การเข้าฝึกอบรมภาคทฤษฎีตามหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้บริหารสายสนับสนุนฯ
รุ่นที่ 1 นั้น มีช่วงหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ในเรื่อง “การคิด
ริเริ่มสร้างสรรค์ การคิดเชิงบวกและการคิดนอกกรอบ”
- โดยมีอาจารย์ปณิต มีแสง เป็นวิทยากรจัดกิจกรรม ทั้งในด้านการบรรยายและปฏิบัติการ
เกี่ยวกับเรื่องนี้ วิทยากรได้ให้ความรู้ในเชิงทฤษฎีที่ค่อนข้างเป็นแบบ “เนื้อๆ” มีคำอธิบายที่เป็นศัพท์แสงทางวิชาการมาสนับสนุนอย่างหลากหลาย แต่ละวินาที จึงคล้ายกับว่ากำลังอยู่ในขั้นตอนของการให้ยาบำรุงสมองขนานเอก
ดังนั้น ถึงแม้ผมจะรู้ข้อจำกัดเรื่องรอยยักอันน้อยนิดในสมองของตนเองดี แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ ผมก็อดที่จะตั้งความหวังไว้ไม่ได้ว่า หลังเสร็จสิ้นกระบวนการของการรับยาขนานเอกนี้ แล้ว สมองของผมคงขจัดขี้เลื่อยทิ้งออกไปได้บ้างล่ะ
ที่คิดเช่นนั้น ก็ไม่มีอะไรมากหรอกนะครับ เป็นการซ้อมเข้าสู่การมองโลกในแง่ดี หรือ “คิดเชิงบวก” ตามหลักสูตรนั่นเอง

การฟังบรรยายในครั้งนี้ ผมตั้งใจฟังไม่แพ้ครั้งก่อนๆ แต่ที่ตั้งใจเป็นพิเศษก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่อง “ความคิดเชิงบวก”
นี่แหละ เพราะถือว่า ผมเองมีจุดอ่อนและจุดตายในเรื่องนี้อย่างใหญ่หลวง ส่วนเรื่องอื่นๆ นั้นเรียกได้ว่า พ่อกับแม่แบ่งสันปันส่วนติดตัวมาพอสมควร ถึงไม่มากนัก แต่ก็พอไปวัดไปวากับเขาได้อย่างไม่อาย
เกี่ยวกับเรื่อง “ความคิดเชิงบวก” นั้น วิทยากรให้คำจำกัดความในเชิงวิชาการอย่างน่าฟัง พร้อมๆ กับการหยิบโยงไปสู่เรื่องสมอง หรือการสั่งการของสมองซีกซ้ายและซีกขวา
เอาละสิ, ... พอออกในแนววิชาการหน่อย ผมก็ชักออกแววเกเรง่วงเหงาหาวนอนขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ยังดีที่ยังสามารถใช้ความเก๋าที่มีอยู่ประคับประคองตนไปจนถึงฝั่งได้สำเร็จ โดยไม่จำเป็นต้องนั่งสัปหงกเคารพท่านวิทยากรอย่างน่าชัง !
สำหรับ แนวคิดเชิงบวกที่วิทยากรบรรยายนั้น ส่วนใหญ่ออกในแนววิชาการหน่อยๆ แต่ผมก็พยายามจดจำแล้วนำมาบดขยี้ด้วยกระบวนการของรอยหยักในสมองของตนเองเป็นระยะๆ ซึ่งพอจะสรุปรวบยอดตามความเข้าใจของผมเองได้เป็นประเด็นๆ เป็นต้นว่า (ผิดถูกไม่ว่ากันนะครับ เพราะผมอาศัยทักษะตีความกับการลากความ..เป็นหลัก)
- ผมเข้าใจว่า ความคิดเชิงบวกเป็นคำๆ เดียวกับ การมองโลกในแง่ดี
- ผมเข้าใจว่า ความคิดเชิงบวก หรือ การมองโลกในแง่ดีเป็นกุญแจดอกแรกที่ทำให้ชีวิตมีความสุขและประสบความสำเร็จในการงาน
- ผมเข้าใจว่า ความคิดเชิงบวก ช่วยทำให้วิกฤตเปลี่ยนไปเป็นโอกาส, เปลี่ยนอุปสรรคเป็นพลังชีวิต, เปลี่ยนความพ่ายแพ้เป็นชนะ, รวมถึงเปลี่ยนศัตรูมาเป็นมิตร ด้วยเหมือนกัน
- และผมก็เข้าใจว่า ความคิดเชิงบวก จะช่วยให้เราอยู่บนโลกได้อย่างไม่สิ้นหวัง ขณะเดียวกันก็ช่วยให้เรารู้จักให้อภัยต่อตนเองและคนรอบข้าง

ฝึกทักษะความคิดสร้างสรรค์และความคิดนอกกรอบ
นั่นแหละครับ คือสิ่งที่ผมนำเอาเรื่องราวที่วิทยากรได้บอกเล่ามาขบคิดและสังเคราะห์ด้วยรอยหยักอันน้อยนิดในสมองของผม และในขณะที่วิทยากรบรรยายอยู่นั้น ผมก็แอบที่จะตั้งคำถามในเชิงสำรวจตัวเองว่า “ส่วนใหญ่..ผมมองโลกในแง่ดี หรือแง่ร้าย” กันล่ะ
เอาล่ะสิ คราวนี้ตั้งคำถามเสียดแทงใจตัวเองเป็นที่สุด เพราะโดยปกติแล้ว ผมเป็นคนประเภทหน้าไม่รับแขก แต่ถนัดแยกเขี้ยวรับแขกเสียมากกว่า บ่อยครั้งชอบคิดโน่นนี่อยู่เรื่อย จนถูกมองว่า เป็น “คนบ้าคิด..บ้าโปรเจค” ไปแล้ว
แต่ถึงกระนั้น ผมก็ไม่วายใช้ทฤษฎีความคิดเชิงบวกเข้ามาอิงกับตัวเองแบบเก๋ๆ ไม่ได้ว่า แท้ที่จริงนั้น ผมเพียงแต่เป็นคนประเภทยิ้มไม่เก่ง ขี้บ่น จู้จี้ โมโหร้าย ใจร้อน ชอบจริงจังกับงานเท่านั้น
และความจริงจังที่ว่านั้นจึงดูออกไปในแนวเครียดๆ ทำเอาลูกทีมหนาวๆ สั่นๆ ไปตามๆ กัน
แต่ทั้งปวงนั้น ก็ยังอยากแหกปากตะโกนว่า “ผมมีความคิดเชิงบวก” (อยู่บ้าง) .และ “มองโลกในแง่ดี” (อยู่นะ)
บ่แมน... คนมองโลกในแง่ร้าย (อย่างที่ใครๆ หลงผิดคิดว่าเป็นเช่นนั้น...) เด้อพี่น้อง
แล้วอะไรล่ะ คือสิ่งที่ผมยืนยันได้ว่า ผมเป็นคนมีความคิดเชิงบวก หรือมองโลกในแง่ดี
นั่นสิ, ผมเองก็อดที่จะถามตัวเองไม่ได้เหมือนกัน จึงจำต้องส่องกระจกดูตัวเองอีกรอบ จนได้ข้อสรุปทางแนวคิดที่ตนเองเคยบรรยายให้นิสิตฟัง หรือเคยบอกเล่าแบบไม่เป็นทางการแก่นิสิตและเพื่อนร่วมงาน รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง เป็นต้นว่า
- ผมเชื่อว่า ปัญหาอันใหญ่หลวงนั้นจะเดินทางมาพร้อมๆ กับโอกาสเสมอ ดังนั้นถ้าคิดไม่ออก ก็จงเรียนรู้ที่จะหยุด หรือถอยห่างออกมาสักระยะ จากนั้นจึงค่อยลงมือคิดและทำทีละเล็กละน้อย ถ้ายังไม่ดีขึ้น ผมก็มักจะหยุดทำไปเฉยๆ เดินไปทำอย่างอื่น บนความเชื่อว่า “เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง หรือไม่ก็...เดี๋ยวค่อยว่ากันใหม่”
- ผมมองว่า ปัญหาเป็นเรื่องสนุก มีปัญหามีปัญญาที่นั่น โดยเฉพาะในวิถีการงานนั้น ผมมักถูกโยกไปยังจุดที่มีปัญหาให้แก้ไขเสมอ หรือไม่ก็ไปยังจุดใหม่ๆ เพื่อบุกเบิกในท่ามกลางปัญหาที่คิดว่าจะเป็นอุปสรรคต่อการ “ตั้งไข่” ...เพราะคิดเช่นนี้แหละ ผมจึงเป็นเหมือนมือปืนสัญจรไปยังจุดต่างๆ เหล่านั้นอยู่เนืองๆ และผมก็มีความสุขกับการถกเถียงกับเจ้าปัญหาที่ว่านั้นอย่างออกรสออกชาติ
- ผมเชื่อว่า โอกาสอยู่รายรอบตัวเรา เหมือนสายลมที่พัดมาและพัดไปอย่างไม่รู้จบ ดังนั้น เราต้องเดินออกไปหาโอกาส ไม่ใช่รอคอยให้โอกาสขี้ช้างมาหาเราถึงหัวกะไดบ้าน ...ดังนั้น ผมจึงจำต้องคิดทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อยๆ คิดโครงการใหม่ๆ วิถีใหม่ๆ โดยไม่ยุติเพียงเพราะเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีปัญหาขวางหน้า แต่จะใช้ปัญหานั้น เป็นกลไกที่ทำให้เราใช้ “โอกาส” นั้นอย่าง “รอบคอบ” มากที่สุดเท่าที่เราพึงกระทำได้
- ผมเชื่อว่า คนเราพลาดกันได้ โดยเฉพาะการผิดพลาดในวิถีของการงาน เพราะยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความ และทุกคนก็อยู่ในสถานะของการเรียนรู้ด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งความเป็นคน ทั้งเราและเขาย่อมมีทั้ง “ดี” และ “ชั่ว” ดังนั้น การให้อภัยต่อตนเองและให้อภัยต่อคนรอบข้างก็ถือเป็นความคิดเชิงบวกด้วยเหมือนกัน
ครับ, ฟังดูเป็นนามธรรมมากๆ แต่ด้วยข้อจำกัดที่ไม่อาจเล่าเรื่องเล่าประกอบได้ ผมจึงยกแต่เฉพาะแนวคิดที่ตนเองนำไปใช้ในเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งที่เกิดขึ้นในโลกแคบส่วนตัวและโลกกว้างแห่งการทำงาน

มหาวิทยาลัยชีวิต : มหาวิทยาลัยในฝันของกลุ่มที่ 2
ล่าสุด ผมชอบภาพยนตร์ เรื่องสามก๊ก ตอนโจโฉแตกทัพมาก
มีตอนหนึ่ง หลังโจโฉรู้ว่ากองทัพพลาดท่าปราชัย ก็บอกกับลูกน้องอย่างอารมณ์ดีในทำนองว่า “จะเป็นไร...แพ้นิดหน่อยเอง” -
ฟังดูเป็นความคิดเชิงบวกล้วนๆ มองโลกในแง่ดีแบบเพียวๆ แต่ความคิดเช่นนั้น ก็ย่อมกระตุ้นช่วยให้ทหารทั้งหลายคลายความโศกเศร้า, ไม่รู้สึกผิด หรือจมดิ่งไปกับบาดแผลอย่างเนิ่นนาน จนไม่มีใจพอที่จะเดินไปข้างหน้า
หรือ ที่นักเขียนนวนิยายรางวัลโนเบลอย่าง “แฮมมิ่งเวย์” ก็กล่าวไว้อย่างเป็นอมตะว่า “มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้พ่ายแพ้”
คำกล่าวสั้นๆ นี้ ฟังแล้วยิ่งใหญ่และมีพลังมาก เพราะไม่เพียงบอกในคุณค่าและศักยภาพของมนุษย์เท่านั้น แต่ยังปลอบประโลมในยามท้อและสิ้นหวังได้เป็นอย่างดียิ่ง
หรือในภาพยนตร์เรื่องหนึ่งที่ผมจำไม่ได้ (อีกแล้ว) นางเอกก็กล่าวไว้อย่างน่าฟังว่า “เมื่อชีวิตปราศจากความหวัง ก็เหมือนการตายไปแล้ว”
ฟังดูเป็นปรัชญามาก แต่ก็เป็นปรัชญาที่เข้าใจง่ายมาก ๆ ซึ่งผมก็ตีความเองว่า แนวคิดเช่นนี้จะทำให้เราไม่สิ้นหวังต่อการใช้ชีวิต เสมือนย้ำว่า “ชีวิตมีพรุ่งนี้เสมอ” หากไม่กระตุ้นให้ชีวิตมีความหวัง ก็คงไม่ต่างไปจากการได้ตัดสินใจฆ่าตัวเองดีๆ นั่นเอง
หากมองในแง่ลบ ก็ย่อมทำให้เราเกิดความรู้สึกหดหู่-ไม่มีความหวัง,
เพราะการมองในแง่ลบ ไม่เพียงทำให้เราขาดความหวัง หรือขาดความกระหายที่จะลุกขึ้นมาแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการนำพาไปสู่การไม่สามารถแก้ปัญหานั้นๆ ได้
และนี่ก็คือ, เรื่องราวและถ้อยคำจิปาถะที่ผมพยายามคิดเรื่อยๆ ตามแบบฉบับของตนเอง จับต้นชนต้น จับปลายชนปลายมาอธิบายแบบวกไปวนมา เพื่อให้ท่านได้รับรู้ว่า ผมมีความคิดเชิงบวก (อยู่บ้าง) หาใช่เป็นคนมองโลกในร้ายเสียที่ไหน เพียงแต่เป็นคนจริงจังและยิ้มยากเท่านั้นเอง

มหาวิทยาลัยอัจฉริยะ : มหาวิทยาลัยในฝันของกลุ่ม 4

มหาวิทยาลัยในฝันแห่งนี้ จุดเด่นที่เรียกเสียงฮาก็คือ มีศูนย์ปฏิบัติธรรมอันใหญ่โตในมหาวิทยาลัย
และในตอนท้ายนั้น หลังเสร็จสิ้นกันบรรยาย เราทุกคนก็มีโอกาสได้ลงมือลงไม้สร้าง “มหาวิทยาลัยในฝัน” ขึ้นมาอย่างไร้กรอบเกณฑ์ เรียกได้ว่า อยากให้มหาวิทยาลัยเป็นยังไง ก็ละเลงความคิดกันได้อย่างเต็มที่
กิจกรรมดังกล่าวนี้ ถือเป็นการนำเอาทฤษฎีความคิดสร้างสรรค์ ความคิดเชิงบวกและความคิดนอกกรอบมาใช้อย่างเต็มที่ ซึ่งแต่ละกลุ่มก็ทำงานกันอย่างสนุก คิดไปทำไป-เฮฮากันเป็นระยะๆ เพราะใส่ความคิดเชิงบวกเข้าไปนั่นแหละ มหาวิทยาลัยในฝัน จึงเต็มไปด้วยความสวยงาม ทันสมัย น่าอยู่น่าเรียนเป็นพิเศษ
ยิ่งใช้แนวคิดนอกกรอบและสร้างสรรค์เป็นเครื่องปรุงรสในวิธีคิด ยิ่งทำให้มหาวิทยาลัยหรูเริด วิเศษ มหัศจรรย์ ประหนึ่งสรวงสวรรค์แห่งการเรียนรู้ก็ไม่ปาน เพราะแต่ละกลุ่มก็วาดฝันไว้อย่างเยี่ยมยุทธ อาทิ มีตึกทันสมัย มีศูนย์เทคโนโลยี ศูนย์การแพทย์ มีหอพัก ศูนย์กีฬา ศูนย์อาหาร รถไฟฟ้า มีศูนย์ทางวิจัย ศูนย์วัฒนธรรม มีหลักสูตรที่หลากหลายและเป็นสากล มีต้นไม้ร่มรื่น ฯลฯ

มหาวิทยาลัยในฝันของกลุ่ม 1 : นอกจากความทันสมัยทางวิชาการแล้ว ยังเน้นเรื่องศิลปวัฒนธรรม สถาบันผลิตครูและการวิจัยที่เป็นสากล
แต่ทั้งหลายทั้งปวงนั้น ถึงแม้จะดูไกลเกินจริงนัก แต่เราก็มีความสุขที่ยังได้นำความฝันในหัวสมองออกมาถ่ายทอดอย่างเป็นรูปธรรม
เป็นความคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดี อยากให้มหาวิทยาลัยอันเป็นที่รักพัฒนาก้าวล้ำไปเช่นนั้น ถึงแม้วันนี้เป็นไปไม่ได้ แต่คนคิดก็มีความสุขที่ได้คิด และมีความเชื่อว่า อย่างน้อยสักวันหนึ่ง เรื่องบางเรื่องก็ย่อมอาจเป็นไปได้ ซึ่งก็ไม่รู้แหละว่าจะยาวนานแค่ไหน
แต่มันก็เป็นความฝัน, ความหวัง
เป็นมุมมองดี ๆ ที่ช่วยให้เรามีความสุข
ถึงแม้ความฝันที่ว่านี้ จะมีเส้นแบ่งบางๆ ระหว่างความฝัน กับความจริงๆ ก็เถอะ
แต่ผมก็ยังมองว่า มหาวิทยาลัยในฝันของผมและเพื่อนๆ นั้น
เป็นความคิดเชิงบวก ที่ทำให้เรามีความฝัน และความหวัง
ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหนนั้น ผมว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง....
ก็แน่ล่ะ... เราต้องคิดเชิงบวก มองโลกในแง่ดีเข้าไว้ๆ
ยิ้มๆ ...แล้วก็ยิ้ม
สวัสดีค่ะ คุณแผ่นดิน
ความคิดเชิงบวก
เป็นการคิดที่ทำให้เราอยู่ได้อย่างเป็นสุข การเปลี่ยนความคิดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่เราสามารถทำได้ เพื่อให้ส่งผลต่อสุขภาพที่ดี เพราะความคิดจะเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราเลือกในชีวิตประจำวันค่ะ
สรุป คิดดี สุขภาพดีค่ะ
ตอนพี่เรียนจบใหม่ พี่มองโลกในแง่ดีมาก แต่รู้สึกว่า..ถูกรังแกมาก
จนเกือบ..จะกลายมองโลกในแง่ร้าย ทำให้เราเครียด
มาวันนี้.. ต้องเรียนรู้ใหม่ เพื่อเปลี่ยนตัวเองให้มองโลกดีขึ้นใหม่
จนถึงวันนี้.. เริ่มมองเชิงบวกมากขึ้น
การฝึกคิดและเขียน ที่นี่ก็ช่วยได้เช่นกัน
พี่แก้ว
เพราะคิดถึง จึงมาหา
ปัญหาย่อมทำให้มนุษย์ รู้จักการแก้ไข ต่อสู่ เพิ่มพลังศักยภาพในตัวของมนุษย์เอง และ สร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมา ทั้งความคิด จิตวิญญาณ
รักษาสุขภาพให้ดีนะครับ
สำหรับผม ผมคิดอย่างนี้ครับ
อะไรที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นสิ่งที่ดีหมด
แม้จะผิดหวัง ล้มเหลว นั่นก็เป็นประสบการณ์ที่ดีครับ
สวัสดีครับ ครูแป๋ม
สรุป คิดดี สุขภาพดีค่ะ
เห็นด้วยอย่างยิ่งเลยนะครับ
ความคิดเชิงบวก- หรือมองโลกในแง่ดี ช่วยให้เราสุขภาพจิตดี สุขภาพกายก็ดีด้วยเช่นกัน ซึ่งผมเชื่อว่า ไม่ว่าอะไรในโลกนี้ก็ล้วนเริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงจากการเปลี่ยนวิถีคิดด้วยกันทั้งสิ้น, ...
ผมเรียนรู้และเข้าใจอย่างนึกจากวิถีชาวนาของพ่อ..
ต่อให้ปีไหนฝนแล้งแค่ไหน พ่อก็ไม่เคยสิ้นหวังต่อการงอมืองอเท้าที่จะทำมาหากิน พ่อยังคงเป็นชาวนาที่ซื่อสัตย์ต่อผืนดิน ถึงปลูกข้าวไม่ได้ก็ยังพลิกผืนดินทำอย่างอื่นอย่างไม่สิ้นหวัง เพราะพ่อเชื่อเสมอว่า สักวันอะไรต่ออะไรจะดีขึ้นเอง
นั่นคือความคิดเชิงบวกที่ผมเห็นและสัมผัสจากวิถีของพ่อ...
ขอบคุณครับ
ถึงตอนนี้ก็ยังยิ้มได้อยู่ครับอ้าย...555
ผมชอบอ่านบันทึกของคุณแผ่นดินมากเลยครับ นอกจากอ่านความคิดเเเล้ว ยังเพลิดเพลินกับ ความงามของภาษา
ช่วงหลังมีสังเคราะห์ เล็กๆ จากเรื่องราว น่าสนใจมากๆครับ
สวัสดีครับ พี่ แก้ว..อุบล จ๋วงพานิช
ขอบคุณที่แวะมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ชีวิตดีๆ กับผมนะครับ
ในโลกความเป็นจริง เราล้วนพบเจอความทุกข์มาไม่น้อยไปกว่าความสุข ผมเองยังคิดว่า ชีวิตผมพบเจอทุกข์มากกว่าสุขเลยด้วยซ้ำไป แต่ที่อยู่ได้จนบัดนี้ ก็เพราะความแกร่งของชีวิตที่เรียนรู้มาจากความทุกข์ด้วยเช่นกัน
ผมเล่าหลายๆ เรื่องให้เพื่อนต่างองค์กรฟัง บางคนแทบไม่เชื่อว่า มนุษย์งานอย่างผม จะโดนกดทับมากมายถึงเพียงนี้ และแทบไม่น่าเชื่อว่าคนทระนงอย่างผมจะยอมจำนนต่อภาวะนั้น
แต่ผมก็ทนได้..และมีความสุขกับการทำงานและสร้างงานใหม่ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง หลายเรื่องบุกเบิกนำร่องด้วยวิธีที่ผมคิดและวิธีที่ผมทำ
นั่นคือวิถีหนึ่งที่ผมอยากจะบอกว่า ผมแปรความทุกข์ไปสู่โอกาสของชีวิต ...ครับ
สวัสดีครับ ศรีกมล
ขอบคุณที่แวะมาให้กำลังใจครับ...
ตอนนี้กำลังหายไข้ เลยพอมีเวลานั่งอ่านบันทึกได้บ้าง...
ผมเขียนบันทึกนี้ในแบบเรื่อยๆ ไม่เน้น แลไม่จัดลำดับ เพราะเขียนในขณะที่ยังเป็นไข้ จึงดูวกวน และคลุมเครืออยู่บ้าง
แต่คิดว่า คงมีบ้างแหละที่มีสาระบ้าง อย่างน้อยก็สักหนึ่งบรรทัดได้ (มั๊ง) ...
ขอบคุณอีกครั้งนะครับ,...
สุขแท้ด้วยปัญญาครับ
น่าสนใจครับ
นี่ละ ตัวอย่างที่ดีที่สุด อีกตัวอย่างหนึ่ง ของความคิดเชิงบวกค่ะ
คนที่คิดเชิงบวกได้ส่วนหนึ่งเกิดจากการได้รับประสบการณ์ที่ดี รวมทั้งมีสุขภาพจิตดี คนคิดดี ใจดีอยู่ใกล้ใครก็มักจะส่งความสุขให้คนรอบข้างได้มีความสุขไปด้วยค่ะ
สวัสดีครับ thassana wong
เพราะคิดถึง จึงมาหา
ผมชอบคำเหล่านี้มากครับ มันเหมือนย้ำให้เราได้เห็นถึงมิตรภาพอันดีงามของมิตรที่มีต่อมิตร..
ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งก็คือ ความล้มเหลว หรือแม้แต่อุปสรรค จะเคี่ยวให้ชีวิตของมนุษย์กล้าแกร่ง และเรียนรู้จังหวะของการเติบโต เพียงแต่ว่า ในภาวะเช่นนั้น คนแต่ละคนจะมีภูมิต้านทานที่จะเรียนรู้ได้มาก หรือน้อย บางคนก็บาดเจ็บเกินเยียวยาเลยก็มี
แต่ถึงอย่างไร, ก็ยังคงไม่สิ้นหวัง ใช่ไหมครับ เพราะการสิ้นหวัง ก็เหมือนกับการตายทั้งเป็นดีๆ นั่นเอง
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ...small man~natadee
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งครับกับกระบวนความเหล่านี้
อะไรที่เกิดขึ้นกับเรา เป็นสิ่งที่ดีหมด
แม้จะผิดหวัง ล้มเหลว นั่นก็เป็นประสบการณ์ที่ดี
....
สุขทุกข์..ย่อมเปลี่ยนไป
และเปลี่ยนใจเราให้ทรนง..
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ อ. แพนดา Panda
การที่ผมได้รับร่วมอบรม หรือฝึกอบรมในรุ่นนี้ ถือเป็นความโชคดีมาก เพราะแต่ละคนกำลัง "สด" และ "คึก" ซึ่งหมายถึงมี "พลัง" อย่างล้นเหลือ
บรรยากาศของรุ่นนี้เฮฮา..สดใส ไม่ถึงกับเคร่งเครียดสักเท่าไหร ผมได้รับการดหวตเป็นประธานรุ่น.. ทั้งดีใจและกลุ้มใจ เพราะจริงๆ ยังมีคนอาสุโสและเหมาะกว่าผมเยอะมาก แต่ถึงกระนั้น ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดี ..มีการแบ่งปัน และเกื้อกูลมิตรภาพอันงดงามให้กันและกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย
ตอนนี้ ผมกำลังชวนน้องๆ ในที่ทำงาน มาร่วมนิยามวัฒนธรรมองค์กร และร่วมกำหนดยุทธศาสตร์อย่างเป็นรูปธรรมในการพัฒนานิสิต ไม่รู้จะออกหัวออกก้อย แต่ก็จะพยายามอย่างเต็มที่
และที่สำคัญ คือ ผมต้องการาขับเคลื่อนเชิงรุกให้วิชาศึกษาทั่วไป มีมิติด้านกิจกรรมนิสิตอยู่ในนั้น, พร้อมรายวิชาที่ว่านั้น ก็จะรับรองลงในทรานสคริปกิจกรรมด้วย
...
ขอบคุณครับ
สวัสดีครับ...ย่ามแดง
ยิ้มเข้าไว้..ถึงแม้บางครั้ง สิ่งรอบข้างจะไม่ยิ้มให้กับเราก็เถอะ..
ในหนังสือ "เดินสู่อิสรภาพ" ของอาจารย์ประมวล เพ็งจันทร์ กล่าวไว้อย่างน่าคิด ว่า
เพราะเรารักโลกใบนี้...โลกใบนี้จึงงดงาม"
ครับ, ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ถ้าใจรักในสิ่งใด สิ่งนั้นก็ย่อมใด้รับการดูแลและสร้างสรรค์สู่ความดีงามอย่างไม่ต้องสงสัย