ซึ่งรายละเอียดในการดำเนินกระบวนการพิจารณาคดี[1] ผู้เขียนใครขอนำเสนอในรูปแบบตารางประกอบความเข้าใจ ดังนี้
|
วัน/เดือน/ปี |
รายละเอียดในการดำเนินกระบวนพิจารณา และข้ออ้างข้อเถียงในการต่อสู้คดี ณ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ คดีปราสาทพระวิหาร[2] |
||
|
๖/๑๐/๒๕๐๒ |
ราชอาณาจักรกัมพูชายื่นฟ้อง ให้ศาลพิพากษาและชี้ขาด ว่า ๑. ไทยมีพันธะที่จะต้องถอนหน่วยทหารที่ได้ส่งไปตั้งประจำปราสาทพระวิหารตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ๒. อำนาจอธิปไตยแห่งดินแดนเหนือปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชา |
||
|
๖/๑๐/๒๕๐๒ |
*******ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศรับฟ้อง****** |
||
|
๕/๑๒/๒๕๐๒ |
ฝ่ายไทยส่งคำให้การตัดฟ้องว่าศาลไม่มีอำนาจพิจารณา เพราะประเทศไทยไม่เคยยอมรับเขตอำนาจตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา ๓๖ วรรค ๒[3]ซึ่งรัฐบาลไทยให้เหตุผลว่า แม้เคยประกาศรับรองเขตอำนาจศาลประจำยุติธรรมระหว่างประเทศ (Permanent Court of International Justice) ของสันนิบาตชาติเมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน ๒๔๗๒ แต่คำรับรองดังกล่าวก็ได้สิ้นสุดไปแล้วพร้อมกับการยุบศาลดังกล่าว และแม้ในเวลาต่อมาประเทศไทยจะทำคำประกาศลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ก็มีจุดมุ่งหมายเพียงรับรองการประกาศครั้งแรกเท่านั้น |
||
|
๒๖/๕/๒๕๐๔ |
ศาลมีมติเอกฉันท์ ยกคำคัดค้านเรื่องเขตอำนาจศาลของไทย พิพากษาว่า ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีเขตอำนาจพิจารณาคดีนี้ได้ตามธรรมนูญศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ มาตรา ๓๖ วรรค๒ เพราะ ศาลถือว่าการทำคำประกาศลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๔๙๓ ที่ไทยอ้างว่ามีจุดมุ่งหมายเพียงรับรองการประกาศครั้งแรกนั้น ถือเป็นการทำคำประกาศรับรองเขตอำนาจศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นใหม่ตามกฎบัตรสหประชาชาติ |
||
|
ศาลกำหนดให้เวลายื่นคำคู่ความขั้นต่อไป โดยกำหนดให้ยื่นคำคู่ความครั้งสุดท้ายในวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๕ ในช่วงเดือนมีนาคม พ.ศ.๒๕๐๕ มีการนั่งพิจารณาอย่างเปิดเผย โดยศาลได้ฟังคำแถลงด้วยวาจาและคำตอบแก้ของรัฐบาลทั้งสองฝ่าย โดยช่วงวันที่ ๑๕ – ๒๐ มีนาคม ศาลได้ฟังคำให้การของพยานและผู้เชี่ยวชาญที่คู่ความแต่ละฝ่ายอ้างมา ซึ่งได้ตอบคำถามในการซักถามและถามค้านในนามคู่ความรวมทั้งคำถามของผู้พิพากษาด้วย |
|||
|
๕/๓/๒๕๐๕
|
ฝ่ายกัมพูชายื่นคำแถลงสรุปความให้ศาลพิพากษาและชี้ขาด ดังนี้ ๑. เส้นเขตแดนระหว่างกัมพูชาและไทยในตอนเขาดงรัก คือ “เส้นที่ลากไว้บนแผนที่ของคณะกรรมการปักปันเขตแดน ตามหนังสือสัญญา ค.ศ.๑๙๐๗” (Map Annex I) ๒. ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนอันอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ๓. ไทยมีพันธะที่ต้องถอนหน่วยทหารที่ได้ส่งไปตั้งประจำ ณ บริเวณปราสาทพระวิหาร ๔. รัฐบาลไทยจำต้องส่งคืนสิ่งปฏิมากรรม แผ่นศิลา ส่วนสลักหักพังของอนุสาวรีย์ รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณซึ่งได้ถูกโยกย้ายไปจากปราสาทพระวิหารโดยเจ้าหน้าที่ไทย
|
||
|
๒๐/๓/๒๕๐๕ |
ฝ่ายกัมพูชายื่น “คำแถลงสรุปสุดท้าย” เพิ่มเติม ให้ศาลพิพากษาและชี้ขาด ดังนี้ ๑. ว่า แผนที่ “ภาคผนวก ๑” ได้ถูกจัดทำและพิมพ์เผยแพร่ขึ้นในนามคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสมตามหนังสือสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และตรงตามมติของคณะกรรมการดังกล่าว และแผนที่เช่นว่านี้มีผลเป็นสนธิสัญญา ๒. ว่า เส้นเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาในเขตพิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร เป็นเส้นที่ลากไว้บนแผนที่ “ภาคผนวก ๑”[4] ๓. ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในดินแดนอันอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา ๔. ไทยมีพันธะที่ต้องถอนหน่วยทหารที่ได้ส่งไปตั้งประจำ ณ บริเวณปราสาทพระวิหาร ๕. รัฐบาลไทยจำต้องส่งคืนสิ่งปฏิมากรรม,แผ่นศิลา ส่วนหักพังของอนุสาวรีย์ รูปหินทราย และเครื่องปั้นดินเผาโบราณซึ่งได้ถูกโยกย้ายไปจากปราสาทพระวิหารโดยเจ้าหน้าที่ไทย |
|
|
|
๒๐/๓/๒๕๐๕ |
ฝ่ายไทยยื่นคำแถลงต่อศาลสำหรับแก้คำแถลงทั้งสองวาระของฝ่ายกัมพูชา ดังนี้ |
|
|
|
คำแถลงสรุปความ ณ วันที่ ๕ มีนาคม ๐๕ |
คำแถลงสรุปสุดท้าย ณ วันที่ ๒๐ มีนาคม ๐๕ |
|
|
|
๑. ขอศาลอย่ารับฟังข้อ ๑ และ ๔ เพราะ มิได้รวมอยู่ในคำร้องเริ่มคดี และคำคู่ความซึ่งได้เสนอมาครั้งแรก ๒. หรือมิฉะนั้น เกี่ยวกับคำแถลง ข้อ ๑ขอแถลงว่า ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าแผนที่ภาคผนวก ๑ เป็นเอกสารที่ผูกพันคู่กรณี ทั้งไทยและกัมพูชาไม่เคยถือว่าเส้นที่ลากบนแผนที่ดังกล่าวเป็นเส้นเขตแดนบริเวณเขาดงรักเลย ข้อนี้ ขอให้ยกเสีย ๓.ตอบ ข้อ ๒ และ ๓ดังนี้ กล่าวคือตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศไทยได้ใช้อำนาจอธิปไตยโดยสมบูรณ์ในบริเวณปราสาทพระวิหารแต่เพียงผู้เดียว ทั้งแนวสันปันน้ำในบริเวณดังกล่าวตรงกับ ขอบหน้าผารอบๆพระวิหารเป็นส่วนใหญ่ประกอบเป็นเส้นเขตแดนตามที่กำหนดไว้ในหนังสือสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และลักษณะของพื้นที่เปิดโอกาสให้มีการขึ้นปราสาทพระวิหารได้จากไทยโดยทางขึ้นจากกัมพูชาสู่พระวิหารจะเป็นต้องปีนป่ายหน้าผาสูงชันจากที่ราบ นอกจากนี้ตามพฤติการณ์แห่งคดี ไม่สามารถใช้ทฤษฎี การยอมรับโดยปริยาย,หลักกฎหมายปิดปากและหลักอายุความได้เลย ทั้งกัมพูชาไม่เคยเรียกร้องในประเด็นอายุความไว้ คำแถลงใน ๒ ข้อนี้ ศาลจึงไม่ควรรับฟัง ๔.ในส่วน ข้อ ๔ นั้นไม่มีหลักฐานสนับสนุน จึงไม่อาจรับฟังได้
|
๑. ในส่วนของข้อ ๑ หลักฐานทั้งหมดชี้ว่าแผนที่ภาคผนวก ๑ มิได้จัดเตรียมหรือพิมพ์ขึ้นเผยแพร่โดยหรือในนามคณะกรรมการปักปันเขตแดนผสม ตามหนังสือสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ แต่จัดทำขึ้นและเผยแพร่โดยและในนามคณะ กรรมการฝรั่งเศสฝ่ายเดียวเท่านั้น และเจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสที่จัดทำแผนที่ไม่มีอำนาจตีความอย่างเป็นทางการและเป็นที่ยุติเกี่ยวกับข้อวินิจฉัยและเจตนาของคณะกรรมการผสม ทั้งมิได้มีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการในส่วนเขตแดนช่วงพระวิหารไว้ด้วย นอกจากนี้ในส่วนของแผนที่ภาคผนวกนั้น ไม่มีความตกลงใดๆของคู่กรณีที่เป็นผลให้แผนที่มีลักษณะเป็นสนธิสัญญา ทางปฏิบัติของคู่กรณีมิได้ถือเส้นที่ลากไว้บนแผนที่เป็นเส้นเขตแดน ขอบหน้าผาในเขาดงรักเป็นเส้นเขตแดนสันปันน้ำตามหนังสือสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ และไทยยังครอบครองพื้นที่พิพาทโดยไม่มีผู้โต้แย้ง ๒. ในส่วนของ ข้อ ๒ ขอมิให้ศาลรับข้อนี้ไว้พิจารณา เพราะเป็นการเรียกร้องดินแดนเพิ่มเติมจากข้อเรียกร้องเดิมเมื่อเริ่มคดี ทั้งถ้อยคำในข้อเรียกร้องไม่ชัดเจน หรือ มิฉะนั้น ขอยืนตามข้อแถลง ข้อ ๓ ๓. ในส่วนของ ข้อ ๓ และ ๔ ขอยืนตามข้อแถลง ข้อ ๓ ๔. ในส่วนของ ข้อ ๕ ขอมิให้ศาลรับข้อนี้ไว้พิจารณาเพราะเป็นการขยายข้อเรียกร้องเดิมหรือ การไม่รับฟัง ข้อ ๑-๓ย่อมมีผลให้ยกข้อนี้ หรือ ข้อเรียกร้องควรจำกัดเฉพาะวัตถุที่ระบุในข้อเรียกร้องซึ่งมีหลักฐานยืนยันว่ามีการโยกย้ายเช่นว่านั้น
|
|
|
|
๑๕/๖/๒๕๐๕
|
ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ๒๕๐๕ ดังนี้[5] |
|
|
|
๑. “คำแถลงสรุปข้อที่ ๑ และ ข้อ ๒ ของกัมพูชา ที่ขอให้ศาลพิพากษาชี้ขาดในเรื่องสภาพทางกฎหมายของ “แผนที่ภาคผนวก ๑” และในเรื่องเส้นเขตแดนในอาณาบริเวณที่พิพาท จะรับฟังได้ก็แต่เพียงในฐานที่เป็นการแสดงเหตุผล และมิใช่เป็นข้อเรียกร้องที่จะต้องกล่าวถึงในบทปฏิบัติการของคำพิพากษา ๒. ในข้อ ๓ โดยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ เห็นว่า“ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขต ภายในอธิปไตยของกัมพูชา” ๓. ในข้อ ๔ โดยคะแนนเสียง ๙ ต่อ ๓ เห็นว่า “ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา ” ๔. ในข้อ ๕ โดยคะแนนเสียง ๗ ต่อ ๕ เห็นว่า “ประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่ประเทศกัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อ ๕ ของกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายไปจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร นับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหารเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๗” |
|
||
[1]ทั้งนี้ โปรดดู บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, เพิ่งอ้าง, หน้า ๒๖ และ กระทรวงการต่างประเทศ. แปล., คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ : คดีปราสาทพระวิหาร, (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี, ๒๕๐๕) ประกอบ
[2]อักษรสีแดงแสดงรายละเอียดของฝ่ายกัมพูชา อักษรสีเขียวแสดงรายละเอียดของฝ่ายไทย และอักษรสีน้ำเงิน แสดงรายละเอียดของศาล
[3]Statute of The Internaional Court of Justice : Chapter II – Competence of The Court, Areticle 36 , 2. “The states parties to the present Statue may at any time declare that they recognize as compulsory ipso facto (L:โดยพฤตินัย) and without special agreement …”
[4]อันจะมีผลให้ปราสาทพระวิหารและบริเวณที่เรียกว่า พื้นที่ทับซ้อน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร อยู่ภายใต้อธิปไตยของราชอาณาจักรกัมพูชา
[5]ข้อคำแถลงที่อ้างในคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนี้ หมายถึง ข้อแถลง ณ วันที่ ๒๐ มีนาคม ๒๕๐๕ ซึ่งเป็น“ข้อแถลงสรุปสุดท้าย” ของฝ่ายกัมพูชา