ผมมองหลายๆ บริษัทที่ทำธุรกิจจากซอฟต์แวร์และโซลูชั่นจากโอเพนซอร์สมีเพียง 10% เท่านั้นที่มีการพัฒนาและการ contribute อย่างจริงจัง ซึ่ง 10% ผมมองว่าน้อยมาก สำหรับการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบโอเพนซอร์ส ถ้ามองในเชิงโมเดลธุรกิจกลุ่มบริษัทที่ทำธุรกิจที่ฉาบฉวยแล้วบอกว่าทำธุรกิจจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส ผมมองว่าไร้สาระ!! เพราะกลุ่มบริษัทเหล่านี้ไม่ได้เกี่ยวข้อกับโอเพนซอร์สหรือซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเลย นอกจากดาวน์โหลด แต่งหน้าแต่ตาแล้วปะตราใหม่เพียงแค่นั้น ผลประโยชน์ไม่ได้เกิดกับซอฟต์แวร์ต้นน้ำ หรือเกิดประโยชน์กับชุมชนเลยแม้แต่นิดเดียว น่าเสียดายที่บริษัทที่พยายามขวนขวายหาโซลูชั่นมาขาย หรือทำตลาดแล้วบอกว่าทำซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สนี่ ผมมองว่าเขาทำธุรกิจกับตัวซอฟต์แวร์มากกว่าที่จะทำซอร์ฟแวร์โอเพนซอร์สหรือทำซอฟต์แวร์แล้วผลักออกมาเป็นโอเพนซอร์ส
ผมมองบริษัทส่วนใหญ่ในประเทศไทยมีความสามารถในการดาวน์โหลดและปรับแต่งปะหน้าปะตาเสียมากกว่าการตั้งใจทำหรือสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ให้ออกมาในรูปแบบซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส หรือสร้างนวตกรรมใหม่ๆ ให้กับชุมชนโอเพนซอร์ส ผมมองว่าบริษัทเหล่านี้ไม่ควรเรียกตัวเองว่าทำซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส น่าจะเรียกว่าเกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์โอเพนซอร์สมากกว่า แต่ไม่ได้พัฒนาหรือสร้างอะไรที่ใหม่และแตกต่างขึ้นมาเลย น่าตกใจที่เพื่อนบ้านเราอย่างมาเลย์เซียจัดงานประกวดทางด้านนวตกรรมเกี่ยวกับซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สกันทุกปี แต่บ้านเรากลับเงียบๆ ไม่มีอะไรคืบหน้า ผมเองคิดว่าบ้านเราคงทำอย่างเขาไม่ได้ เพราะบริษัทในบ้านเราไม่ได้เป็นโอเพนซอร์สอย่างแท้จริง ไม่ได้เข้าร่วมชุมชนนักพัฒนาหรือสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ได้จริง
เราจะทำอย่างไร? ประเทศไทยเราเสียเวลามากว่า 7 ปี กับการพัฒนาด้านโอเพนซอร์สแบบไร้ทิศทางและไม่มีผู้นำที่จริงใจและจริงจัง ที่จะมาผลักดันโอเพนซอร์สทั้ง 3 ด้าน คือด้านนักพัฒนา ด้านผู้ประกอบการ และ ด้านชุมชนผู้ใช้ ทุกอย่างติดๆ ดับๆ อยู่กันอย่างพอเพียง มีไม่มี ไม่เป็นไร ไม่เดือดร้อน อยากทำธุรกิจโอเพนซอร์สดาวน์โหลด แต่งหน้า ปะตรา ก้อขายโซลูชั่นได้แล้ว นี่แสดงถึงการพัฒนาด้านโอเพนซอร์สหรืออย่างไร? หรือการที่มีจำนวนบริษัทเยอะขึ้นแต่ไม่ได้เป็น contibiutor ของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส หรือไม่ได้เป็นผู้พัฒนาอย่างแท้จริง มันแสดงให้เห็นอะไร? หากกลับมามองธุรกิจซอฟต์แวร์ในบ้านเรา อย่างขายโปรแกรมสินค้าคงคลังอย่าง EasyAcc ผมมองว่า EasyAcc พัฒนามานาน ผมก็คลุกคลีมาระยะหนึ่ง ทั้งแกะ ทั้งเกาฐานข้อมูลของมัน หรืออย่างโปรแกรม POS น้องใหม่อย่าง SeniorSoft ที่มาพร้อมทั้งโซลูชั่น โปรแกรม เครื่องคิดตังค์ เกะใส่ตังค์ โต๊ะ เก้าอี้ ฯลฯ อีกทั้งซอฟต์แวร์เหล่านี้พัฒนามาด้วยหยาดเหงื่อและการลงทุนที่สูงมาก ซึ่งกลับมองว่ามีคุณค่ามากกว่าโซลูชั่นโอเพนซอร์สที่ปะหน้ามาอย่างที่ผมเห็นทุกวันนี้
ในโมเดลทางธุรกิจผมมองว่าหาก บริษัทเหล่านี้ไม่คิดจะพัฒนาอะไรใหม่ก้อควรจะเป็น partner หรือ dealer ของบริษัทหรือชุมชนที่พัฒนาซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเหล่านั้นน่าจะดีกว่า ผมมองว่าเป็นกลางและดูมีคุณค่ามากกว่า ตัวอย่างเช่น หากผมบอกว่าผมทำโซลูชั่น ECM ใช้ Alfresco แต่เป็น ALfresco Lab ที่ออกกระท่อนกระแท่น ทำเซิร์ฟเวอร์เจ๊งหรือกินทรัพยากรย์มหาศาล ผมคงไม่เลือกวิธีการแสดงตัวตนแบบนี้ แต่ในทางกลับกันหากผมบอกว่าผมเป็น Official Partner ของ Alfresco คุณสามารถเลือกซื้อบริการและซูโลชั่น Alfresco Enterprise ของเราได้ เรามีทีมงานของบริษัทเป็นคนซัพพอร์ท ทีมงานเราผ่านการ verify จาก Alfresco แล้วว่าสามารถซัพพอร์ทโซลูชั่นนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราเป็นบริษัทเดียวในประเทศไทยที่ให้ให้การสนับสนุนชุมชนผู้ใช้และชุมชนนักพัฒนาให้เกิดการพัฒนาคอมโพเน้นใหม่ๆ ให้กับ Alfresco Lab ฯลฯ ผมว่าดูดีกว่ากันเยอะใช่มั๊ยครับ :)
แต่บ้านเราไม่ใช่แบบนี้ครับ คนที่ทำหน้าที่สร้างสรรค์กลับกลายเป็นคนที่อยู่ในชุมชน และคนที่มีกำลังอย่างบริษัทกลับเป็นผู้ที่หยิบฉวย โดยไม่ศึกษาหรือพัฒนาสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดกับซอฟต์แวร์ต้นน้ำ หรือหันมามอง หรือให้การสนับสนุนชุมชน บริษัทเหล่านี้สมควรแล้วหรือครับที่จะเรียกได้ว่าทำธุรกิจซอฟต์แวร์และโซลูชั่นโอเพนซอร์ส ฝากเอาไปขบคิดบ้างก็ดีครับ
ผมว่าเหตุผลนึงที่เค้าไม่ได้ช่วยสนับสนุน หรือช่วยต่อยอดการพัฒนา ก็เพราะลูกค้าด้วยส่วนนึงนะครับ ผมเคยดิวงานกะลูกค้าแล้วพอเสนอราคาไปเค้าก็กดราคาลงมาซะเยอะเลย ตอนแรกก็กะว่า 20% จะ donate แต่พอโดนกดราคา ก็ไม่รู้จะเอาที่ไหนไป donate แล้วอ่ะ
แล้วที่เอามาพัฒนาก็พัฒนา theme แบบรีบๆ ก็ไม่ตรงกะ มาตรฐานเค้าอีกแหละ
ถ้าจะให้เกิดอย่างที่ว่าจริงก็ต้องอาศัยจิตสำนึกเอาอ่ะครับ
ผมก็ช่วยได้เล็กๆ น้อยๆ ในส่วนของ locale แค่นั้นแหละ