรู้จากบทเรียน CAI ได้   เนื่องจากการเรียนรู้บางอย่างอาจเป็นอันตรายได้ถ้าลงมือปฏิบัติจริง หรือบางอย่างนักศึกษาก็ไม่สามารถปฏิบัติได้กับของจริง ตัวอย่างเช่น นักศึกษาที่เรียนวิชาเคมี ย่อมไม่สามารถทำการทดลองบางอย่างที่มีอันตรายและมีความสิ้นเปลืองได้  หรือนักศึกษาแพทย์ที่ไม่สามารถจะเรียนรู้เส้นเลือดของมนุษย์ที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวหนังทั้งร่างกายได้  เป็นต้น

                        ในด้านการบริหาร   ปัจจุบันสถาบันการศึกษาหลายแห่งกำลังขาดบุคลากรอันเนื่อง มาจากนโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับการลดกำลังคน    การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพได้   ตัวอย่างเช่นงานทะเบียนและวัดผล   เมื่อใช้คอมพิวเตอร์ในการคิดเกรดจะทำให้ลดภาระของอาจารย์และทำให้นักศึกษาได้ทราบผลการเรียนเร็วขึ้น    หรือการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานห้องสมุดก็จะทำให้ลดเวลาเกี่ยวกับการทำบัตรรายการและบริการการค้นหา

 

2  นโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด

 

                        สถานศึกษาทุกแห่งไม่ว่าจะทำการสอนในระดับใด จะต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล แต่การตอบสนองนโยบายนั้นจะทำได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับความพร้อมภายในสถานศึกษา ถ้าสถานศึกษาไม่มีความพร้อมก็ไม่สามารถตอบสนองนโยบายของรัฐบาลได้ เช่น กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้โรงเรียนใช้อินเทอร์เน็ต แต่โทรศัพท์ยังเข้ามาไม่ถึง หรือโรงเรียนไม่มีงบประมาณที่จะติดจานดาวเทียม เป็นต้น

 

3. การสนับสนุนจากผู้บริหารสถานศึกษา

 

                        อำนาจในการบริหารโรงเรียนส่วนมากอยู่ที่ผู้อำนวยการหรืออาจารย์ใหญ่  แต่ในสถาบัน อุดมศึกษาผู้มีอำนาจสูงสุด ได้แก่ อธิการบดีหรือสภามหาวิทยาลัย   ถ้าผู้บริหารเป็นผู้ที่ไม่สนใจด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีแล้วการดำเนินการก็จะไม่ราบรื่น  สถานศึกษาที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องจัดทำแผนพัฒนาเทคโนโลยีทั้งแผนระยะสั้นและระยะยาว   ในการจัดทำแผน ต้องให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงเรียน   ในการกำหนดวิสัยทัศน์ ทั้งครู ผู้ปกครอง และผู้บริหาร ต้องร่วมกันคิด  เมื่อได้วิสัยทัศน์แล้วการทำแผนก็จะต้องนำไปสู่วิสัยทัศน์นั้น  แผนจะเป็นตัวกำหนดว่าโรงเรียนจะพัฒนาไปในทิศทางใด

                        เมื่อพิจารณาปัจจัยสภาพแวดล้อมแล้ว ขั้นต่อไปสถานศึกษาจะต้องเลือกใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้เหมาะสมกับสภาพที่เป็นอยู่ ความไม่พร้อมของปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะยกเลิกการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้ทั้งหมด แต่โรงเรียนจะต้องพยายามทำทุกวิถีทางที่จะนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาใช้ให้ได้

การใช้เทคโนโลยีในการสอนปัจจุบันมีมากมายหลายวิธี แต่ละวิธีก็มีกลยุทธ์ในการสอนที่แตกต่างกัน  ในตอนแรกนี้จะได้อภิปรายถึงเทคนิคต่าง ๆ ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสอน

 

4.  การใช้อินเทอร์เน็ตในการเรียนการสอน

 

สถานศึกษาสามารถใช้อินเทอร์เน็ตในการจัดการเรียนการสอนได้ ทั้งในชั้นเรียนปกติและการศึกษาทางไกล  ทั้งการศึกษาในระบบและนอกระบบโรงเรียน  ดังนี้

                        4.1      การสอนในชั้นเรียนปกติ     จะเป็นการใช้สอนโดยตรง   หรือเป็นการใช้สอนเสริมการสอนระบบปกติ   โดยการทบทวนเนื้อหาจากบทเรียนที่ผู้สอนสร้างไว้ในเว็บไซต์   หรือผู้สอนอาจงานให้ค้นหาข้อมูลจากเว็บไซต์ต่าง ๆ   จากการพูดคุยระหว่างผู้เรียนในห้องสนทนา   (Chat room)   จากการเรียนโดยการใช้ e-mail   เป็นต้น    แต่โดยทั่วไปแล้วจะใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อ

                        (1) ส่งเสริมการเชื่อมต่อสื่อสารกับโลกภายนอก   อินเทอร์เน็ตทำให้โลกแคบลง   ไม่ว่าคนจะไปอยู่ส่วนไหนของโลกก็สามารถติดต่อแลกเปลี่ยนเรื่องราวและประสบการณ์ต่าง ๆ   กับโลกภายนอกได้แม้จะต่างเวลา สถานที่ และวัฒนธรรมห้องเรียน   ครูสมัยก่อนสามารถติดต่อกับโลกภายนอกได้เหมือนกันแต่จะมีปัญหาเรื่องเวลาและสถานที่    ปัจจุบันนี้ อินเทอร์เน็ตทำให้ครูและนักเรียนสามารถติดต่อหรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับนักเรียนหรือครูที่อยู่ในส่วนอื่น ๆ ของโลกได้โดยไม่มีอุปสรรคเรื่องเวลา  สถานที่  และวัฒนธรรม

                                (2) ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม  ปัจจุบัน นักวิจัยทางการศึกษา  ครู และผู้กำหนดนโยบายเชื่อว่านักเรียนเรียนรู้โดยผ่านการปฏิสัมพันธ์สังคม (Social interaction)   ดังนั้น สถานศึกษาจึงควรให้นักเรียนได้เรียนรู้ร่วมกันโดยให้ทำงานเป็นทีม   ซึ่งอาจให้จับคู่กันเป็นทีมตั้งแต่ 2 คน ขึ้นไป หรือมากกว่าก็ได้  แล้วให้ศึกษาเรื่องราวต่าง ๆ จากอินเทอร์เน็ต   โรงเรียนสามารถนำรายงานหรือผลงานที่นักเรียนสร้างขึ้นไปเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ตได้  เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

                                (3) ส่งเสริมการทำความเข้าใจในเนื้อหาที่ยากแก่การมองเห็น   ตัวแบบ (Model)  เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้สำหรับรายวิชาต่าง ๆ  ในระดับต่าง ๆ เพื่อให้มีประสิทธิภาพ    ตัวแบบทำให้นักเรียนมองเห็นแนวคิดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ อย่างมีความหมาย  ตัวอย่างเช่น  ตัวแบบเกี่ยวกับการเกาะยึดระหว่างโมเลกุลของสารที่นักเรียนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้     แต่คอมพิวเตอร์จะสามารถจำลองตัวแบบการเกาะยึดระหว่างโมเลกุลให้นักเรียนมองเห็นภาพได้ หรือในทางการแพทย์ สามารถจำลองตัวแบบการไหลเวียนของโลหิตภายในร่างกายออกมาให้เห็นได้เนื่องจากนักศึกษาแพทย์ไม่สามารถที่จะเห็นของจริงได้จากการค้นคว้า   นอกจากนี้ในการเปลี่ยน แปลงของอากาศก็สามารถทำตัวแบบออกมาให้เห็นได้เช่นเดียวกัน

                                การใช้ตัวแบบมีข้อดีคือทำให้นักเรียนเข้าใจสิ่งต่าง ๆ  ได้ดียิ่งขึ้น    เพราะตัวแบบจะทำให้นักเรียนสามารถมองเห็นได้หลายแง่หลายมุม   ซึ่งถ้าเทียบกับการใช้อุปกรณ์แบบเก่า ๆ แล้วจะแตกต่างกันมาก   และบางเรื่องในบางวิชาหากจะใช้วิธีการแบบเก่า ๆ มาทำก็ไม่สามารถจะทำได้   นอกจากนี้  เว็บจะมีแหล่งข้อมูลต่าง ๆ จำนวนมากที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการสร้างและแสดงผลที่นักเรียนสามารถจะเรียกออกมาดูได้ในชั้นเรียนหรือที่บ้าน

                                (4) ส่งเสริมการค้นคว้าวิจัย    ก่อนที่จะมีการใช้อินเทอร์เน็ต  กระบวนการค้นคว้าวิจัยซึ่งเป็นที่ยอมรับและใช้กันอยู่โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับงานห้องสมุด     ครูและนักเรียนสามารถใช้บัตรหัวเรื่อง  หรือชื่อเรื่อง หรืออื่น ๆ  ที่ห้องสมุดใช้  ในการค้นหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นระบบ Dewey  หรือ Library Congress   แต่เมื่อมีการใช้อินเทอร์เน็ต  อินเทอร์เน็ตกลายเป็นแหล่งข้อมูลมหาศาลที่ช่วยทำให้นักวิจัยซึ่งเคยใช้วิธีการเดิมในห้องเรียนสามารถลดเวลาในการค้นคว้าได้มาก ทั้งนี้เพราะมีเครื่องมือใหม่ ๆ ในการค้นหาข้อมูลเพิ่มขึ้น     นอกจากข้อมูลต่าง ๆ ที่มีอยู่แล้ว   ยังมีกลุ่มอภิปรายในเรื่องต่าง ๆ  อีกมาก  ถ้านักวิจัยมีความสนใจในเรื่องใดก็สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกับกลุ่มนั้นได้   ปัญหาในการค้นคว้าของนักวิจัยที่เกิดขึ้นก็คือการเรียนรู้การใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการค้นหา

                                ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งของอินเทอร์เน็ตก็คือ สามารถนำไปใช้เพื่อการนำเสนอผลของการวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยออกไปให้แพร่หลายหลังจากการวิจัยเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่เดิมก่อนที่จะมีอินเทอร์เน็ตนั้นทำได้ยากเพราะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบัน การนำเสนอผลของการวิจัยสามารถทำได้ง่ายมากและเสียค่าใช้จ่ายน้อย

                                นอกจากการใช้อินเทอร์เน็ตในฐานะเป็นแหล่งข้อมูลแล้ว   ยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลได้อีกด้วย   ซึ่งมีวิธีการง่าย ๆ คือ  หลังจากที่ผู้วิจัยได้สร้างแบบสอบถามเสร็จเรียบร้อยแล้วก็สร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์  เพื่อนำคำถามเหล่านั้นไปวางไว้ในอินเทอร์เน็ต  แล้วให้ผู้ตอบตอบแบบสอบถามเหล่านั้นทางอินเทอร์เน็ตได้เลย   ลักษณะการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบนี้ปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้กันมากโดยเฉพาะการวิจัยทางด้านการตลาด

                                (5)          ส่งเสริมการทัศนศึกษาทางอิเล็กทรอนิกส์   การไปทัศนศึกษาเป็นวิธีหนึ่งที่ครูสามารถนำมาใช้ประกอบการเรียนการสอนในเรื่องต่าง ๆ  ได้    แต่โดยปกติแล้ว  การไปทัศนศึกษามีข้อจำกัดคือ  ทำให้เสียเวลา  เสียค่าใช้จ่าย  ยากต่อการควบคุมนักเรียนหากกลุ่มนักเรียนที่ไปทัศนศึกษามีจำนวนมาก  นอกจากนั้น ยังเสี่ยงต่ออันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการเดินทาง  และหากสถานที่ที่จะไปทัศนศึกษานั้นอยู่ห่างไกลจากบ้านของนักเรียนมาก เช่น อยู่ในต่างประเทศก็จะยิ่งทำให้การเดินทางไปทัศนศึกษามีความยากลำบากมากขึ้น

บรรณานุกรม

วิกิพิเดีย  สารานุกรมเสรี.เทคโนโลยีสารสนเทศ.[ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก

  http://th.wikipedia.org/wiki/