Volunteer
ผมได้มาดูงานที่ Sacred Heart Hospice เป็นวันที่สาม จากทั้งหมด 5 วัน มีโปรแกรมที่กำหนดไว้ค่อนข้างแน่นเหมือนกัน โดยวันนี้จะได้เขาประชุม multidisciplinary ของ Social workers ที่ Prince of Wales Hospital และกลับมาราวน์กับ Dr Rodamand ซึ่งเป็น staff อีกคนที่ Sacred Heart นี่ สุดท้ายตอนบ่ายผมจะได้ไปเจอกับ Keren ผู้เป็น Volunteer Manager ของ Sacred Heart Hospice
ที่ซิดนีย์เรามีบริบทที่แตกต่างจากแถวๆ Fairfield และบริเวณที่ Braeside hospital ค่อนข้างมาก ย่าน King Cross เป็น Red District Area ของซิดนีย์ และที่ตามมาเป็น package ก็คือ กลุ่ม high-risked-living patients ที่อาศัยในย่านแบบนี้ เราจึงมีคนไข้กลุ่ม terminally-illed HIVs (คล้ายๆที่วัดพระบาทน้ำพุ) ที่ไม่ค่อยมีญาติเฝ้า หรือดูแล มีคนไข้ alcoholic, homeless, ไม่มีญาติ ไม่มีใครช่วยเหลือค่อนข้างเยอะ คนไข้ที่เป็น broken family เป็นเรื่องพบบ่อย และปัญหา psychosocial ที่เพิ่มเติมให้กับโรคร้ายที่เป็น ก็เป็นสิ่งปกติ พบบ่อย แถวๆนี้
Dr Rodamand เป็นหมออารมณ์ดี ทำอะไรเร็ว กระชับ (น่าจะไปอยู่ห้องฉุกเฉินมากกว่า palliative !!) พาผมไปดูคนไข้ที่ Sacred Heart และเดินเลยมาถึงห้องเคมีบำบัด (Day Chemo) ที่ผู้ป่วยที่มารับเคมีบำบัดมาอยู่ที่นี่ ให้ยา แล้วก็พักผ่อนเพียงพอแล้วค่อยกลับบ้าน ไม่ต้องนอน รพ. ที่หอผู้ป่วยใน Sacred Heart มีบริเวณสำหรับ "คนไข้" สูบบุหรี่ด้วย ซึ่งอาจจะดูค่อนข้างแปลก แต่ในความเป็นจริงก็คือ สำหรับคนไข้ terminal ที่กำลังจะตาย การไปห้ามสูบบุหรี่เพราะจะเป็นภัยต่อสุขภาพ ฟังดูค่อนข้างจะไม่ค่อย sensitive เท่าไร ดังนั้นหากคนไข้รายไหน (รวมทั้งญาติด้วย) ต้องการสูบบุหรี่ เราก็จะมาคุยกัน และอนุญาตเป็นรายๆไป
มีคนไข้อยู่รายหนึ่ง เป็นผู้หญิง อายุแค่ประมาณ 30 กว่าๆ เป็นมะเร็งตับอ่อน ที่ค่อนข้าง advanced และดูเหมือนจะมีกระจายไปปอดแล้ว ได้ยาเจมไซตาบีน เคมีบำบัดตัวเดียวที่ดูเหมือนจะมีผลบ้างสำหรับโรคมะเร็งชนิดนี้ แต่คนไข้มักจะเดินทางไปโน่นมานี่ ประเดี๋ยวก็ไปถาม second opinion ที่เมลเบิร์น เดินทางค่อนข้างเยอะ พอมาคราวนี้ก็โทรตาม Dr Rodamand บอกว่ามีอาการเจ็บที่สะโพก ตอนนี้นั่งให้เคมีอยู่ที่ Day chemo รพ. St'Vincent (อยู่ตรงกันข้ามกับ Sacred Heart Hospital) เราก็เดินข้ามถนน Victoria มาหาเธอกัน
ที่ผมประทับใจใน Dr Rodamand ก็คือความเป็นคนอารมณ์ดี และสนุกกับงาน Palliative care อย่างยิ่ง บางทีแกก็ยังสนใจไปถึง field อื่นๆที่นอกเหนือจากขอบเขต palliative care บางทีคนไข้ของแกมีติดเชื้อที่กระดูก แกก็สนใจไปถามผลเพาะเชื้อ ผล sensitivity ของยา ฯลฯ เพื่อจะได้รีบสั่งยาให้คนไข้ ทั้งๆที่ตามระบบน่าจะเป็นหน้าที่ของ consultant ของแผนกนั้นๆ แกก็ไม่ว่าอะไร ใน case ที่นี้ (ที่เป็นมะเร็งตับอ่อน) พอแกเจอหน้าคนไข้ ก็ทักทายอย่างสนิทสนท แนะนำตัวผมที่เดินตามมาด้วยว่าเป็นหมอมาจากเมืองไทย มาอยู่กับแกวันนึง ถามคนไข้เป็นยังไงบ้าง คนไข้ก็บอกว่าพึ่งทำ Pet-Scan (หรือ Pet-CT scan Positron emission tomography เครื่องมือ image study รุ่นล่าสุดที่ไวที่สุดในการค้นหาการกลับเป็นใหม่ของมะเร็ง) หมอไม่ได้เจออะไร แต่บอกเธอว่าจะเปลียนสูตรเคมีบำบัด เติม Cis-platinum เข้าไปอีกตัวหนึ่ง หมอยังไม่ได้ตัดสินใจ จะมาบอกปลายอาทิตย์นี้ Dr Rodamand ก็ถามต่อไปว่าเธอทำตามที่หมอสั่งไหม ที่ระวังติดเชื้อ ระวังเรื่องการกิน ฯลฯ คนไข้ก็หัวเราะ พูดเขินๆว่าไม่ทำหรอก เธอชอบทำโน่่นทำนี้มากกว่าที่จะทำทุกอย่างตามหมอสั่ง Dr Rodamand ก็บอกว่า "That's right! It is not about how you would do as doctor suggest but it's about how you wouldn't do as doctor suggest and makes you better!"
อันนี้อาจจะเป็น philosophy ประการหนึ่งของ palliative care ที่สุดแล้ว คนไข้กำลัง "ใช้ชีวิต" ของเธอเอง เรา (หมอ) มีหน้าที่ให้ข้อมูล และ support ให้เธอมีเรี่ยวแรง "เพื่อใช้ชีวิตเต็มที่" ของเธอ ซึ่ง "ใช้อย่างไร" นั้น เป็นสิ่งที่เป็นของคนไข้อย่างสิ้นเชิง 100% คนไข้มากมายที่เลือกเอา chemo ที่ไม่ได้แรงที่สุดในระยะสุดท้าย (เราเรียกว่า palliative chemotherapy) เพราะต้องการหลีกเลี่ยง side effects ที่จะทำให้อ่อนเพลียเกินไป แต่ต้องการยาควบคุมโรคให้แค่เพียงพอให้เขาเหล่านี้ใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่ แม้ว่าจะสั้นกว่าการที่เลือกใช้เคมีบำบัดที่แรงที่สุดก็ตาม ซึ่งนั่นอาจจะทำให้เขาอยู่ได้นานก็จริง แต่ต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ติดเตียง หรือในโรงพยาบาล นั่นจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่คนไข้บางคนต้องการ
ดังนั้นสำหรับหมอ palliative care การที่คนไข้บางคนจะเลือกไม่ปฏิบัติ (ไม่ใช่ "ไม่เลือกปฏิบัติ") ทำตามบางอย่่างนั้น เราค่อนข้างจะ Ok และเข้าใจคนไข่้ดี ในกรณีนี้ คนไข้รายนี้ที่กล้าพูดอย่างนี้ เพราะ Dr Rodamand ก็แสดงให้เธอรู้่แน่นอนว่า เขา OK ที่เธอจะทำอะไรแบบนี้้ รักษาความเป็นตัวของตัวเองและมีความสุข
Volunteer
ผมจาก Dr Rodamand มา เพื่อไปพบ Keren Bateman ผู้จัดการอาสาสมัครของ Sacred Heart เพื่อที่จะคุยกับเธอเรื่องการบริหารจัดการกับอาสาสมัคร ก็ได้ข้อมูลที่น่าสนใจมาเยอะทีเดียว
General data
- 34% ของประชากร (ไม่นับเด็ก) เป็นอาสาสมัคร นั่นคือประมาณ 5.4 ล้านคน
- ผู้หญิง 36% ผู้ชาย 32%
องค์กรประเภทใด?
- ด้านกีฬาและการออกกำลังกาย
- การศึกษา
- คุณภาพชีิวต ชุมชน (welfare and community)
- กลุ่มศาสนาต่างๆ
กิจกรรมประเภทใด?
- ระดมทุน (48%)
- ตระเตรียมและเสิร์ฟอาหาร (31%)
- สอน หรือให้บริการข้อมูล (28%)
- บริหาร (administration) (26%)
สำหรับกลุ่ม palliative care มี volunteers ที่เป็น carer ประมาณ 27% และ 63% เป็นผู้ช่วยอย่างไม่เป็นทางการในการช่วยเหลือต่างๆ
จากที่ผมคุยกับ Keren เขาจะมีมาตรฐานและเกณฑ์กำหนดคุณสมบัติของ volunteers ที่ชัดเจน รวมทั้งหน้าที่ที่จะทำ (และที่ไม่ควร หรือห้ามทำ) ด้วย เนื่องจากออสเตรเลียเน้นเรื่อง competence ค่อนข้างมาก ฉะนั้นใครที่เริ่มสนใจในงาน volunteer มากขึ้น ก็จะมี career path หรือสายอาชีพนั้นๆรองรับ และมีการ training ที่เป็นเรื่องเป็นราว หลักสูตรการอบรมอาสาสมัครที่ Keren บอกว่่าเข้มข้นที่สุด น่าจะเป็น 8-week intensive volunteer training course ของ Cavalry Hospital ซึี่งผมฟังดูแล้ว ค่อนข้างจะเข้มข้นทีเดียว ไม่ทราบว่าเป็น training for the trainer หรือเปล่า เพราะที่ Sacred Heart เอง Keren ก็เห็นว่าแม้เราควรจะ train volunteer แต่เป้าหมายการ training ให้คนเป็นแค่ companion หรือ good companion เฉยๆ ไม่ได้ต้องการให้อาสาสมัครสามารถให้คำปรึกษา แต่เราจะฝึกให้อาสาสมัครเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ได้ให้ไปแนะนำคนไข้แต่อย่างใด มีการฝึกสอนการเคลื่อนย้ายผู้ป่วย (ถ้าจำเป็น) เช่น จากเตียงลงเก้าอี้ จากเก้าอี้ขึ้นรถ เป็นต้น ถ้าใครต้องการจะทำมากกว่านี้ ต้องสมัครไปเป็นอีกอาชีพหนึ่งโดยตรง อาทิ social workers หรือ counsellor หรือพยาบาลชุมชน (community nurses)
Keren ให้ผมยืมหนังสือ National Standard Volunteer มาสองเล่ม ผมอ่านดูแล้วรู้สึกลังเลว่าเราจะไปตาม track นี้หรือไม่ เลยยังไม่นำมาลง ณ ที่นี้ Keren กับผมมีความเห็นตรงกันเกี่ยวกับเรื่องการประเมินผล ว่าสิ่งที่ Volunteer หรืออาสาสมัครทำนั้น มีความดี หรือผล อยู่ที่ "การกระทำ" ไม่ได้อยู่ที่ outcomes เสียทีเดียว ที่จริงเธอก็มี questionnaire ที่มีคน feedback กลับมา แล้วก็ค่อนข้างจะดีมากๆด้วย แต่เธอเอง (และผมเห็นด้วย) คิดว่าผลลัพธ์ของงานอาสาสมัครที่มีต่อบุคคล คือตัวอาสาสมัครเอง และกระทบต่อคนที่เขาไปบริการ ได้แก่ คนไข้และครอบครัว นั้น มันเป็นอะไรที่ค่อนข้างจะ subtle ที่เรามองไม่เห็น และถ้าไปวัด ก็จะได้เพียงผิวเผินมากกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ
ดูเหมือน organization จำนวนมากจะมีโปรแกรม training volunteer ที่เป็นเรื่องเป็นราว มีประกาศนียบัตร มีอะไรให้ อาสาสมัครทำงานฟรี (ตามชื่อ) แต่บางที่่ก็จะมีให้ coupon กาแฟ หรือจอดรถ ไม่ได้มากมายอะไรเช่น 5 AUD ต่อการมาทำงานหนึ่งวันซึ่งบางคนอาจจะนับเป็นสิ่งตอบแทนเล็กๆน้อยๆ มีการ์ดวันเกิดให้ มีบริการให้คำปรึกษา ทั่วไปและทางจิตวิญญาณ โดยเฉพาะคาธอลิกก็จะมีพิธี mass และ counseling ถ้าใครมีปัญหาให้
อาสาสมัครก็จะเป็นแรงงานที่สำคัญสำหรับงานชุมชน คนที่จะทำกิจกรรมบำบัด ดูแลที่บ้าน ฯลฯ ซึ่งลำพังอาศัยพยาบาล หรือ social workers อย่างเดียวคงจะไม่พอ การมีโปรแกรม training มีประโยชน์หลายอย่าง ทั้งเป็นการให้ความรู้ เพิ่ม skill ในการดูแลคนอื่น และยังเป็นแหล่งรวบรวมจิตสังคมของชุมชน และเป็นกิจกรรมการพัฒนาตนเองที่ดีมากด้วย
อืมม ... เป็นบทความที่ดีที่สุดที่เคยอ่านมาเลยค่ะ