การจัดการความรู้ด้วยชีวิต "ทั้งชีวิต..."

ครั้นเมื่อเราได้มีโอกาสเข้ามาศึกษา ปฏิบัติธรรม ในร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนานั้น ใหม่ ๆ เรายังไม่ทิ้งนิสัยเดิมที่ชอบทดลองโน่น ทดลองนี่เพื่อ "วิจัย" แล้วหาคำตอบนั้นมาเขียนรายงาน

แต่ทว่า... เมื่ออยู่ไป อยู่ไป อยู่ไปแบบที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่จะได้ออกไป อยู่ไปแบบไม่มีกำหนด การอยู่แบบนี้เป็นการอยู่ด้วยชีวิต "ทั้งชีวิต" การอยู่แบบนี้นั่นเองทำให้เราได้คำตอบของชีวิตนั้นเปลี่ยนแปลงไป

การเข้าไปเพื่อทดลอง ศึกษา วิจัย แบบมีจุดมุ่งหมายนั้น คำตอบที่ได้ออกมาก็เป็นอย่างหนึ่ง

แต่ถ้าหากเราเข้าไปเพื่อใช้ชีวิตแบบทั้งชีวิตแล้ว คำตอบที่ได้ออกมาจากชีวิตนั้นก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง

เปรียบได้เหมือนกับการใช้ชีวิตคู่ของคนสองคน

ถ้าหากเราเข้าไปทำวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เข้าไปเก็บข้อมูลกับชุมชนแบบโน้น แบบนั้น การทำวิจัยแบบนี้เปรียบได้เหมือนกับคนที่กำลังเริ่ม "จีบ" กันใหม่ ๆ อะไรต่อมิอะไรก็ดูสวยงาม และแน่นอนว่าข้อมูลที่ได้ออกมานั้นย่อมดูสวยงาม เหมือนกับการที่เราได้มองสาว ๆ ในคืนอันมืดสลัว ท่ามกลางแสงเทียนที่ส่องสว่างเห็นได้เพียงหน้าลาง ๆ และแสงเทียนสีนวล ๆ ที่ส่องกระทบใบหน้าของคนที่เรากำลังคุยด้วยนั้นยังเพิ่มความสวยงามให้มากขึ้น ข้อมูลที่ได้จากการวิจัยแบบนี้ก็ย่อมสวยงามแบบนั้น สวยงามแบบชายหนุ่มหญิงสาวที่กำลังจีบกัน ที่ละเมอเพ้อฝัน อันโบราณเปรียบได้นั้นคือ "ได้กินน้ำต้มผักยังว่าหวาน...

หรือว่าจะเป็นการวิจัยโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วม (Participatory Rural Appirisal : PRA) แบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research : PAR) การวิจัยแบบเจาะลึก หรือแม้กระทั่งการฝังตัวลงไปในชุมชน ข้อมูลที่ได้จากการทำวิจัยทั้งหลายทั้งปวงนี้ เปรียบได้ดั่งคนที่ตกลงปลงใจ "ทดลองมาอยู่ด้วยกัน" หรือที่เรามักเรียกกันว่า "อยูก่อนแต่ง" การทดลอง อย่างไรก็คือ การทดลอง ยังมีทางถอย ยังไม่ทุ่มเข้าไปร้อยทั้งร้อย การไม่เทเข้าไปร้อย ย่อมได้กลับมาไม่ถึงร้อย

แต่ถ้าหากว่าเป็นการวิจัยด้วยชีวิต (Research of Life) แบบทั้งชีวิตแล้ว การเข้าไปทำงานแบบนี้ การเข้าไปมีส่วนร่วมด้วยชีวิตนี้ เราจะไม่ต้องการอะไรเลย เพราะเราไม่รู้ว่าจะต้องการไปทำไม ในเมื่อเรายังไม่รู้ว่าเราจะมีชีวิตรอดออกมาหรือเปล่า ในเมื่อเราเท เราร่วมทั้งชีวิต ชีวิตนี้ก็ต้อง "ยอมตาย" ตายเป็นตาย แต่เจ้าสิ่งที่ได้ออกมาจากการยอมตายนี้เอง เป็นสิ่งที่ล้ำลึกอย่างน่ามหัศจรรย์ เหมือนกับคนที่ตกลงปลงใจแต่งงาน จดทะเบียนสมรส ย้ายข้าวย้ายของเข้ามาอยู่บ้านเดียวกัน ร่วมหัวจมท้ายด้วยกัน อย่างนี้ไม่มีทางถอยแล้ว ต้องอยู่ด้วยกัน "ทั้งชีวิต..."

การมีส่วนร่วมด้วยชีวิตนั้น ไม่ใช่สิ่งอะไรที่แปลกไป หรืออยู่ห่างไกลจากชีวิตเราเลย

การมีส่วนร่วมด้วยชีวิตนี้ ก็คือ การทำงานอยู่ทุกวันอย่างเป็นปกตินี้เอง

เมื่อเราเข้าไปทำงาน ทุกวันที่เราทำงาน เราไม่ได้ตั้งใจเข้าไปศึกษา วิจัย หรือจะเอาข้อมูลอะไร แต่เราทำไปทำไป "ด้วยชีวิต" เพราะชีวิตเราคือสิ่งนั้น เพราะชีวิตคือสิ่งที่เรากำลังทำ ข้อมูลแบบนี้เองที่เราทำอยู่ด้วยชีวิตแบบปกติธรรมดา ก็คือ ข้อมูลที่แลกมาด้วยชีวิต

และการที่จะนำข้อมูลที่แลกมาด้วยชีวิตนี้ ขุดขึ้นมา ค้นขึ้นมา เราก็มีเครื่องมือ มีหลักการที่จะสกัดออกมานั้นคือ "การจัดการความรู้ (Knowledge Management)" หรือที่เราเรียกว่า KM นั่นเอง

ถ้าหากเราใช้ KM มาสกัดในย่างก้าวที่ธรรมดา ๆ ของชีวิตนี้ สิ่งที่ได้มานั้นจะประเสริฐและล้ำค่ากว่าการวิจัยใด ๆ ทฤษฎีการศึกษาหาข้อมูลใด ๆ ในโลกนี้

เพราะสิ่งที่เราทำอยู่นั้น เราทำด้วยชีวิต เรามีส่วนร่วม "ทั้งชีวิต"

เราต้องแลกด้วยหยาดเหงื่อ คราบน้ำตา เพราะเราไม่มีทางถอยแล้วนี่

ถ้าถอยก็ต้องออกจากงาน ถ้าถอยก็ต้องหย่าร้างจากครอบครัว ลูกเล่า พ่อแม่เล่า เราจะเอาไปไว้ไหน

การวิจัยแบบอื่น ถึงแม้กระทั่งการฝังตัวลงชุมชน เราไม่อยากทำ เรากลัว หรือมองเห็นว่าจะมีอันตราย เราก็ถอยได้ ออกได้

แต่การดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ด้วยงาน ด้วยครอบครัว ด้วยชีวิตนี้ เราจะถอยไปไหน ถอยไปก็ตาย อยู่ก็ตาย ดั่งเช่นที่ว่าไว้ตอนแรกว่า ความรู้จาก "การยอมตาย" นี้เองเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและประเสริฐที่สุดในวงการวิชาการ มีคุณค่าในงานด้านการศึกษา

การใช้เครื่องมือของ KM (Knowledge Managment) หรือการจัดการความรู้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยชีวิต "ทั้งชีวิต" นี้ จึงเป็นสิ่งที่ล้ำค่าและเกิดประโยชน์กันวงการศึกษา วงการวิชาการไม่ใช่เฉพาะแต่ในประเทศไทย แต่สามารถสร้างสรรค์ประโยชน์ให้ก้าวไกลในระดับสากล...

 

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน ความรู้คือพลัง



ความเห็น (1)

  • เห็นด้วยมาก ๆ เลยนะครับ ....
  • และกำลังศึกษา สังเกต การใช้ KM ในแบบที่ท่านเขียนบันทึกฉบับนี้ด้วยนะครับ
  • ขอบคุณมาก ๆ เลยนะครับ

ชยพร แอคะรัจน์