" การ ที่จะมีประสาทสัมผัสพิเศษ และ มีโทรจิตได้ ก่อนอื่นต้องทำจิตให้เป็นเอกภาพ [oneness] เมื่อจิตเป็นเอกภาพแล้ว จะมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน [unity] กับพลังงานเหนือธรรมชาติ ท่านสามารถที่จะพูดคุยติดต่อสื่อสารกับพลังงานในจักรวาลได้ ตอนนี้ท่านก็มีประสาทสัมผัสพิเศษแล้ว [ESP. extra sensory perception]

           ส่วนการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ด้วยกระแสจิตวิถีไกล [telepathy] หรือโทรจิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ mind reading หรือ thougth transference ท่านต้องมี super energy being ส่งผ่าน transmitting power ลงมาให้ จึงจะใช้โทรจิตได้ ทั้งคุณสมบัติของการมีประสาทสัมผัสพิเศษ และการ ติดต่อด้วยกระแสจิตวิถีไกล ต้องมีพลังงานเหนือธรรมชาติถ่ายทอดพลังงานลงมาให้ด้วยกันทั้งสิ้น ผู้ที่มีคุณสมบัติของพลังงานที่ว่านี้ เป็นเพียงผู้ถูกกระทำ ไม่ใช่เป็นเจ้าของพลังงาน และไม่สามารถที่จะพิสูจน์ด้วยวิธีการใดๆทั้งสิ้น เป็นปรากฎการณ์ที่ต้องทราบด้วยตน เมื่อผู้กระทำไม่ต้องการให้ผู้ถูกกระทำ มีคุณสมบัติหรือมีพลังงานดังกล่าว โดยไม่มีการ transmitting power ลงมาให้ ผู้ถูกกระทำก็ไม่มีคุณสมบัติเหล่านั้นเป็นเพียงแต่ผู้ถูกกระทำให้มีพลังงานเท่านั้นเอง เมื่อไรผู้กระทำไม่ส่งผ่านหรือถ่ายทอด power ลงมาให้ ผู้ถูกกระทำก็ไม่มีพลังงานที่ว่านี้ ขอย้ำอีกครั้ง ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ได้ ไม่ว่าจะเป็นวิธีการใดๆก็ตาม ทุกคนต้องรู้ได้ด้วยตน (คนที่ต้องการพิสูจน์ความจริง ขอให้ล้มเลิกความตั้งใจได้เลยครับ เนื่องจากสวรรค์ไม่ต้องการให้มนุษย์พิสูจน์อำนาจของสวรรค์ได้อย่างเด็ดขาด จากการค้นคว้าของเว็บมาสเตอร์ ยังไม่มีใครประสบความสำเร็จในการพิสูจน์อำนาจจากสวรรค์ได้เลย ไม่ว่าในเมืองไทยหรือต่างประเทศ)

คุณสมบัติ [potential] ของพลังงานเหนือธรรมชาติ super energy being มี
1 Awareness
2 Pureness
3 Sacredness
พลังงานเหนือธรรมชาติดวงไหนมี pureness มากกว่า พลังงานดวงนั้นย่อมมี sacredness มากกว่า

ที่พบกันมาก พบกันบ่อย ก็คือ ลางสังหรณ์ รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าก่อนที่จะมีอะไรเกิดขึ้นจริง แต่รายละเอียดและความแม่นยำของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนเป็นลักษณะการผุดรู้ขึ้นเองในความคิด บางคนก็เห็นในฝัน บางคนที่พิเศษหน่อยก็สามารถเห็นภาพและได้ยินเสียงทั้งที่ยังตื่นอยู่ก็มี ถือว่าเป็นหูทิพย์ ตาทิพย์ สัมผัสที่ ๖ ถือว่าเป็นการรับรู้ด้วยจิตหรือเปล่า? จริงๆแล้วการรับรู้ทั้งหมดต้องรับรู้ด้วยจิตทั้งสิ้น แต่สัมผัสที่ ๖ เป็นการรับรู้ที่ไม่ได้รับผ่านอวัยวะรับสัมผัสทั้ง ๕ อัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง คงต้องถือว่าเป็นการรับสัมผัสด้วยจิตโดยตรงสัมผัสที่ ๖ น่าจะมีกันได้ทุกคน และน่าจะฝึกกันได้ด้วย จริงๆแล้วน่าจะขึ้นกับความสามารถในการใส่ใจในรายละเอียด ความไวของจิตและระบบรับสัมผัส ถ้าเป็นคนที่ละเอียดสนใจในสิ่งแวดล้อมต่างๆรอบตัวมาก ช่างคิด ช่างจินตนาการ พวกนักศิลป์หรือกวี ก็มีแนวโน้มที่จะมีสัมผัสที่ ๖ มาก ผู้หญิงจะพบว่ามีสัมผัสที่ ๖ มากกว่าผู้ชาย แต่จะแม่นหรือไม่แม่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
            มดมีสัญชาติญานการรู้ล่วงหน้าว่าฝนจะตก คนบางคนก่อนที่ฝนจะตกก็รู้ได้เช่นกัน ซึ่งอาจจะเนื่องจากจิตและระบบประสาทมีความไวเป็นพิเศษต่อลักษณะลมและความชื้นในอากาศ บางคนจะมีความรู้สึกไวเป็นพิเศษกับความรู้สึก อารมณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนที่สนิทมีความผูกผันทางจิตใจกันมากๆ เช่น แม่กับลูก พี่น้องฝาแฝด สามีภรรยา เวลาเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีกับอีกคนหนึ่ง อีกคนหนึ่งจะทราบได้ในทันที กรณีของสามี ภรรยา ก็มีเรื่องที่แปลก คือเวลาที่ภรรยาตั้งท้อง บางทีภรรยาไม่แพ้ท้องแต่สามีเป็นคนแพ้ท้องแทน หรือบางทีก็แพ้ท้องกันทั้ง ๒ คน สัมผัสที่ ๖ นี้น่าจะฝึกกันได้ โดยอาศัยวิธีการใช้พลังจิต การทำสมาธิ และวิปัสสนา"

       บทความนี้พอดีอ่านเจอจากในเน็ตแล้วรู้สึกว่าน่าสนใจดีเลยเอามาฝากค่ะ จริงๆแล้วตัวเองก็พอจะสัมผัสกับเรื่องพวกนี้อยู่บ้าง ถือว่ามีสัมผัสที่ 6 ไม๊ก็น่าจะใช่อยู่ แต่ไม่ถึงขั้นสูงแบบตาทิพย์ หูทิพย์นะคะ อาจเป็นเพราะโดยส่วนตัวชอบสวดมนต์แต่ไม่ค่อยได้นั่งสมาธิ และวิปัสสนากรรมฐานเท่าไหร่  ดังนั้นเลยทำให้เป็นสัมผัสที่ 6 ระดับกลางๆ ไม่ได้มากมายอะไร ส่วนใหญ่จะเป็นแบบลางสังหรณ์มากกว่า แต่ก็ถูกบ้างไม่ถูกบ้าง (แต่ส่วนใหญ่จะถูก) แต่มันก็ไม่ได้มีลางสังหรณ์ไปกับทุกเรื่องนะคะมันเป็นเฉพาะบางเรื่องเท่านั้น เช่น มีลางสังหรณ์ว่าไม่ควรทำอย่างนั้นไม่ควรไปที่ตรงนั้นถ้าทำแล้วหรือไปแล้วจะเกิดอันตราย แล้วมันก็เป็นแบบนั้นจริงๆ มันมีอีกหลายเหตุการณ์มากแต่บางทีมันก็อธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ยากน่ะเรื่องแบบนี้ แต่บางทีก็มีแบบรู้ตอนกำลังจะเกิดเรื่อง หรือรู้ตอนที่ยังไม่เกิดเรื่องแต่ก็ไม่สามารถแก้ไขได้ในช่วงเวลาที่จำกัดแบบนั้น หรือเกิดเรื่องไปแล้วถึงรู้ก็มี เช่น มีอยู่ครั้งนึงจะไปเปลี่ยนชื่อพอดี serch หาชื่อในเน็ตหาเท่าไหร่มันก็ไม่มีชื่อไหนที่เข้ากับนามสกุลแล้วผลออกมาดีเลย แต่สุดท้ายก็เจอชื่อนึงที่พอชื่อรวมกับนามสกุลแล้วออกมาค่อนข้างดี ก็เลยคิดจะไปเปลี่ยนเป็นชื่อนี้ แต่ก็คือดูความหมายของชื่อแบบผ่านๆ ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรมากมาย ซึ่งขณะที่เดินทางไปเปลี่ยนชื่อที่ที่ว่าการอำเภอซึ่งมันจะถึงอยู่แล้ว ก็มีลางสังหรณ์ขึ้นมาว่าถ้าเจ้าหน้าที่ถามความหมายชื่อจะทำยังไงเพราะไม่ได้ตั้งใจจะจำไว้  ก็คิดว่าคงจะไม่ถามหรอก สุดท้ายพอไปถึงจุดแรกเลยที่ถามความหมายของชื่อน่ะ  เลยคิดในใจว่านึกแล้วเชียวแต่มันก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้วไงจะถึงแล้วใครจะวกรถกลับไปหาความหมายชื่อที่บ้าน เแต่คิดว่าสำหรับตนเองพอมีลางสังหรณ์บ้างก็พอแล้ว ไม่ต้องมากมายถึงขั้นตาทิพย์ หูทิพย์หรอกเนาะ เพราะคิดว่าการที่เรารู้มากเห็นมากกว่าคนอื่นบางทีมันก็เป็นทุกข์