บางที่ความอ่อนล้าของผมในช่วงนี้อาจจะเป็นเพราะการไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มมาเป็นเวลานับเดือนก็ได้ครับ อันนี้ก็โทษใครไม่ได้ครับ นอกจากผมที่เองดันลืมกำหนดการเดิม จึงไปนัดหมายกลุ่มชาวบ้านไว้ทั่ว เลยจำต้องขาดการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม ผมเรียกตามสมัยนิยมว่า เป็น KM ของมหาวิทยาลัยก็แล้วกัน

วันนี้โอกาสดีที่ไม่มีนัดหมายอื่น (ซึ่งความจริง อันนี้ถือว่าผิดข้อสัญญาที่ว่าจะต้องให้ความสำคัญกับการทำกิจกรรมกลุ่มเป็นอันดับแรก) ผมเลยได้เข้ากิจกรรมกลุ่ม แล้วปรากฏว่า ไฟในการทำงานของผมลุกโชนขึ้นมาได้ระดับหนึ่งครับ วันนี้เราคุยอะไรกันบ้าง (คุยกันหลายเรื่องครับ) เอาเป็นว่าขอเล่าต่อในเรื่องนี้แล้วกันครับ

เราเริ่มเรื่องการคุยกันด้วยวัจนะของท่านศาสนทูต (ซ.ล) ที่ว่า (เป็นความหมายโดยสรุปนะครับ) คนสามกลุ่มต่อไปนี้จะไม่ได้เข้าสวรรค์และได้รับโทษที่รุนแรงในวันแห่งการตัดสิน คือ 1) คนคนหนึ่งที่เขามีน้ำดื่มเหลือเฝือในระหว่างการเดินทาง แต่เขาไม่แบ่งปันให้กับคนอื่น 2) คนที่ให้สัตยาบันกับผู้นำ อันเนื่องจากเขาได้รับผลประโยชน์ และ 3) คนๆ หนึ่งที่เมื่อเขาตกลงสัญญาซื้อขาย โดยเขาสัญญาจะให้อย่างโน้นอย่างนี้แก่ผู้ซื่อ แต่เมื่อมีการซื้อขายจริงๆ เขากลับไม่ปฏิบัติตามข้อเสนอที่เขาสัญญาไว้

จากวัจนะของท่านศาสนทูตบทนี้ ผมว่าทำให้เราประหลาดใจได้หลายอย่างครับ หลักๆ คือ คำว่า ศาสนกิจ ในอิสลามไม่ใช่หมายถึงเพียงการทำจิต การทำใจ หรือการปลีกตัว แต่คำว่าศาสนกิจในอิสลามหมายถึงสังคม หมายถึงการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข สันติ

ถ้าใครคนใดคนหนึ่ง ปลีกตัวเพื่อนำความดีให้ได้มากๆ กว่าคนอื่น ในอิสลามคงเข้าสวรรค์ได้ยากครับ ในทางกลับกันคนที่จะเข้าสวรรค์ได้ง่ายคือ คนที่รับผิดชอบต่อสังคม เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และนำพาสังคมไปสู่ความดี ถ้าเขาไม่รักคนที่อยู่ร่วมสังคมกับเขา เขาเห็นแก่ตัว เห็นประโยชน์ของตัวเองเป็นสำคัญ ไม่มีทางที่เขาจะได้เขาสวรรค์ของอัลลอฮ์ได้ การแบ่งปัน การให้ การรักกันจึงเป็นเงื่อนไขของการเข้าสู่สวรรค์

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมนึกถึงคือ การเป็นนักการเมืองจะทำให้ได้เข้าสวรรค์หรือเปล่า ในเมื่อกว่านักการเมืองไทยจะตกลงให้สัตยาบันนายกรัฐมนตรีกันได้ ต้องตกลงผลประโยชน์กันให้ลงตัวก่อน คิดแล้วก็สรุปได้อย่างหนึ่งว่า อาชีพนี้คงเป็นอาชีพที่ทำให้ห่างไกลสวรรค์ได้เหมือนกัน (ฮิฮิ คิดหนักไปหรือเปล่าก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ เขียนไปตามทีคิดแล้วกัน)

อีกประเด็นหนึ่งของการคุยกันวันนี้ที่อยากเอามาเล่าต่อ คือ กรณีของการเข้ารับศาสนาอิสลามของ ดร.มิลเลอร์ เดิมท่านเป็นคนที่เคร่งครัดศาสนาคริสต์มาก และท่านนี้เริ่มต้นศึกษาอัลกุรอาน ก็เพราะต้องการศึกษาว่า อัลกุรอานมีอะไรที่เป็นจุดอ่อน เป็นความเท็จบ้าง แต่สุดท้ายท่านก็เข้ารับอิสลาม ด้วยเพราะข้อค้นพบของท่านที่ว่า อัลกุรอานคือความจริง ไม่มีข้อบกพร่องเลยในอัลกุรอาน และบังเอิญว่า เมื่อกี้ได้เช็คเมลก็ได้รับข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ครับ ลองคลิกโหลดไปอ่านได้ครับ น่าสนใจดี

ท่านอธิการบดีให้ข้อสังเกตว่า ไม่มีคนที่เข้าใจอิสลามเปลี่ยนศาสนาเลย ต่างจากศาสนาอื่นที่ขนาดนักบวชยังเปลี่ยนเข้ามารับอิสลาม แต่ท่านย้ำว่า ศาสนาอิสลามมีเจ้าของ ไม่ใช่ว่าใครจะเข้าก็เข้าได้ คนจะเข้าอิสลามได้ก็ด้วยการอนุญาตจากอัลลอฮ์ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุผลหนึ่งที่ ดร.มิลเลอร์เข้าอิสลาม อันเนื่องจากอัลกุรอานซูเราะห์อาบีละฮับ ซึ่งอัลกุรอานนี้ประนามการกระทำของอาบีละฮับ และระบุว่าอาบีละฮับจะต้องตกนรก ซึ่งหลังจากอัลกุรอานบทนี้ถูกประทานลงมา อีกสิบปีอาบีละฮับจึงเสียชีวิต ข้อสังเกตที่เข้าใจง่ายของ ดร.มิลเลอร์คือ แค่เพียงในช่วงใดช่วงหนึ่งหลังอัลกุรอานนี้ลงมา อาบีละฮับเข้ารับอิสลาม แน่นอนอัลกุรอานก็ไม่เป็นความจริงแล้ว แต่อาบีละฮับก็ไม่เข้าอิสลาม ซึ่งเป็นความจริงดังที่อัลกุรอานระบุไว้ เมื่ออัลลอฮ์ไม่ได้ยินยอมให้อาบีลาฮับเข้าอิสลาม เขาก็ไม่สิทธิเข้าอิสลาม แม้แค่เพียงทำให้อัลกุรอานไม่เป็นจริงอย่างที่ระบุไว้