คนประเภทหลงใหลที่สร้างภาพลักษณ์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคม…นำตัวตนไปผูกติดกับภาพอุดมคติ (เพ้อฝัน) ที่อยากให้คนอื่นมองว่าเราเป็นแบบนั้น แบบนี้…

อาการของคนหลงใหล สืบเนื่องมาจากการยึดติดในอารมณ์รัก ความหลงใหลในความสัมพันธ์ระหว่างกันและกัน ไม่ว่าจะกับเพศเดียวกันหรือเพศตรงข้าม หรือวัยที่สูงกว่าหรือน้อยกว่าตน 

 

คนที่ใช้หัวใจเป็นหลักในการดำเนินชีวิตมากเกินกว่าปกติ ...เน้นภาพลักษณ์ที่อยากให้คนอื่นมองเห็นว่าตนเป็นอย่างไร มากกว่าจะยอมรับในสิ่งที่ตนเป็นจริงๆ  

 

อธิบายคร่าว ๆ มาพอสังเขป แต่ก็คงไม่มีคำอธิบายใดจะชัดเจนได้ดีไปกว่าเรื่องจริง ของคนจริง ๆ ใช่ไหมคะบุคคลที่จะกล่าวต่อไปนี้ ปัจจุบันไม่มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับผู้เขียนแล้วค่ะ (เราขาดการติดต่อกันไปนานแล้ว) ขอยกตัวอย่างเพื่อประกอบการศึกษาเรื่องการรู้ตัวเพื่อการพัฒนานะคะ

 

 

คนแรกชื่อทิวา เป็นเด็กที่คุณปู่ของผู้เขียนรับมาเลี้ยงดู คุณปู่บอกว่าเป็นลูกภรรยาน้อยของน้องคุณปู่เองลำดับญาติดูนะคะ เกรงว่าจะงง พี่ทิวาอายุมากกว่าผู้เขียนไม่กี่ปี แต่เรียนมัธยมชั้นเดียวกัน อยู่คนละห้องเรากลับบ้านด้วยกัน และอยู่บ้านในอาณาบริเวณเดียวกัน โดยเธออยู่ในเรือนหลังเล็กติดกับห้องครัว(บ้านคุณปู่หลังใหญ่)  ผู้เขียนอยู่บ้านคุณปู่ได้ไม่นานก็ย้ายไปอยู่บ้านพักข้าราชการตามคุณพ่อคุณแม่ จึงห่างเหินจากพี่ทิวาไป

 

พี่ทิวาเป็นคนผิวขาวเหมือนคุณปู่ เป็นคนวางตัวดี มีบุคลิกท่าทางสง่างาม พูดจาเหมือนลูกผู้ดีผู้เขียนเคยเห็นคุณแม่ของพี่ทิวาไม่กี่ครั้ง ดูแตกต่างกันมาก คุณแม่พี่ทิวาเป็นคนผิวคล้ำ ผอมเกร็งเหมือนชาวสวนที่ตากแดดนาน ๆ

 

พี่ทิวาเรียนเก่ง และเป็นหัวหน้าห้องด้วย มีนักเรียนชายมารุมจีบกันเยอะวันดีคืนดี ก็ได้ข่าวว่าพี่ทิวาย้ายออกจากบ้านคุณปู่และย้ายออกจากโรงเรียนสาเหตุเพราะอะไรไม่ทราบได้ 

 

แต่สิ่งที่มากระทบกับตัวผู้เขียนคือเพื่อนห้องเดียวกับพี่ทิวาต่างพากันมาดักพบผู้เขียนและถามหาพี่ทิวาว่าไปอยู่ที่ไหนเพราะเป็นหัวหน้าห้องเก็บเงินค่าห้องไป จะมาขอรับคืน ผู้เขียนก็งงบอกว่าไม่รู้จริงๆ และพวกเพื่อน ๆ ของพี่ทิวาก็เปรยให้ฟังว่าเห็นว่ารวย มีฐานะไม่ใช่หรือ ทำไมเชิดเงินห้องเรียนหายไปและก็เห็นว่ามีคนใช้คอยนำเงินมาให้บ่อย ๆ หายไปด้วยกันเลย

 

ผู้เขียนก็งง ถามว่าคนไหน พวกเขาก็บอกผู้หญิงผอม ๆ ผิวคล้ำที่มาที่โรงเรียนบ่อย ๆ ผู้เขียนก็สะอึกเลยเล่นบอกว่าคุณแม่ตัวเองเป็นคนใช้

 

นั่นเป็นคนแรกและครั้งแรกในชีวิตที่ทำให้ผู้เขียนรู้จักคนประเภทหลงใหลที่สร้างภาพลักษณ์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับของสังคมนำตัวตนไปผูกติดกับภาพอุดมคติ (เพ้อฝัน) ที่อยากให้คนอื่นมองว่าเราเป็นแบบนั้น แบบนี้

 

 

 

คนที่สองชื่อพี่นิตยา เธอเป็นผู้หญิงที่หน้าตาดี เท่ มีเสน่ห์ หัวเราะร่าเริง เป็นกันเองและมีนิสัยใจกว้าง ชอบให้สิ่งของแก่คนอื่น ๆ เธอมีเพื่อนมากมาย และติดเพื่อนมากไปไหนมาไหนก็จะมีเพื่อนฝูง บริวารห้อมล้อมเป็นผู้หญิงที่แต่งตัวได้ดูดี มีระดับ มียี่ห้อตั้งแต่หัวจรดเท้า

 

เธอบอกว่าเธอมีแฟนแล้วแต่ขณะเดียวกันเธอก็ไปติดพันเด็กหนุ่มที่ชื่อเดชอายุห่างกว่าเธอเป็นรอบ  เธอจะอ้างความเป็นพี่เป็นน้องและความเป็นคนบ้านเดียวกัน(จังหวัดบ้านเกิดเดียวกัน) ให้เด็กหนุ่มใสซื่อ (จริงหรือเปล่าไม่ทราบ) ไปรับ มาส่งเป็นประจำ  ทั้งที่เด็กหนุ่มก็มีแฟนสาวที่รอจะแต่งงานอยู่ที่จังหวัดบ้านเกิดนั้นแล้ว

 

วันดีคืนดี เธอก็มาร้องไห้คร่ำครวญว่าโดนแฟนสาวของเดชที่มีนามว่าอ้อนขู่ว่าจะมาตบมาตี มาราดน้ำกรดถ้ามายุ่งกับแฟนเธออีก  เธอบอกว่าเธอโดนคุกคาม  ข่มขู่หลายคนเชื่อตามที่เธอพูด  และไปไหนมาไหนเป็นเกราะกำบังช่วยเธอ ปลอบเธอกันใหญ่ผู้เขียนไม่ใช่ว่าไม่เชื่อที่เธอพูดเพียงแต่มองว่าถ้าเราไม่ไปยุ่งกับคู่เขาก่อน เขาก็คงไม่พูดจากับเราเช่นนี้

 

ผู้เขียนได้แต่บอกพี่นิตยาว่าลองอยู่ห่าง ๆ นายเดชสักพักดีไหม จะได้ไม่มีเรื่อง และก็ขู่เพิ่มไปว่าความหึงหวงของผู้หญิงทำให้เกิดอะไรที่คาดไม่ถึงก็ได้นะ  แต่แทนที่พี่เขาจะกลัวกลับถลำลึกพยายามทำตัวใกล้ชิดนายเดชมากขึ้น จนถึงวันหนึ่ง ก็ได้ข่าวว่าเดชกลับไปแต่งงานกับแฟนสาวที่ต่างจังหวัด

 

พี่นิตยาเสียสติไปพักใหญ่ และบอกใครต่อใครว่าอ้อนแฟนเดชเป็นคนบังคับให้เดชไปแต่งงานด้วยในที่สุด เดชต้องกลับมาหาเธออย่างแน่นอน ฟันธง

 

ไม่มีใครยืนยันได้ว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นจริง หรือจะเป็นจริงในอนาคตหรือไม่แต่เธอก็จะตอกย้ำความหลงใหลของตนเองให้ใคร ๆ มองว่าผู้ชายคนนี้รักเธอ และจะต้องกลับมาหาเธออย่างแน่นอน  โดยที่เธอก็ลืมไปเลยว่า เธอมีแฟนแล้วเช่นกัน และเธอก็เคยบอกว่าเธอกำลังจะแต่งงานกันแฟนของเธอเร็ว ๆ นี้  ...นี่มันเรื่องอะไรกัน

 

 

 

คนที่สามชื่อพี่ดาว เธอผิดหวังในความรักจากการหย่าร้าง ทั้งที่อายุยังพึ่ง 30 กว่า ๆ เธอมีลูกชายคนหนึ่ง และก็เลี้ยงลูกคนเดียวแต่เธอก็มีความรักครั้งใหม่กับพัฒน์ผู้ชายที่อายุน้อยกว่าเธอถึงสิบปี พี่ดาวใช้ชีวิตร่วมกับพัฒน์ได้ไม่นานก็ต้องจากกัน เพราะพัฒน์อยากไปทำงานและเรียนต่อที่ต่างประเทศ

 

ตลอดระยะเวลาเกือบสิบปีที่พวกเขาจากกัน ความสุขของพี่ดาวคือการโทรศัพท์ทางไกลคุยหากัน และเขียนจดหมาย (สมัยนั้นยังไม่ใช้ internet)

 

พี่ดาวเป็นผู้หญิงที่น่าสงสารในสายตาผู้เขียนมาก เพราะเธอผิดหวังเรื่องความรักมาก่อน และก็ไม่อยากให้เธอผิดหวังอีก  ผู้เขียนเคยยุให้พี่ดาวเปิดตัวคบหาผู้ชายคนอื่นบ้าง คนไกล ห่างกันทั้งระยะทาง และเวลาก็เนิ่นนานขนาดนี้ อาจจะไม่เหมือนเดิม และอีกอย่างหนึ่งก็คือนับวันผู้หญิงอายุมากขึ้นก็จะหมดโอกาสลงทุกที

 

พี่ดาวก็ไม่ฟัง หล่อเลี้ยงชีวิตด้วยความรักที่จับต้องอะไรไม่ได้เลย มีแต่ลม..และความเสน่หา หลงใหลในความทรงจำเดิมๆ ที่ เคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งด้วยกัน ...เข้ากันได้ดี Born to be soulmate..

 

ผู้เขียนเห็นพี่ดาวติดต่อนายพัฒน์ตั้งแต่สาววัย 30 กว่า จนจะ 40 ปลายๆ จนวันหนึ่งก็เห็นพี่ดาวถึงกับอาการทรุดเข่าอ่อน เพราะนายพัฒน์เขียนจดหมายมาบอกเลิก และจะแต่งงานกับภรรยาเพื่อนตัวเองที่ไปพักอาศัยบ้านเดียวกันในต่างประเทศ โดยทั้งเพื่อนและภรรยาเพื่อนก็เขียนมา confirm ว่าพวกเขาจะอยู่กันแบบสามคนเป็นครอบครัวเดียวกันไม่ต้องแปลกใจมันเป็นเรื่องจริง... ไม่ต้องเดาว่าพี่ดาวจะด่าทอสาปแช่งไปอย่างไร เพราะมันนอกจากจะสะเทือนใจรับไปไม่ได้แล้ว ยังขยะแขยงสังคมฟรีเซ็กส์ในประเทศนั้นอีก...

 

เวลาที่คนเราอยู่กับความเพ้อฝันมาเป็นเวลายาวนานนับสิบกว่าปี และเวลาที่จะเผชิญกับความจริง (เกินไป) มันเจ็บปวดทุกข์ทรมานอย่างมาก  พี่ดาวไม่มีอะไรจะนำมายึดสร้างฝัน หลอกให้ตัวเองอยู่กับความรักลม ๆ แล้ง ๆ ได้อีก  

 

เธอหายหน้าหายตาไปพักใหญ่ กว่าจะกลับมาเป็นผู้เป็นคนดำเนินชีวิตตามปกติได้ ที่เธอไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้ เพราะเธอมีลูกชายที่เธอต้องเลี้ยงดู

 

ตัวอย่างทั้งสามคนที่ยกมานั้น เป็นตัวอย่างของคนที่ใช้ศูนย์หัวใจเป็นหลักในการดำเนินชีวิตมากเกินไป เน้นความมีตัวตนโดยอิงกับความสัมพันธ์ระหว่างผู้อื่น และสังคมที่อยู่รอบตัวหากคนอื่นไม่ยอมรับในแบบที่เขาอยากให้เป็น เขาก็รู้สึกว่าไม่มีตัวตน ไม่มีความคงอยู่อย่าแปลกใจเลยค่ะมีคนแบบนี้ในโลกจริงๆ  

 

ที่เล่ามาทั้งหมดอยากให้เราเข้าใจพวกเขามากกว่า  ความแตกต่างของพวกเขามาจากโลกทัศน์การมองโลกที่เป็นภาพลักษณ์เมื่อหลงใหลในภาพลักษณ์ใด ๆ มากเกินไปก็จะเกิดอาการหลงใหลและมีความสุข ปิติ ที่มีคนมาชื่นชม หากมีอาการในระดับพอดีก็ไม่มีทุกข์ หากเป็นมากก็เข้าข่ายฟุ้งซ่าน หมกมุ่นกับอารมณ์รัก ๆ ใคร่ๆ หลงใหล มากเกินไป จนไม่รู้ตัว ใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว...ที่เราอาจจะเห็น แต่ไม่ได้สังเกต

 

ศูนย์หัวใจ ประกอบด้วยสามลักษณ์ดังที่เคยกล่าวมาแล้ว

 

ลักษณ์สอง  อยากให้คนอื่นมองว่าเป็นผู้เสียสละ ช่วยเหลือผู้คน ยึดติดกับ 

                ความสัมพันธ์มิตรภาพ  และทำตัวเป็นนักสังคมสงเคราะห์   

                หากเป็นผู้เสียสละและช่วยเหลือสังคมโดยไม่หวังผลตอบแทนจริง 

                ก็เป็นคนดีจริง ๆ  อย่างเช่น แม่ชีเทเรซ่า ค่ะ

ลักษณ์สาม อยากให้คนอื่น สังคมยอมรับ เคารพยกย่องในแบบที่เขาอยากเป็น

               เช่น ถ้าเขาอยากเป็นผู้ประสบความสำเร็จ เขาก็จะไต่เต้าขึ้นสู่จุดที่

               เขาต้องการและให้ผู้อื่นยอมรับ  ถ้าเขาเป็นได้จริง ๆ โดยไม่

               หลอกลวงใครก็เป็นคนดีคนหนึ่งค่ะ  ตัวอย่าง ได้แก่ อดีต

               ประธานาธิบดี บิล คลินตัน

 

ลักษณสี่  อยากให้ผู้อื่นมองว่าพวกเขาเป็นคนพิเศษ แตกต่างจากคนทั่วไป พวก

             เขาจะสัมผัสถึงอารมณ์ลึกซึ้ง ความงามของธรรมชาติและไวต่อความ

             เข้าใจในอารมณ์ผู้อื่นได้ดี คนลักษณ์นี้มีจินตนาการสูง ตัวอย่างดี 

             ได้แก่ ท่านรพินทรนาถ ฐากูร และท่านอังคาร กัลยาณพงศ์ค่ะ

หวังว่าคงเข้าใจคนศูนย์หัวใจทั้งสามลักษณ์นี้นะคะ  ตัวอย่างที่ยกมาก่อนหน้านี้ หากไม่รู้ตัว หลงลืมตนเอง ก็ยังไม่พัฒนาเข้าสู่กระบวนการ Self Transformation ค่ะ......ก็จะยังคงติดกับอารมณ์หลงใหล อันเป็นเหตุแห่งทุกข์นี้ต่อไปค่ะ

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------