การวิจัย ระเบียบราชการ ความอึดอัด การไม่กล้าคิดไหม่

การวิจัยในกรมกองฯ  หนอนที่ดิ้นรนอยู่ในรังนก

 

ไปเจอเพื่อน ทำงานในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ในกรมวิชาการทางการแพทย์ในกระทรวงสาธารณสุข พบว่าหน้าตาไม่สบาย เลยสอบถามดู  เลยรู้ว่ากลุ้มใจเรื่องงานวิจัย พยายมาทำ multicenter ซึ่งงานนี้เดิมเป็นโครงการทำอยู่แล้ว ไม่เคยมีปัญหา ปีนี้ต้องขอเป็นงบวิจัย จึงติดขัดไปหมด ที่เคยได้รับความร่วมมือ ก็ต้องไปประสานงานให้ยุ่งยาก ได้ความว่าอย่างนี้

ประสบการณ์ทำงานวิจัย ?

งานวิจัยในหน่วยงานราชการ การดิ้นรนทำงานโดยพยายามเน้น value  ในงานด้านวิชาการ ในฐานะอยู่ในสังกัดกรมกองแห่งนี้แสนยากลำบากนัก

ทำไมเป็นเช่นนั้น?

ที่เป็นเช่นนี้ เพราะอยู่ในระบบที่ตายไปแล้ว ระบบที่ต่างคนต่างอยู่ ไม่มีความสามัคคีกันในหมู่ชน มีการกีดกันในสังคมของตนเอง แต่ไม่มีการมองภาพรวม

อึดอัดใหม?

อึดอัดมาก ได้งบมาทำวิจัย ทุกปีเลย แต่กว่าจะทำเรื่องเสร็จ กว่าจะแก้ไข ตามระเบียบของรัฐ กว่าจะทำได้ ก็เหลือเงินงบประมาณให้ 70% ของที่ขอ คือเหลือเงินให้เบิกค่าต่างๆ 9 เดือน (จาก 12 เดือน)

อุปสรรคมีแค่นี้?

มีอีกมากเช่น จะเขียนงบประมาณโครงการ ต้องแปรเป็นงบวิจัยเนื่องจากน่าจะได้งบมากกว่า (ทำไม?)  พอเป็นงบวิจัย โครงการต่างๆก็ทำได้ยากขึ้นเพราะเป็นงานวิจัย ต้องขอคณะกรรมการจริยธรรม ต้องปรับให้เป็นแบบต่างๆ ยุ่งยากมาก เกินกว่าข้าราชการที่มีงานประจำอย่างอื่นจะสามารถทำได้ เช่นแต่ละโรงพยาบาลมีมาตรฐานวิจัยสูงมาก จนกลายเป็นกีดกันคนทำงาน เขาไม่รู้ว่าเราก็มีงานทำเยอะมากเหมือนกัน บางโรงเอามาตรฐานวิจัยที่บริษัทยาชอบจ้างแพทย์ทำ มาให้เซ็นต์ยินยอม ยุ่งยากมาก

แล้วดิ้นรนทำทำไม?

ทำเพราะว่า ต้องทำเนื่องจากเป็นภารกิจ โดยเฉพาะ

ทำอาชีวเวชศาสตร์น่าจะรู้นะว่า ปัจจัยที่สำคัญคือให้ทำงานมีความสุข

นั่นนะซิ มันถึงรู้สึกไม่ค่อยดี กับหน่วยงานต้นสังกัด และ ตัวกรมฯ ทำไม ไม่ส่งเสริมระดับจุลภาค ทุกคนมัวแต่ไปคิดระดับมหภาค แม้แต่รัฐบาลยังเป็นประชานิยมแล้ว พอถึงวิกฤติ ก็ต้องแจกเงินประชาชน และกระตุ้นภาคมหภาคพร้อมกัน จึงได้ผล เช่นเดียวกันครับ ตอนนี้เป็นภาวะวิกฤติในระดับชาติ ทุกอย่างวิกฤติครับ บริหารราชการอย่างไรจึงช่วยชาติพ้นวิกฤติ

คิดใหม่?

ใช่ ต้องคิดใหม่ ปัจจุบัน แทบไม่มีกรอบเวลาหรือพื้นที่แล้ว ไม่มีเวลาทำงานที่แน่นอน ไม่มีพื้นที่ทำงานที่แน่นอน ใครที่ทำงาน 8.30-16.00 แล้วหยุด ไม่มีการคิดทบทวน พัฒนาต่อ เป็นเหมือนคนอยู่ในคลื่นลูกที่สอง ปัจจุบันตอนกลางวันต้องประชุม ต้องสอน ต้องทำงานบริการ ได้เวลาทบทวน หาความรู้ ก็เป็นตอนเย็น ต้องสนุกกับมันครับ เราจึงจะขี่คลื่นลูกที่สาม เป็นคนในสังคมความรู้ พื้นที่ทำงานก็เปลี่ยนไป เมื่ออยู่หน้าจอคอมฯ เราสามารถทำงานในห้องสมุดทั่วโลกได้ สามารถคุย กับใครก็ได้ โดยไม่ต้องใช้โทรศัพท์ต่างประเทศ สามารถให้คำปรึกษาได้ โดยไม่ต้องไปอยู่ในสถานที่นั้น แต่สำหรับราชการไทย ขณะนี้ ทุกอย่างบีบรัดให้กลับไปอยู่ในคลื่นที่สอง ทั้งที่พยายามทำงานวิจัยหานวตกรรมใหม่ๆ

ทำไมคนอื่นๆ จึงเป็นเช่นนั้น?

ง่ายครับที่จะทำตามกฎระเบียบ ยากที่จะคิดอะไรใหม่ สัญชาติญาณของสัตว์โลกต่างๆ คือสั่งแล้วทำ ง่ายมากถ้าผิดคนสั่งรับผิดชอบ แล้วจะมีอะไรใหม่ออกมาครับ เคยมีความหวังว่าจะมีการปรับเปลี่ยน แต่กลับล้มเหลว เนื่องจากต้องทำตามกฎระเบียบมากขึ้นอีก คนที่ถือกฎก็รู้สึกสนุกเพราะมีอำนาจในมือ แต่ไม่รู้หรอกว่า มันทำให้เกิดความลำบากในการทำงานมาก

รู้สึกดีขึ้นใหมที่ได้บ่น?

รู้สึกดีขึ้น แต่เป็นห่วงคนอ่านที่คุณจะนำไปลงใน blog เหมือนกันนะ เนื่องจากเป็นความคิดเห็นส่วนตัว เป็นประสบการณ์ส่วนตัว อาจคิดไม่เหมือนกัน ก็รับฟังไว้ครับ ผมไม่ต้องการเถียงกับใคร ในเรื่องแบบนี้ไม่มีใครผิดใครถูกครับ ผมไม่ต้องการให้ใครเลือกข้าง ขอบคุณครับ