อ่านหนังสือคุณหนุ่มเมืองจันท์ ชื่อ ฝันใกล้ใกล้ ไปช้าช้า (ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ ๔) ตอน เปลี่ยนมุมมอง

มีวิธีการสอนเรียนการสอนเด็กแบบให้เด็กรู้จัก "คิด" แทนที่จะให้ "จำ" เพียงอย่างเดียว จากประสบการณ์ของเพื่อนคุณหนุ่มเมืองจันท์ที่ส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ ดังนี้

.......................................................................................................................................

 

"...ตัวอย่างหนึ่งที่ผมชอบมาก คือ ครูให้นักเรียนเขียนจดหมายถึงแม่

สมมติสถานการณ์ว่า ถ้านักเรียนจะขอย้ายไปอยู่กับแฟน

เราจะให้เหตุผลกับแม่อย่างไร แม่จึงจะยอมรับ

ให้เรียบเรียงเป็นจดหมายส่งในวันรุ่งขึ้น

 

พอวันรุ่งขึ้น ครูจะสร้างสถานการณ์ใหม่ สมมติให้เด็กนักเรียนเป็นแม่

คราวนี้ให้เขียนจดหมายถึงลูกที่ขอย้ายไปอยู่กับแฟน

เราจะให้เหตุผลคัดค้านลูกอย่างไร

ผมไม่รู้ว่าครูสรุปเรื่องนี้ต่อไปอย่างไร แต่ฟังเท่านี้ก็อึ้งแล้ว

นี่คือ "การสอนแบบไม่ต้องสอน"

สอนให้นักเรียนรู้จักคิดเอง

และสอนให้รู้จักคิดต่างมุม

 

ไม่ต้องมาสอนให้นักเรียนท่องจำว่า วัยนี้เป็นวัยเรียน อย่าริรักในวัยเรียนนะ

แต่ใช้วิธีให้นักเรียนรู้จักคิดต่างมุม

เริ่มจากการคิดจากมุมของตัวเขา และไม่ใช่คิดด้วย "ความรู้สึก"

แต่คิดแบบมีเหตุผล

พอคิดจากมุมของตัวนักเรียนเสร็จ ก็เปลี่ยนองศาใหม่ เปลี่ยนมุมมองใหม่

ลองคิดจากมุมของคนที่เป็นแม่ดูบ้าง

ทุกคนคงยอมรับว่า คงยากที่แม่คนไหนจะเห็นด้วยกับลูกที่เรียนแค่ระดับ "ไฮสกูล" จะย้ายไปอยู่กับแฟน

เมื่อแม่ทุกคนคิดเหมือนกันก็แสดงว่า แม่ต้องมีเหตุผลของแม่

จดหมายที่ให้นักเรียนจึงเริ่มต้นด้วย "จุดยืน" ที่เหมือนกัน

คือ "ไม่เห็นด้วย"

 

อะไรคือเหตุผลของคนที่เป็นแม่

ไม่บอก แต่ให้คิดเอง

ลองคิดแบบเข้าใจคนเป็นแม่ และเรียบเรียงเหตุผลออกมา

ผมเชื่อว่า เมื่อนักเรียนถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องคิดแบบ "แม่"

เขาจะเข้าใจ "แม่" มากขึ้น

เข้าใจมุมมอง เข้าใจเหตุผลของคนที่เป็น "แม่"

อาจไม่ครบร้อย แต่เข้าใจมากขึ้นอย่างแน่นอน

 

การสอนให้ "คิดต่างมุม" จะทำให้เขาเข้าใจคนอื่นดียิ่งขึ้น

และคิดแน่นทนนานกว่าการสอนแบบท่องจำ

เพราะท่องจำนั้นอาจพูดได้ แต่ไม่เข้าใจ

ส่วนการคิดต่างมุมนั้นท่องไม่ได้

แต่จดจำนาน

 

ผมชอบที่ครูใช้การเขียนจดหมายแทนการพูด

เพราะการเขียนคือการเรียบเรียงความคิดที่ดีที่สุด

ผมใช้วิธีนี้เป็นประจำ เวลาเจอน้อง ๆ ที่มีอาการสับสนทางจิต

คิดไม่ออกว่าจะเลือกทางไหนดี

ผมจะเสนอให้ใช้วิธีการเขียน แยกแยะเหตุผลเป็นข้อ ๆ

ข้อดีมีอะไรบ้าง ข้อเสียมีอะไรบ้าง

เหตุผลที่เสนอให้ใช้วิธีการเขียนมีอยู่ ๒ ข้อ

 

ข้อแรก ... เป็นการยึดเวลาให้กับตัวเราเอง

คิดไม่ออกแต่ดู "เท่"

ยึดเวลาได้ตั้งหลายวัน

 

ข้อที่สอง ... ผมเชื่อว่า การเขียนคือการเรียบเรียงความคิดให้เป็นระบบได้ดีที่สุด

พอบังคับตัวเองว่า ต้องเขียน

ความคิดที่กระเจิดกระเจิงจะเริ่มเป็นระบบ

"เหตุผล" เวลาอยู่ในสมองจะมีนิสัยเหมือนเด็กช่างกลชอบยกพวกตีกันเป็นประจำ

 

แต่การเขียนเหมือนการเป่านกหวีดจัดระเบียบ "เหตุผล"

จาก "สมอง" สู่ "แขน" ไป "มือ"

พอเรียงร้อยเป็นตัวอักษร มันผ่านกระบวนการกลั่นกรองมากมาย

"เหตุผล" ที่ยกพวกตีกัน พอเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ

บางทีเราจะตกใจที่คิดว่ามีกันมากมายหลายสิบหลายร้อย

แต่จริง ๆ มีแค่ไม่กี่ข้อ

จากนั้นก็ตัดสินใจไม่ยากว่าควรเลือกหนทางใดดีกว่ากัน

 

การรู้จักเปลี่ยนมุมความคิดนั้นเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับชีวิต

เพราะการเข้าใจคนอื่นจะทำให้เรามีมุมมองที่หลากหลายขึ้น

ไม่ตัดสินอะไรจากมุมมองของเราเพียงด้านเดียว

 

..."

 

 

......................................................................................................................................

โห... คุณหนุ่มเมืองจันท์เขียนไว้ดีจริง ๆ ครับ

วิธีการสอนให้ "คิดต่างมุม" นี่ ... ทำให้เด็กรู้จักการใช้เหตุผลมากขึ้น

วิธีการสอนให้ "เขียน"  ... เป็นเครื่องมือที่ทำให้เด็กมีโอกาสใช้เหตุผล

เห็นเรื่อง "การเขียน" ทีไร นึกถึงการเขียนบันทึกใน Gotoknow ทุกที

คงเป็นกระบวนการเรียบเรียงความนึกคิดเช่นกันนะครับ

ไม่ว่า "เด็ก" หรือ "ผู้ใหญ่" ก็สามารถใช้วิธีการเขียนได้เหมือนกัน

แตกต่างกันตรงเหตุผลและวิธีการเลือกใช้เท่านั้น

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่าน

บุญรักษา ครับ :)

 

......................................................................................................................................

แหล่งอ้างอิง 

หนุ่มเมืองจันท์.  ฝันใกล้ใกล้ ไปช้าช้า.  พิมพ์ครั้งที่ 7.  กรุงเทพฯ : มติชน, 2551.

.......................................................................................................................................