จิตเดิมแท้เป็นจิตแห่งการพ้นทุกข์ การภาวนาหาจิตเดิมแท้นั้นเป็นการภาวนาเพื่อทำให้เกิดแสงสว่างออกมา มิใช่วิ่งแสวงหา

การวิ่งแสวงหาความสุขนั้นเปรียบเสมือนการ “หนีทุกข์”
แต่การภาวนาเพื่อให้จิตปลดเปลื้องความทุกข์นั้นคือการสู้เพื่อ “พ้นทุกข์”

นับชาติต่อชาติที่กิเลส ตัณหา อันเป็นมิจฉาทิฏฐิ ห่อหุ้ม ปกคลุมดวงจิตอันเป็นจิตเดิมแท้หนี
กิเลส ตัณหา นำพาให้เราต้องวิ่งวุ่น แสวงหา เงิน ทรัพย์ ชื่อเสียง เกียรติยศ และมิเว้น “ความสงบ”

หลากหลายครั้งเรา “หนีความทุกข์โดยการวิ่งหาความสงบ”
ต้องลำบาก ตรากตรำ เดินทางไปไกลแสนไกลตามที่ใคร ๆ เขาบอกว่า “สงบ”

แต่แม้หากว่าเราไปแค่ไหน แต่ลืมนึกไปถึงการกระทำซึ่งจักทำให้จิตดวงนี้ปราศจากทุกข์จากกิเลสและตัณหาที่ปกคลุมอยู่แล้ว การหนีทุกข์นั้นย่อมไม่เกิดประโยชน์เท่ากับสิ่งที่คาดหวัง

เมื่อคาดหวังแล้วมิได้สุขตามความสงบที่คาดหวังย่อมนำความเจ็บปวด ทุกข์ ทรมานมาให้กับทั้งกายและจิตใจอย่างมิรู้จบ

การชำละล้างกิเลส ตัณหา อันนำมาซึ่งความโลภ ความโกรธ ความหลงของทุกย่างก้าวในชีวิตประจำวันนี้ประเสริฐแท้

เรียนรู้ทุกข์ เพื่อขจัดปัดเบาเมฆหมอกที่เปรียบเสมือนเงามืดที่บดบังดวงตาที่จะนำพาให้เห็น “จิตเดิมแท้”

จะอยู่ที่ใด ไปที่ไหน หรือจะไม่ไปที่ใด ที่ไหน ๆ ก็ล้วนแต่มีจิตเดิมแท้
ที่นี่ เวลานี้ เราก็มี “จิตเดิมแท้”

ท่านทั้งหลายโปรดใช้เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เข้ากระทบอารมณ์ให้โลภ ให้โกรธ ให้หลง เป็นเครื่องภาวนาให้เกิดปัญญาเพื่อให้เห็นจิตเดิมแท้เถิด

ทำใจให้ว่าง มองดูปัญหา แล้วปล่อยวางปัญหาโดยมีธรรมะเป็นสรณะหรือที่พึ่งเถิด
ได้โปรดใช้ธรรมะเป็นยานพาหนะนำพาตนเองไปถึงจิตเดิมแท้ซึ่งจากกันมานานแสนนาน
จิตเดิมแท้แน่แท้มิได้อยู่ไกล อยู่ใกล้ ๆ แม้ในขณะนี้
ปล่อยวางการวิ่ง การแสวงหา แล้วภาวนาเพื่อเข้าหาความจริงในธรรมชาติแห่งจิตเดิมแท้เถิด

ท่านทั้งหลายจักรู้จักทุกข์ เห็นทุกข์ แล้วสิ่งนี้จะเป็นเหตุปัจจัยให้ท่านประสบสุขอันเป็นศานติสุขหรือสุขแท้อย่างฉันพลัน...