ความจริงของชีวิต ที่มีทั้งสุข-ทุกข์อันไม่ใช่ของเรา มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา จึงไม่ควรยึดเอาไว้ทั้งสุขและทุกข์

 

       

        กับ 2 ปีที่ผ่านมา ฉันได้เริ่มนำกิจกรรม ธนาคารความดี เปิดบัญชีออมใจ มาใช้กับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล  เริ่มจาก 3-4 เดือนครั้งก็เปิดบัญชีสักที ในวาระที่ประชุม โดยการให้ทุกคนได้ทำสมาธิ ให้จิตใจสงบเป็นสุขสั้นๆ แล้วก็แจกกระดาษ ให้เขียนข้อมูล เพื่อเปิดบัญชี 4 ประเภท คือ

1.    บัญชีออมใจให้ตนเอง (มองหาจุดดีของตนเองและชื่นชมตนเองที่ทำดี อย่างเป็นรูปธรรม)

2.  บัญชีออมใจให้ผู้อื่น (มองหาข้อดีของผู้อื่น แล้วชื่นชมในสิ่งที่ประทับใจ หรือสิ่งที่ดีอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม)

3.  บัญชี ขอโทษ (สิ่งใดที่ใจยังคิดหรือรูสึกว่าได้ทำอะไรพลาดไปกับใคร ไม่ลืม อยากขอโทษ แต่ไม่กล้าและไม่เคยบอก) เป็นการล้างใจในสิ่งที่สร้างความทุกข์ และปล่อยวาง

4.  บัญชีให้อภัย (สิ่งใดที่เคยโกรธ หงุดหงิดใจ กับใครบางคน สมควรปล่อยวาง เป็น

     การล้างใจ ไม่สะสมความโกรธ เพื่ออยู่กับปัจจุบัน ตัดนิสัยความคับแค้น สะสม)

จากนั้นก็รวบรวมข้อมูลแต่ละหมวด ติดบอร์ดธนาคารความดี  ส่วนปี 51 ก็เริ่มลงข้อมูลใน Web-site ของโรงพยาบาล แต่ก็ไม่ค่อยจะมีเวลาทำต่อเนื่องเท่าใดนัก

 

ชมพูพันธุ์ทิพย์ (ตาเบบูยา) อายุ 14 ปี หลังตึกที่ทำงานของฉัน

 

         ผู้ที่มีโอกาสได้เขียนเป็นประจำด้วยความเต็มใจ บอกว่า รู้สึกดีที่ได้เขียน เวลามาอ่านที่ผู้อื่นชื่นชมตนเอง ก็มีความสุข เป็นการสร้างบรรยากาศด้านบวกในองค์กรได้อย่างหนึ่ง หลังจากนั้นมาฉันก็เพิ่มหัวข้อขึ้นมาอีกหนึ่งหัวข้อ เมื่อพบว่า เริ่มมีบรรยากาศของการพร่องในความยินดีเมื่อผู้อื่นได้รับสิ่งดีๆ หรือได้รับคำชื่นชมจากผู้อื่น บัญชีที่เพิ่มขึ้นจึงเป็นหัวข้อที่ช่วยให้ฝึกยินดีในสิ่งที่คนอื่นได้รับสิ่งดีๆ อันเป็นการส่งเสริมมุฑิตาจิต     กิจกรรมอาจไม่ครอบคลุมเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เพราะเวลาประชุม เจ้าหน้าที่อยู่กันไม่ครบ แต่ก็ได้อะไรดีๆ กับผู้ที่ได้ร่วมกิจกรรม จากการทบทวนของผู้ร่วมเปิดบัญชีเป็นประจำพบว่า ควรทำบ่อยๆ บ่อยมากยิ่งดี อย่างน้อยก็ควรทุกเดือน กิจกรรมนี้ยิ่งได้ประโยชน์ถ้าพบว่าช่วงใด เจ้าหน้าที่พูดถึงแง่ลบกันมากๆ เนื่องจากทำงานด้วยกันย่อมเห็นข้อผิดพลาดจนลืมมองแง่ดี เมื่อเขียนเสร็จ ถ้ามีโอกาสให้พูดสิ่งที่เขียนข้อดีให้กันฟังจะยิ่งดีใหญ่ ที่เคยโกรธ หรือคับข้องใจเพราะได้ยินข่าวลือมาว่า พูดถึงกันในแง่ไม่ดี ก็จะเปลี่ยนเป็นสุขใจที่ได้รับคำชื่นชมในส่วนดีของเขาจริงๆ (จัดเป็นเวทีสุนทรียสนทนา) แต่ปัญหาคือเวลาประชุมจะเวลาน้อย เลยได้แค่เขียนเป็นส่วนใหญ่)

 

  

 ชมพูพันธุ์ทิพย์ดอกสีชมพูอ่อน อวบๆ

มีความงามที่เป็นแรงดึงดูดให้ฉันมองได้ทุกวัน

 

 

         ปีนี้เป็นปีที่ฉันสังเกตใจตนเอง แล้วเลยสอบถามคนหลายคนก็รู้ว่า มีหลายคนอยากให้มีกิจกรรมดีๆ เช่นการสร้างคุณธรรมในองค์กร โครงการที่เป็นด้านคุณธรรมและจริยธรรมในปีนี้ ฉันเลยทำโครงการ “สังคมคุณธรรม น้อมนำธรรมาภิบาล”เพื่อมุ่งหวังส่งเสริมบรรยากาศ เชิงคุณธรรม เริ่มต้นในด้านพุทธศาสนา และการบริหารงานแบบธรรมาภิบาล ซึ่งเริ่มที่ผู้นำแบบเต็มๆ ในการอบรมเชิงปฏิบัติการ 2 หลักสูตรใหญ่ คือ “สุนทรียสนทนา” และ “เหลียวหลังแลหน้า” เพื่อวิเคราะห์ และวางทิศทางนำองค์กรแบบมีส่วนร่วม

       

         ส่วนกิจกรรมดีๆ ที่นำมาดำเนินการต่อ และเพิ่มเติมคือธนาคารความดี เพื่อการสร้างบรรยากาศให้ต่อเนื่องทุกเดือน ซึ่งมีการดำเนินการคือ

1.    รับสมัครสมาชิกชมรมตามรอยคุณธรรมเพิ่มเติมจาก 15 คน เป็น 42 คนในปีนี้

2.  แกนนำชมรมร่วมประเมินสถานการณ์และวางแผนการดำเนินงานตามรอยคุณธรรม ซึ่งเริ่มดำเนินการชัดเจนเป็นรูปธรรมต่อเนื่อง ได้แก่

·   กำหนดวันสำคัญในแต่ละเดือนทุกเดือนเพื่อนิมนต์พระสงฆ์ มาสอนการทำสมาธิ วิปัสสนาภาวนา พร้อมด้วยการทำบุญให้ทาน เวลา 15.00-16.00 น.

·   มีกิจกรรมจิตอาสาเพื่อร่วมกัน ทำความสะอาดสถานที่แบบมีส่วนร่วมในองค์กร  ต่อด้วยร่วมเล่นกีฬามหาสนุก เดือนละ 1 ครั้ง

·        ในวันพระ ผู้สนใจร่วมสวดมนต์เย็น และสมาธิภาวนา 15.00-16.00น.

 

 

 

 

 ชมพูพันธุ์ทิพย์ช่วง มกรา-กุมภา

ผลิดอก แล้วร่วงหล่นเกลื่อนพื้นพร่างพรมสีชมพู

 

 

         วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ เป็นวันที่เราเลือกที่จะจัดกิจกรรมทางธรรมเป็นเดือนแรก อันเป็นปฐมฤกษ์ เนื่องจากสัปดาห์นี้เรากำหนดให้เป็นเทศกาลดีๆ (จากมาฆะบูชาถึงวาเลนไทน์) ประชาสัมพันธ์ให้รักษากาย วาจา ใจ ที่ดีงาม อันเป็นการแสดงความรักต่อตนเองและผู้อื่น ซึ่งทำให้ฉันได้สังเกตเห็นความคึกคักในจิตใจที่รุ่มรวยด้วยความสุขในการที่จะได้ทำสิ่งดีๆ ของคนบางคน กุลีกุจอ จัดการรวบรวมเงินกับผู้ที่อยากร่วมทำบุญ (เนื่องจากส่วนใหญ่ ลงมาร่วมกิจกรรมไม่ได้เพราะติดภารกิจหน้างาน) การนำเงินไปจัดซื้อสังฆทาน การร่วมกันจัดเตรียมสิ่งของหรือสถานที่หรือมีส่วนร่วมในกิจกรรมเล็กๆน้อยๆ ตามประสา องค์กรเล็กๆ ผู้คนน้อยๆ ตอนแรกๆ ที่ฉันคุยกับหลวงพ่อ (พระครูสันติญาณประยุติ) เจ้าอาวาสวัดญาณเสน ต. โก่งธนู อ.เมือง. จังหวัดลพบุรี (วัดใกล้เคียงกับโรงพยาบาลและ เป็นวัดที่มีกิจกรรมสนับสนุนด้านการปฏิบัติธรรมในแถวย่านนี้) เพื่อนัดหมายในกิจกรรมการดำเนินงาน ตอนนั้นฉันยังเกรงๆว่า จะมีคนลงไปร่วมกิจกรรมน้อยมาก เพราะไม่เคยทำ และ แต่ละจุดงานก็มักจะยุ่งๆกับงานกัน ตอนนั้นยังเรียนกับหลวงพ่อว่า อยากให้หลวงพ่อช่วยมาสอน เพื่อการฝึกปฏิบัติธรรมขั้นต้น จะได้สามารถไปใช้ในชีวิตประจำวันกันได้บ้าง บางคนอยากนั่งสมาธิ แต่นั่งแล้วแน่นอึดอัด ปวดเมื่อย เพราะทำไม่เป็น แต่ว่า ถ้ามีคนลงมาร่วมน้อย 5-6 คน ก็อยากให้สอนนะคะ ซึ่งหลวงพ่อก็ว่า “ไม่เป็นไร ค่อยๆ เริ่ม ทีละน้อย ....”)

       

 

         พอถึงวันจริง คนที่สนใจเรื่องนี้อยู่แล้ว ก็ดูเบิกบาน ฉันก็พลอยรู้สึกอิ่มเอม ลูกเจ้าหน้าที่บางคน ก็อยากมาทำบุญ นำของ นม ขนม มาแต่เช้า เพื่อนำมารวมใส่พานร่วมกับเจ้าหน้าที่คนอื่น ส่วนฉัน ก็นำเงิน ที่เคยหยอดกระปุกมิกกี้เมาส์ หลังสวดมนต์ก่อนนอน (สำหรับทำบุญ)  ไขกระปุกมานับแบงค์ 20 บาท บ้าง เหรียญ 10 บาท บ้างเป็นส่วนใหญ่ ก็รวมได้ 675 บาท พร้อมกับข้าวสารอาหารแห้ง เครื่องดื่มเตรียมไว้ถวายหลวงพ่อด้วยเหมือนกัน ตามรู้อารมณ์ ความรู้สึกมีสุข ด้วยอิ่มเอมใจ ช่วงบ่าย เจ้าหน้าที่บางส่วนก็มาช่วยกันเตรียมพื้นที่ห้องประชุมเล็กๆ ของเรา ปูพรม และอาสนะสำหรับรองนั่งสมาธิ และรองรับท่านพระครูที่จะมา พนักงานขับรถที่จะไปรับท่านวันนี้ก็หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส จนคนบางคนพูดให้ฟังว่า วันนี้เป็นวันแรก ที่เห็นสถานที่แล้วอยากนั่งสมาธิมากๆ (เห็นกิเลสอยากดี)  ซึ่งฉันก็พบ อารมณ์สุข ตามรู้ทันบ้าง ไม่ทันบ้าง แม้วันนี้จะมีเรื่องเครียดในงานวิ่งเข้ามาชนหลายตลบ ทั้งน้องๆ ที่เครียดมากๆ อารมณ์เราที่รองรับยังค่อนข้างนิ่งสงบ ฟังอย่างตั้งใจ ไม่ตัดสิน ได้มาก ทำให้เขาสงบลงบ้าง จากนั้นก็เสนอแนะแนวทางช่วยลดทุกข์ไปบ้างเล็กน้อย

 

         หลวงพ่อเดินทางมาถึง ตรงเวลา (15.00น.) พวกเราที่ลงไปปฏิบัติมากกว่าที่คิดรวม 17 คน (หลายคนอยากลงไปร่วมแต่ติดภาระหน้างาน) หลวงพ่อพาเราปฏิบัติธรรม ด้านสมาธิภาวนา และการตามรู้สติ ขณะปฏิบัติ หลายคนที่ไม่ค่อยได้ทำ ก็พบอุปสรรคเป็นธรรมดา ทั้งอาการปวดเมื่อย และนิวรณ์ อันเป็นการง่วงงุน ส่วนฉันก็ไม่มีอาการอะไรพิเศษ ไม่ง่วง ตามรู้ กาย  เวทนา จิต ได้เป็นระยะ จิตคิด และไหลไปเกาะกับสิ่งภายนอกเป็นระยะๆ ซึ่งหลังจากที่เสร็จสิ้นการถวายสังฆทานแล้ว หลวงพ่อก็เมตตาให้ความรู้ต่อ ด้วยการตอบปัญหาข้อสงสัย ในเรื่องอาการง่วงและอาการปวดเมื่อยดังกล่าว ใช้เวลารวมทั้งสิ้น 1 ชั่วโมง 15 นาที บรรยากาศกิจกรรมนี้สร้างสุข ปนทุกข์ (ทุกขเวทนาจากการนั่ง) ซึ่งทำให้ได้เรียนรู้ธรรม อันเป็นความจริงของชีวิต ที่มีทั้งสุข-ทุกข์อันไม่ใช่ของเรา มีเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเป็นธรรมดา จึงไม่ควรยึดเอาไว้ทั้งสุขและทุกข์

       

 

         กับ 2 เดือนที่ผ่านมา ที่ฉันห่างจากการนั่งสมาธิไปบ้าง เพราะล้าจากหน้าที่การงาน วันนี้ทำให้กลับมาทำความเพียรอีกครั้ง หลังจากได้หลวงพ่อมากระตุ้น ทำให้เช้าวันถัดมา ซึ่งฉันมักจะตื่นเช้ามากๆ อยู่แล้ว ลุกมาสวดมนต์นั่งสมาธิ ตอน 04.00 น. เหมือนเมื่อก่อน ด้วยอารมณ์เบิกบาน มาทำงานในตอนเช้าด้วยมีสุข (กิเลสอย่างหยาบ ซึ่งเป็นตัวล่อให้ฉันหลงเข้าไปติดได้ง่ายๆ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ทำหน้าที่การงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างดี เพราะรอยยิ้มและความสุขที่ต่างมีให้กัน)  สอบถามเจ้าหน้าที่บางคนที่นั่งสมาธิเมื่อวาน เห็นบอกว่า “ปวดเมื่อยมากๆ เหน็บกินค่ะ” เลยถามว่า “แล้วคราวหน้าจะลงไปร่วมกิจกรรมมั้ยเนี่ย” เธอก็รีบตอบเสียงดัง ใส ว่า “ไปซีพี่”

          ผลจากการเริ่มร่วมกันปฏิบัติธรรม ฟังธรรมคำสอนของหลวงพ่อครั้งนี้ ทำให้ฉันมีแผนเพิ่มเติมคือ การนิมนต์พระมาสอนปฏิบัติธรรม หลักสูตร 3 วัน (ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์) กับเจ้าหน้าที่ที่สมัครใจ ที่ห้องประชุมเล็กๆ ของโรงพยาบาลนี่แหละ (รวมคนนอกองค์กรที่สนใจ) เนื่องจากที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่สนใจไปปฏิบัติธรรมดังกล่าว แต่หาโอกาสไปไม่ค่อยได้ (เพียงปีละ 1-2 คน ที่สนใจ หาทางไปศึกษาที่อื่นๆ เอง) ทั้งนี้มีหลวงพ่อที่แสดงถึงความเต็มใจที่จะมาสอน ที่โรงพยาบาลอยู่แล้ว จะได้ขจัดอุปสรรคเรื่องการอยากไป แต่ไปไม่ได้ของใครหลายๆ คน เป็นการสร้างบรรยากาศ ให้เอื้อต่อการปฏิบัติธรรมของคนที่มีใจอยากทำ แต่ยังไม่แรงพอ หรือมีข้อจำกัดหลายอย่างเรื่องครอบครัว ฯลฯ  คิดแล้วเมื่อเจอกับเจ้าหน้าที่บางท่านที่เคยบอกว่าอยากไปปฏิบัติธรรมแบบ 3 วันบ้าง ก็เลยลองบอกแผนการนี้ดูว่า “เปลี่ยนจากไปที่อื่นที่ไม่ได้ไปสักที ลองเริ่มที่นี่กับหลวงพ่อ เอามั้ย ศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ” เธอก็บอกว่า “ดีพี่ ได้เลย”  

 

สุดท้ายของบันทึก ในวันที่แสนงดงาม วันแห่งความรัก

ด้วยรักเพื่อนมนุษย์ด้วยจิตวิญญาณ โดยเฉพาะกัลยาณมิตรที่เข้ามาในลาน G2K แห่งนี้

ขอมอบการ์ดดอกกุหลาบลิขสิทธิ์ของน้องอิน (ปัณณ์นรี แสงทองชนาพงศ์)

ลูกสาวสุดที่รัก ผู้บรรจงวาดและระบายด้วยสีไม้

 

มาให้ทุกๆท่านเป็นของขวัญในวันดีๆ เช่นวัน Valentine นี้ค่ะ

 

หมายเหตุ : ภาพพระพุทธรูปบนสุด ผู้บันทึกชอบมาก มีอารมณ์เป็นสุขเมื่อได้เห็น เป็นภาพ พระประธานวัดร่องขุ่น จาก : www.daowadung.com/index.php?lay=show&ac=artic...