ลำกล้องปืนสะท้อนแสงไฟเป็นมันปลาบ ยาวไปตามลำแสง

         ตามปกติหลังจากรับประทานอาหารเย็น เถิงจะเป่าแคนมาชวนผมไปเดินเล่น ดูสาวตำข้าว บางครั้งมาพร้อมกับบุญมาที่ดีดพิณประสานเสียงแคน แต่คืนนี้ผมไม่รอเถิงหรือบุญมา ผมลงจากบ้านเดินไปบ้านทิดมีเพียงคนเดียว ผมขอให้แกเล่าเรื่องการล่าสัตว์ให้ผมฟัง ซึ่งแกก็ใจดีเล่าให้ผมฟังจนดึก และก่อนผมจะกลับไปนอน แกได้ชวนผมไปเยืองไฟในเย็นวันศุกร์หรืออีกสองวันที่จะถึงนี้ ซึ่งผมรับปากด้วยความดีใจ

        พอถึงวันศุกร์หลังเลิกเรียน ทิดมี ผมและชินก็เดินออกจากบ้านคำบากตามทางที่เหรียญพาผมไปไร่พริก แต่เพียงประมาณหนึ่งกิโลเมตรก็แยกไปทางซ้ายมือ ซึ่งสองข้างทางรกกว่าไปไร่พริกของเหรียญมาก ทิดมีเดินก่อนแกแบกปืนลูกซองยาวลำกล้องเดี่ยวบรรจุทีละนัด ไหล่ด้านซ้ายสะพายย่ามที่โป่งขนาดลูกฟุตบอล ชินเดินถัดมาแบกปืนแก๊ปกระบอกที่ผมใช้ยิงนกวันก่อนนั้น ไหล่ซ้ายสะพายย่ามใส่ดินปืนและลูกกระสุนปืน ผมเดินตัวเปล่าหลังสุด เราเดินโดยไม่คุยกันเลย สองคนนั้นเดินเงียบมาก หากผมไม่เห็นพวกเขาอยู่ข้างหน้า ผมคงจะมีความรู้สึกว่าผมเดินคนเดียว

        พระอาทิตย์คล้อยต่ำลง ทิดมีเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นชินก้าวเท้าตามไปติดๆ ทั้งสองเดินเหมือนเดินตัวเปล่า ผมเสียอีกที่เดินตัวเปล่าแต่เหมือนเท้าทั้งสองข้างถูกถ่วงด้วยของหนัก แต่ก็ต้องรีบสาวเท้ายาวๆ ตามเขาไป ก่อนมืดทิดมีก็พาผมและชินมาถึงลำธารที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ แกพาเราเดินลุยน้ำไปที่กลางลำธาร น้ำลึกไม่ถึงเข่า พื้นลำธารเป็นหินดาน และมีลานหินกว้างอยู่กลางลำธารพอที่คนจะนอนสบายๆ ได้ห้าคน

       "พักนอนที่นี่ก่อน" ทิดมีบอก แล้วหันมาถามผม "ครู...หิวไหม" ผมกำลังจะตอบว่าไม่หิว แต่ท้องไม่เห็นด้วย จึงนิ่งเสีย ทำทีเป็นหันไปมองชิน ซึ่งกำลังนั่งยองๆ วิดน้ำในลำธารเข้าปากอยู่

       "น้ำกินได้ครู ไม่มีมาเลเรียหรอก พวกเราเวลาเข้าป่าก็กินน้ำอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ" ทิดมีรับประกัน แต่ถึงทิดมีไม่พูดผมก็จะดื่มอยู่แล้ว ผมลงนั่งยองๆ แล้ววิดน้ำเข้าปากเหมือนที่ชินทำ แต่ด้วยความหิวประกอบกับความไม่ชำนาญ พอผมอิ่มเสื้อด้านหน้าก็เปียกไปด้วย ผมรีบใช้ผ้าขาวม้าเช็ดเสื้อที่เปียกและชำเลืองดูว่าทิดมีและชินจะหัวเราะเยาะผมไหม แต่พวกเขาไม่สนใจผมเลย ทิดมีวางย่ามใบใหญ่ลงบนลานหินแล้วหยิบของในนั้นออกมา มันเป็นแบตเตอรี่ขนาดที่ใช้กับรถมอเตอร์ไซค์ แตกต่างตรงที่มีตะขอสองอันติดอยู่ข้างๆ สำหรับเกี่ยวกับเข็มขัด มีโคมไฟเหมือนห้วไฟฉายเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณสิบเซ็นติเมตร มีสายยาวออกไปสองข้างสำหรับรัดศรีษะ ทิดมีใช้สายไฟสองเส้นที่เชื่อมจากโคมไฟต่อไปยังแบตเตอรี่ ทำให้เกิดแสงไฟสว่างขึ้นเป็นลำยาว แกส่องไฟไปยังป่าริมลำธารทั้งสองฝั่ง แล้วหรี่แสงไฟลงเหลือความสว่างเพียงไฟฉายขนาดแบตเตอรี่สองก้อน แล้ววางโคมไฟลงข้างปืนลูกซองที่วางอยู่ข้างตัว หลังจากนั้นก็ล้มตัวลงนอน ผมจึงหันมาทางชิน เขานอนยิ้มมองผมอยู่ก่อนแล้ว

      "นอนเถอะครู....พอถึงเวลาเยืองจะได้มีแรงเดิน" ชินบอก แต่ผมสงสัยจึงยังไม่นอนและพูดขึ้นว่า "ไม่ก่อไฟไล่ยุงรึ"

       "ไม่ต้องหรอกครู อยู่กลางน้ำไม่มียุงหรอก นี่ถ้าอยู่กลางป่ามันกัดครูไปหลายตัวแล้ว" ทิดมีตอบแทนชิน และผมก็นึกขึ้นได้ว่า ก่อนที่เราจะมาถึงกลางลำธารมียุงบินตอมผมหลายตัว แต่ตอนนี้ไม่มียุงเลย "ในป่านะ มันมียุงตอนหัวค่ำเท่านั้นแหละ ไม่ถึงสามทุ่มก็หายไปหมดแล้ว" ทิดมีขยายความต่อ

       ผมจึงล้มตัวลงนอนระหว่างคนทั้งสองโดยใช้ผ้าขาวม้าหนุนศรีษะ ขณะนั้นดวงจันทร์วันขึ้นเจ็ดค่ำ ลอยอยู่ด้านทิศตะวันตก ทำมุมประมาณสี่สิบองศา ป่าทั้งป่าตกอยู่ในความมืดเลือนลาง มีเพียงบริเวณที่ใกล้โคมไฟเท่านั้นที่สว่างอยู่บ้าง เสียงแมลงกลางคืนหลายตัวกรีดปีกดังระงมรอบทิศทาง นานๆ ครั้งจะได้ยินเสียงนกกลางคืนร้องครางฮือๆ อยู่บนต้นไม้ริมฝั่ง คงมีเพียงเสียงน้ำที่ไหลเซาะหินเท่านั้นที่ดังเบาๆ และสม่ำเสมอ ผมนอนไม่หลับ หันไปดูทิดมีก็เห็นนอนหงายนิ่งเงียบไม่ได้ยินแม้เสียงหายใจ มีเพียงทรวงอกที่กระเพื่อมขึ้นลงช้าๆ หันกลับไปดูชินก็เห็นนอนในลักษณะเดียวกัน ผมหลับตานอนหงายมือสองข้างประสานกันหลวมๆ วางบนหน้าท้อง นึกถึงชีวิตตัวเองตอนอายุสิบสองขวบ ได้ไปปรนนิบัติหลวงปู่ที่วัดป่าแห่งหนึ่งเป็นเวลาเกือบสามเดือน พลันจิตก็จับลงที่ปลายจมูกมีสติอยู่ที่ลมหายใจเข้าหายใจออก ไม่ช้าก็หลับไป

        ผมตื่นเมื่อชินปลุกตอนนั้นเวลาประมาณห้าทุ่ม พอลุกขึ้นก็เห็นทิดมียืนสวมโคมไฟบนหน้าผาก ไฟเป็นลำแสงยาวส่องไปด้านหน้าสว่างจ้าเป็นกลางวันแต่ด้านหลังกลับมืดสนิท แกไม่พูดอะไรสักคำพอเห็นผมลุก แกก็ออกเดินพาข้ามลำธารไปอีกด้านหนึ่ง ชินเดินตามและผมเป็นคนสุดท้ายเหมือนเดิม

       ทิดมีเดินช้าๆ หันมองไปทางซ้ายและขวาแสงไฟจากโคมบนหน้าผากส่องเป็นลำยาวตามใบหน้าที่หันไป ผมมองตามลำแสงด้วยความตื่นเต้น ส่วนขาก็ก้าวตามชินแทบจะเป็นแบบว่าเขายกขาซ้ายก้าวเดินผมก็ก้าวเท้าซ้ายไปแทนที่ เขาก้าวเท้าขวาผมก็ก้าวเท้าขวาไปแทนที่ พวกเราเดินอยู่เช่นนั้นเกือบชั่วโมง ผมไม่เห็นมีอะไรก็เริ่มจะง่วง แต่..ผมก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง เมื่อทิดมีหยุดเดินส่งปืนลูกซองให้ชินและคว้าปืนแก๊ปจากชิน ผมเห็นแกยกปืนแก๊ปขึ้นประทับไหล่ ลำกล้องปืนสะท้อนแสงไฟเป็นมันปลาบยาวไปตามลำแสง ผมไม่ทันเห็นว่าแกขึ้นนกตอนไหน ก็ได้ยินเสียงแผดคำรามก้องป่า พักเดียวป่าก็ตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง

    

       ทิดมีส่งปืนแก๊ปคืนให้ชินและคว้าปืนลูกซองออกเดิน แสงไฟส่องไปข้างหน้าไม่ส่ายแล้ว ไม่ไกลนักมีอีเห็นตัวหนึ่งนอนฟุบอยู่ หว่างกลางหน้าผากโดนกระสุนปืนเจาะมีเลือดออกซิบ ๆ ทิดมีใช้มีดตัดเถาวัลย์ที่อยู่ใกล้ๆ มัดขาทั้งสี่ของอีเห็นเข้าด้วยกัน ในขณะที่ชินจัดการบรรจุดินปืนและกระสุนปืนแก๊ป เสร็จแล้วส่งปืนให้ผม ส่วนแกคว้าอีเห็นขึ้นสะพายโดยห้อยหัวอีเห็นลงพื้น หลังจากนั้นเราก็เดินต่อ โดยผมเดินกลางชินเดินรั้งท้าย ตอนนั้นผมตื่นเต้นมาก หัวใจพองคับอก ผมได้เป็นผู้ช่วยนายพรานใหญ่แล้ว

      พวกเราเดินในป่าเงียบๆ แสงไฟจากหน้าผากทิดมีส่องเป็นลำยาว จากซ้ายไปขวากลับไปกลับมา เราเดินนานมาก ผมคะเณว่าน่าจะประมาณตีสี่ ความตื่นเต้นของผมตอนนั้นลดลงไม่เหลือแล้ว โดยมีความง่วงเข้ามาแทน ชินก็เช่นกันเขาเดินเซมาชนผมหลายครั้ง จนผมรู้สึกอยากจะช่วยเขาจึงหันไปกระซิบเขาว่า

      "อีเห็นหนักไหม เปลี่ยนให้ครูช่วยก็ได้นะ" ชินไม่ตอบเพียงโบกมือปฏิเสธ เราจึงเดินตามทิดมีต่อไป ด้วยความง่วงและเหนื่อย ตอนนั้นผมแทบยกเท้าไม่ขึ้น ทั้งๆ ที่มีปืนแก๊ปอยู่บนบ่าเพียงกระบอกเดียว แต่...ไม่นานนัก ทิดมีก็หยุดเดิน ยกปืนลูกซองขึ้นประทับไหล่ ผมสังเกตเห็นตอนที่แกยกปืนขึ้นแกใช้หัวแม่มือขวาขึ้นนกไปด้วย ลำกล้องปืนกระทบแสงไฟเป็นมันดำมะเมื่อม ทอดยาวไปตามแสงไฟ พลันเสียงปืนก็ดังก้องป่า และได้ยินเสียงร้อง "เอิ๊บ" ด้วยความตกใจแทรกเสียงคำรามของปืนสะท้อนไปไกล แล้วป่าก็กลับคืนสู่สภาพเดิม

       ไม่นานขอบฟ้าก็สว่างเรืองๆ เก้งหนุ่มตัวนั้นถูกยิงเข้าที่ซอกคอ ทิดมีบอกว่ามันกำลังจะกระโจนแต่ก็ไม่เร็วไปกว่าลูกปืน และเมื่อสว่างทิดมีกับชินก็ช่วยกันหามเก้งและอีเห็น ส่วนผมแบกปืนแก๊ปกับสะพายย่ามใส่โคมไฟ สำหรับปืนลูกซองทิดมียังคงสะพายไม่ยอมให้ผมถือ ขณะเดินกลับบ้านแกล้อผมว่า นึกว่าจะไม่ได้เก้งเสียแล้ว เพราะผมพูดว่าอีเห็นหนัก พรานเขาถือ

        แต่...ที่ยิงเก้งได้คงเป็นเพราะ ผมไม่ใช่นายพราน

อ่านต่อ ตอน 19. ปืนยิงเก้งของครู.....