แหล่งเรียนรู้ในอนาคต

          การสร้างความพึงพอใจให้ผู้เรียน เป็นสิ่งสำคัญ ในการจัดการศึกษาตามแนวการปฏิรูปสำหรับการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนการสอน ที่เน้นการลดต้นทุนทางการศึกษาด้วยการย่นเวลาการเรียนการสอนในห้องเรียนลง คือ ใช้เวลาเป็นอาวุธในการสร้างความแตกต่างที่เหนือกว่า  ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า ลักษณะของโรงเรียนในอนาคต ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา จะต้องมีความยืดหยุ่นทั้งเวลาและสถานที่ เป็นการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างครูกับนักเรียนโดยไม่จำกัดสภาพทางภูมิศาสตร์ นักเรียนต้องกระตือรือร้น เรียนแบบแสวงหา ไม่จำกัดขอบเขตของข่าวสาร นักเรียนช่วยกำหนดผลลัพท์และความคาดหวัง โดยมีครูคอยแนะนำ เป็นต้น ซึ่งตัวอย่างของการเรียนรู้โดย ใช้ไอซีทีในการเรียนการสอน เช่น หุ่นยนต์และชุดกล่องสมอง คอมพิวเตอร์แสนสนุก อิเล็กทรอนิกส์สร้างสรรค์ ขุมปัญญาและการสร้างฐานข้อมูล  วิศวกรน้อยช่างประดิษฐ์ โครงงาน การนำเสนอผลงานและการใช้อินเตอร์เน็ต เป็นต้น

         "นักเรียนในอุดมคติไทยยุคไอซีที จะต้องคิดเป็น ทำเป็น กล้าคิด กล้าทำ เรียนรู้ได้เอง เป็นนักสำรวจแสวงหา มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ คิดเป็นระบบ มีเหตุผล ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ เป็นตัวของตัวเอง มีคุณธรรม จริยธรรม และมีความสามารถในการพัฒนาตนอย่างดี"

          ในการสร้างโรงเรียนในฝันนั้น  ทุกโรงเรียนต้องจัด ทรัพยากรในโรงเรียนเพื่อผลิตนักเรียนที่สมบูรณ์ คือ มีสุขภาพแข็งแรง เป็นคนดี มีคุณภาพ ซึ่ง ต้องมีตัวชี้วัด ได้แก่ การคิดเป็น ทำเป็น และเป็นนักเทคโนโลยี ไม่ใช่เป็นนักคอมพิวเตอร์อย่างเดียวแต่รวมความรู้ที่มีมาพัฒนาและเชื่อมโยงเทคโนโลยีใหม่ได้   โดยมียุทธศาสตร์ของโรงเรียนในฝัน ประกอบไปด้วย การบริหารจัดการกระบวนการเรียยนการสอน รวมทั้งการวัดและประเมินผลโดยนำไอซีทีมาช่วย และใช้การเรียนรู้แบบสืบเสาะ(Inquiry) ในการหาความรู้ สังเกตได้ว่ารอบ ๆ ตัวเกิด อะไรขึ้น   การพัฒนาครู การจัดทำ สื่อการเรียนการสอน ตัวอย่างกระบวนการเรียนการสอน สร้างบรรยากาศในการเรียนการสอน ตัวอย่างการวัดและประเมินผล ฯลฯ           

            ทรัพยากรการเรียนรู้ที่พึงประสงค์ ได้แก่ ห้องเรียน ซึ่งจะพบว่าถ้ามีการออกแบบและจัดห้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ จะทำให้ผู้เรียนมีสมาธิในการเรียน ซึ่งส่วนหนึ่งอยู่ที่วิธีการสอนด้วย และมีการนำไอซีทีมาใช้ในห้องเรียนอย่างแพร่หลายมากขึ้น เช่น พัฒนาจากกระดานดำเป็นไวท์บอร์ด เครื่องฉายแผ่นใส (OHP) เครื่องVisualizer ล่าสุดมีการนำเทคโนโลยีจอภาพระบบดิจิตอล (Digital Internation nal Monitor) มาใช้ ห้องปฏิบัติการ มีการใช้สื่ออิเล็กทรอนิส์ให้นักเรียนทดลองเสมือนของจริง อาจใช้ทดแทน การทดลองจริง หรือให้นักเรียนใช้เรียนด้วยตนเองได้

            ห้องสมุด มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม จากที่เป็นสถานที่เงียบสงัด คนไม่พลุกพล่าน ในอนาคตหรือปัจจุบันนี้ในโซนนิตยสาร อาจมีการเปิดเพลงเบา ๆ และมีการใช้ ICT ในห้องสมุดมาก มีการจัดทำ ศูนย์เรียนรู้ด้วยตนเอง หนังสือบางเล่มมีซีดีผนวกให้เด็กได้ศึกษา ห้องซาวด์แล็ป เปลี่ยนไป โดยสิ้นเชิง จากห้องที่มีเครื่องเล่นเทป และหูฟัง ก็ใช้คอมพิวเตอร์แทน โดยมีภาพประกอบทั้ง ภาพและเสียง นอกจากห้องเรียนหรือสถานที่นั่งเล่น มีเครือข่ายไร้สายให้นักเรียน นิสิต นักศึกษานำคอมพิวเตอร์แล็ปท็อปมาเชื่อมต่อกันได้

            การบันทึกเวลาเรียน ใช้วิธีรูดบัตร หรืออ่าน ลายนิ้วมือ การใช้งาน e-learning คือการเรียนที่ผ่านทางอินเตอร์เน็ต มีการใช้สื่อประกอบ การเรียนการสอนและสนับสนุนการสอนนอกห้องเรียน เช่น สารานุกรม วิดีทัศน์ ทางโรงเรียน สามารถหาซื้อมาเก็บไว้ใน server ได้ หรือแม้แต่การทำเว็ปไซด์ของโรงเรียน มีส่วนที่แนะนำโรงเรียน   ส่วนของนักเรียนในการสร้างe-portfolio ส่วนของครูในด้านสื่อการสอน หรือ e-learning ส่วนที่แนะนำคณะผู้บริหาร และส่วนที่ขอแนะนำให้เว็บไซด์ของทุกโรงเรียนควรจะมี คือส่วนของ"ผู้ปกครอง"และ"ชุมชน"โดยอาจทำประวัติการบันทึกเวลาเข้าเรียนของบุตรหลานให้ผู้ปกครองเข้าไปตรวจสอบได้เป็นต้น 
            "ความฝันของผมเกี่ยวกับโรงเรียนในฝันอีกอย่างคือ การใช้ PC Notebook และเครือข่ายไร้สาย การศึกษาที่บ้าน ข้อมูลทุกอย่างสามารถออนไลน์ได้ นักเรียนเรียนได้ทุกที่ทุกเวลา อาจมาโรงเรียนเดือนละครั้งก็เป็นไปได้ มีโต๊ะนั่งเรียนขึ้นมาแบบเป็นจอพับได้ มีห้องปฏิบัติการวิทยา ศาสตร์แบบเสมือนจริง" แล้วใครจะเป็นผู้กำหนดสิ่งเหล่านี้..โรงเรียน  ชุมชน  ครู  ผู้ปกครอง  นักเรียน  สังคม  ผู้บริหาร  นักการเมือง นักการศึกษา.........................................................................................ต้องไปให้ถึง

 

อ้างอิง

"คิดใหม่ ทำใหม่ เพื่อโรงเรียนในฝัน ในงานไอซีทีเพื่อการศึกษา (ICTe2004)". [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaiedresearch.org/thaied_news/index1.php?id=14460